ท่ามกลางมหาสมาคมของนายทัพวานร มหาบุรุษกายสีเขียวนั่งประทับราชอาสน์อย่างสง่างามท่ามกลางเหล่าขุนพลที่เตรียมรับคำสั่งในวันชี้ชะตาศึกกรีฑาทัพสู่กรุงลงกา นายทัพสุครีพกราบทูลความก้าวหน้าของทัพลิงที่จัดเจนการศึกมากขึ้น เช่นเดียวกับพระยาพิเภกเตรียมการว่ากลศึกในการกรีฑาสู่ลงกาอย่างสง่างาม

“ข้าเกรงว่าอาจจะใช้เวลาต่อเรือเพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทรอีกราวครึ่งปี”

พิเภกทูลแจ้ง และขุนพลวานรก็พยักหน้ารับทราบ

องค์รามสดับอย่างพิเคราะห์ บัดนี้ใจเขายังคงผูกสัมพันธ์กับราวณะไม่คลาย ทั้งความแค้นต่อทศกัณฐ์ก็เดือดดาลไม่สร่าง ยิ่งคำสุดท้ายที่พญารากษสท้าทายว่าจะกระจ่างใจเมื่อไปถึงกรุงลงกาเขาก็แทบอดรนทนไม่ได้

“ให้เรารอชำระแค้นเพื่อกู้ศักดิ์ศรีสีดาถึงครึ่งปีเห็นจะไม่ไหว และนานขนาดนั้นเหล่าทหารจะยิ่งขาดความฮึกเหิม เราต้องการกรีฑาทัพตอนนี้เลย”

พระยาพิเภกเหลือกดวงตา หากมีบัญชาเช่นนี้ พญายักษ์เสนาบดีอย่างเขามีหรือจะคิดไม่ออก เพียงแต่หนทางอาจจะดูวิกลเกินจะทำได้

“หากองค์รามปรารถนาเช่นนั้น เราคงต้องถมทะเลเป็นถนนไปยังเกาะลงกาแล้วกระมัง”

พญายักษ์แซวจนพระลักษมณ์หันมาแหวใส่ แต่เสียงตบเข่าฉาดของพระรามพร้อมด้วยใบหน้ายินดีทำให้ฝ่ายต้นคิดต้องแปลกใจ

“สมเป็นเสนาบดี! เจ้าช่างปราดเปรื่องเหลือเกินพิเภก”

พระรามกล่าวชม หนุมานได้ยินก็ถึงกับปรบมือยิ้มร่า ในระหว่างที่สุครีพและนายทัพลิงอ้าปากเหวอค้าง

“เราจะจองถนนสู่ลงกา เจ้ารีบดำเนินการได้เลย

มหาบุรุษสั่งการ

แม้จะกลับลำก็ไม่ทันเสียแล้ว พระยาพิเภกจึงได้แต่เหวอ เขาบรรจงหยิบกระดานชนวนขึ้นมาขีดเขียนและได้ความสรุปว่าหากจะจองถนนก็ต้องเกณฑ์ทหารวานรให้ช่วยขนหินมาถมทะเลเพื่อให้ข้ามไปยังเกาะลงกาได้ และเพื่อให้งานดำเนินเสร็จสิ้นโดยเร็วเห็นจะต้องแบ่งงานเป็นสองกลุ่มให้แข่งขันกันเองจะได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน

“สุครีพ ท่านช่วยตามหนุมานกับนิลพัทไปพบข้าที่ห้องด้วย ข้าจะแจงแผนการจองถนน”

พิเภกไว้วาน ซึ่งพญาวานร