เพียงแค่ร่างของโยคีผู้สง่างามราวกับพระพรหมก้าวเท้าลงจากหลังพญาเสือโคร่งที่ทรงมา เหล่าทหารวานรน้อยใหญ่รวมถึงมหาบุรุษทั้งสองก็จับจ้องสายตาตรึงแน่นราวกับถูกสะกด ท่วงท่ากิริยาน่ามอง เครื่องทรงและอาหุดีบริขารก็สูงค่า ยิ่งพระยาพิเภกเป็นฝ่ายเชิญให้มาเฝ้าพระรามด้วยตนเองเช่นนี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าคงเป็นอาจารย์โยคีผู้ทรงภูมิเป็นแน่

ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์

พระรามยิ้มทักทายอย่างนุ่มนวลก่อนผายมือนำเชิญให้ผู้มาเยือนขึ้นมาประทับยังพลับพลา ฝ่ายโยคีที่ยังจับพัดจีบปิดหน้าทรุดกายลงนั่งตามคำเชิญ เขาปรายตาจ้องตรงไปยังพระลักษมณ์ซึ่งมองตรงมาอย่างเขินอาย แค่เพียงสบตา มหาบุรุษกายสีทองก็หลบดวงตาลงและผิวแก้มแดงเรื่อ ยามเมื่อทอดดวงตาไปยังสุครีพ พญาวานรกายสีแดงก็ถึงกับสะดุดอาสนะล้มและแทบหยิบจับอะไรไม่ถูก แต่เมื่อหันมาสบดวงตากับพระรามอีกครั้ง กลายเป็นตัวพญายักษ์เองที่ต้องหลบดวงตาหนี

ข้าคือพระราม นี่อนุชาของข้าลักษมัณ พญาวานรท่านนั้นคือสุครีพแม่ทัพใหญ่ของทัพเรา ส่วนเสนาธิการคู่ใจคือพิเภกซึ่งท่านคงรู้จักแล้ว

มหาบุรุษผิวสีเขียวนวลแนะนำด้วยรอยยิ้มนุ่ม

เรามีนามว่ากาลสิทธิโคดม เดิมบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์ ระหว่างกลับจากการจงกรมในสวรรค์ชั้นพรหมก็ทราบว่าพระรามและทัพวานรกำลังจะยกทัพจับศึกกับทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกา จึงแวะมาเยี่ยมเยือนด้วยความเป็นห่วง

ท่านอาจารย์เป็นห่วงด้วยเหตุใดหรือ

พระรามสอบถามด้วยดวงตาซื่อจนอีกฝ่ายลอบยิ้มเยาะอยู่หลังพัดจีบ

ก็ห่วงไพร่พลตาดำๆ น่ะสิ ได้ยินมาว่าองค์รามจัดทัพเพื่อไปทวงสตรีคืน

ท่านเข้าใจไม่ผิดหรอก ข้ายกทัพเพื่อไปรับนางสีดาผู้เป็นชายา

อกซ้ายของทศกัณฐ์เสียดแปลบเมื่อเห็นใบหน้าของพระรามฉาบด้วยรอยยิ้มอาทรดั่งมารดาเมื่อพูดถึงนางสีดา ยิ่งมองดูก็ยิ่งหงุดหงิดเหลือกำลัง 

เป็นอดีตชายาเสียมากกว่า ตอนนี้นางถูกยักษ์ลักตัวไป ท่านคิดว่านางจะยังคงบริสุทธิ์สะอาดได้อย่างเดิมแน่หรือ คิดว่าสันดานยักษ์มักมากอย่างนั้นจะยอมปล่อยหญิงงามตรงหน้าไว้บูชาในพานโดยไม่แตะต้องอย่างนั้นแน่หรือ เราว่าป่านนี้คงตกเป็นเมียทศกัณฐ์ไปแล้วเป็นแน่

ไม่มีทางหรอกท่านอาจารย์!”

พระลักษมณ์ซึ่งปกติจะสงบปากสงบคำกลับเถียงขึ้นมาแทน

นางสีดาคือจุติของพระลักษมี ต่อให้ตกน้ำย่ำโคลนหรือถูกแผดเผาด้วยไฟบรรลัยกัลป์ก็ไม่มีวันจะมีราคีให้มัวหมองหรอกR