แสงเทียนเล่มน้อยส่องนวลพลบแพลมในพลับพลาของนายทัพสุครีพ ร่างสูงใหญ่แทบติดเพดานของพญาเสือโคร่งจัดแจงหาพื้นที่เอนกายลงนอนอย่างสบายก่อนที่วานรกายสีชาดที่เพิ่งสรงเสร็จสะอาดสะอ้านจะตรงเข้ามายิ้มทัก

“คับแคบเสียหน่อยนะพี่โคร่ง แต่จะหาที่ใดได้อยู่กันสองต่อสองนอกจากห้องนอนข้าแล้วก็ไม่มี”

สุครีพพิศไปยังขนสีทองสลับดำเงางามและหอมนุ่มก็แสนจะรัญจวนใจ ขาทั้งสองพาให้วิ่งตรงลงกระโดดกอดแผงคออย่างเสน่หา ซุกไซร้ใบหน้าและจุมพิตไรขนที่ผิวปรางจนพญายักษ์แข็งเกร็งไปทั้งตัว

“นุ่มจังเลยพี่โคร่ง”

“บ้าสิ! ชาติพยัคฆ์มากลายอย่างข้าไม่ดีใจหรอกนะที่ได้คำชมหวานแหววแบบนี้!

“แต่ข้าจะกระซิบได้อย่างไรถ้าหูท่านอยู่เสียสูง”

นายทัพเงยมองใบหูนุ่มด้วยดวงเนตรเป็นประกาย เขาเอื้อมดึงจนใบหูพญาเสือโคร่งพับลงมาอย่างน่ารัก เพียงลมปากกระซิบแผ่วเบา ร่างกายของกุมภกรรณก็ร้อนเร่ามิอาจห้ามได้ ใบหูนั้นไซร้เป็นปราการยุทธศาสตร์ของเหล่าสัตว์ป่า หากโดนสัมผัสเสียแล้วก็ยากจะห้ามอารมณ์เคลิ้มไหว

“ข...ข้าจักจี้ อย่าจับหูข้าสิเจ้าลิงครั่ง”

“พี่โคร่งตัวใหญ่ไปนี่นา หูเบ้อเร่อเบ้อร่าขนาดนี้มิน่าจึงชื่อว่ากุมภกรรณ (หูหม้อ) เพราะหูท่านใหญ่จนยัดหม้อลงไปได้นี่เอง”

พญายักษ์ได้สดับถึงกับระลึกความหลังที่ท้าวลัสเตียนผู้เป็นบิดามอบนามนี้ให้ ท่านคงเมาน้ำจัณฑ์เกินไปจึงได้หยอกเอินทารกร่างใหญ่ด้วยนามเรียกเล่นเป็นกุมภกรรณ นามหูหม้อนั้นจึงได้ติดตัวเขามาจนโต

“เรียกพี่โคร่งดังเดิมเถิด ข้าขอร้อง”

ฝ่ายที่ฟังพยักหน้าอย่างยินดี

“แต่พี่โคร่งตัวโตเหลือคณา ไม่ให้สัมผัสใบหูก็เห็นจะสนทนากันยาก ว่าไปแล้วพี่โคร่งบำเพ็ญตบะจนแปลงกายได้ใช่หรือไม่ ท่านจะแปลงกายเป็นวานรหรือมนุษย์ได้หรือเปล่า ให้กายเล็กลงจะได้กระซิบสะดวกหน่อย”

ได้สดับก็เกิดอกุศลจิตอีกจนได้ พยัคฆราชผู้องอาจสะบัดใบหน้าและผ่อนลมหายใจฟุดฟิดอย่างทะนง แปลงกายเป็นวานรหรือมนุษย์นั่นหรือ

“ไม่ได้หรอก เรายังบำเพ็ญตบะไม่ได้ถึงขั้นนั้น หากจะแปลงคงเป็นได้แต่ยักษ์ เจ้าจะยินดีปราศรัยดูน้ำใจจากยักษีหรือไม่ล่ะ”

ขนงของวานรกายสีชาดขมวดมุ่นอย่างครุ่นคิด หากพลลิงพรวดพราดมาเห็นเขาสนทนากับยักษ์ในที่รโหฐานเช่นนี้คงมิดีแน่ ประจักษ์ดังนั้นจึงตรงดิ่งไปปิดบานบัญชรและทวารขันแน่นเสียจนสนิท เรือดริ้นหรือกระทั่งแสงจันทร์ก็ยังมิอาจลอดเล็ดเข้ามาได้

ดวงเนตรพญาเสือโคร่งเหลือกลืมเหลืออัศจรรย์ใจ บัดนี้มีเพียงแสงเทียนเล่มน้อยให้ความสว่าง กระทั