คืนพระจันทร์เต็มดวงสว่างราวกับยามพระอาทิตย์ฉายส่อง พระรามดำเนินตรงไปยังศาลาล่าสัตว์กลางป่าด้วยความตื่นตระหนก เขาทรุดกายลงนั่งบนแท่นประทับและหอบเหนื่อยด้วยวิ่งหนีตรงมาไม่ได้พัก

“แย่จริง เกือบถูกยักษ์กินแล้วเชียว”

ดวงหน้าหวานล้ำเบะปากและขมวดคิ้วมุ่นเมื่อคิดถึงตอนถูกกลืนกินตั้งแต่ปลายเท้า ขนาดว่ากำลังจะตกเป็นอาหารแต่ร่างกายกลับเสียวซ่านอย่างน่าแปลก ด้วยเหตุนี้มหาบุรุษจึงแจ้งใจว่ามนุษย์ที่ถูกยักษ์กินคงมิได้ทรมานมากนักเพราะก่อนตายยังได้ซ่านเสียวเสียขนาดนี้

พลันลมเย็นพัดปะทะใบหน้า เรื่องที่ค้างคาเมื่อครู่กลับละลายหายไปสิ้น มหาบุรุษผ่อนคลายองค์ลงนอนทอดกายบนศาลา ยามที่ได้ประทับในป่ากว้างใหญ่ หัวใจจึงค่อยสงบลงบ้างตามนิสัยเดิมที่ไม่โปรดพระราชวังและออกเดินป่าเป็นฤาษีชีไพรใช้ชีวิตเร่ร่อนดังทุกวันนี้

พระพายโบกจนเสียงยอดไม้กรีดดัง สายลมโลมเลียผิวกายจนระลึกขึ้นได้ว่าสถานที่แห่งนี้ยักษ์ชั่วทศกัณฐ์สวมรอยเป็นพิเภกโอบกอดเขา แม้จะแค้นเคืองจนร้อนรุ่มในใจแต่ความหวานซ่านของปลายลิ้นกลับไม่จาง เมื่อระลึกได้ว่ายามนั้นทศกัณฐ์ก็โลมเลียเขาแทบทั้งตัว

“หรือตอนนั้นเจ้านั่นคิดจะกินเราเหมือนกัน”

ปัญญาบังเกิดในบัดดล

“ใครจะกินเจ้า” 

สุรเสียงทุ้มทักจนพระรามสะดุ้งเฮือก เขาวาดหัตถ์ไปหยิบคันศรแต่กลับถูกมือใหญ่คว้าไว้ได้พร้อมทั้งปัดบรรดาศรและพระขรรค์ให้กระเด็นไปไกล

“ได้ข่าวว่าอิดโรย แต่ดูเหมือนยังแรงดีใช่เล่นนี่นา”

“เจ้าเป็นใคร”

พระรามถามด้วยเสียงนุ่มเย็นดังระฆังแก้วกังวาน ภายในซ่อนความตระหนกไว้อย่างแนบเนียน

ผู้มาเยือนยามวิกาลแสยะยิ้ม เขายังคงไม่ตอบแต่กลับถามต่อ

“แสงพระจันทร์สว่างขนาดนี้ เจ้ามองไม่เห็นแล้วจะล่าสัตว์ยามค่ำได้อย่างไร รามจันทร์”

พลันใบหน้ากลางความมืดสลัวจึงค่อยปรากฏชัดขึ้น พักตราคมเข้มหล่อเหลาในคราบมนุษย์ ดวงเนตรฉาบความมั่นใจและทะนงตนในชาติกำเนิดวงศ์ยักษ์แห่งลงกา ริมฝีปากล้อมด้วยไรหนวดเคราบางระบายยิ้มเพียงมุมราวกับกำลังเย้ยหยัน

ดวงตาสีนิลเบิกลืมอย่างไม่เชื่อแก่สายตา

“ราวณะ...ไม่สิ...ทศก...”

“เรียกราวณะดีแล้ว เรามาในร่างมนุษย์”

พระรามพยายามกระชากมือที่ถูกพันธนาการแต่ไม่เป็นผล ยิ่งดื้อดึงกลับยิ่งถูกรัดแน่น ยิ่งขืนกายหนีกลับยิ่งถูกรุกไล่จนแนบชิด

“ยังไม่ได้ตอบคำถามเราเลยนะรามจันทร์ ตกลงยักษ์ที่ไหนคิดจะกินเจ้า”

เด็กหนุ่มในอ้อมกอดพูดไม่ออก แต่ดูเหมือนคู่สนทนาจะเดาได้

“จริงสินะ เราไม่น่าถามให้มากความ ในเมื่อยักษ์ตนเดียวที่อยู่ในทัพวานรก็คืออนุชาที่น่าใคร่ของเรา”

“ด...เดี๋ยวก่อน คือข้าไม่ใช่ยักษ์ก็เลยไม่รู้ว่ากินหรือเปล่านะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปสิ”

กระทั่งอริร้ายอยู่เบื้องหน้า ดวงเนตรใสกระจ่างดั่งลูกกวางก็ยังจ้องตรงมาอย่างใสซื่อ มิกล้าแม้แต่จะกล่าวโทษในสิ่งที่ยังไม่ใคร่แน่ใจนักสมดังเป็นมหาบุรุษผู้เปี่ยมบารมีแห่งอโยธยา

พญารากษสก้มลงมองร่างบางในอ้อมกอดที่ฉาบความไม่มั่นใจไว้ในดวงตา เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าอนุชาตาขาวของตนจะกล้า “กิน” บุรุษแสนซื่อคนนี้

“พิเภกทำอะไรเจ้า”

มหาบุรุษกายสีเขียวนวลเอียงใบหน้าและหลบดวงตาอย่างเขินอาย ริมฝีปากอิ่มเผยอเล็กน้อยก่อนเม้มเพื่อลดความตื่นกลัวในใจ

“เรื่องสกปรกแบบนั้น ข้าไม่อยากพูด.