พระพายพัดเอื่อยโลมเลียยอดไม้เป็นสายลมเย็นใจในยามพลบค่ำกลับไม่อาจทลายความร้อนรุ่มเมื่อสองบุรุษเผชิญหน้ากันในกิริยาสงบ ห้องบรรทมเสนาพญายักษ์ในองค์รามเงียบสงัดอยู่สองนาน ไม่มีวจีใดลอดออดมาจากโอษฐ์ของทั้งพิเภกและมาตุลี จนเมื่อเทวบุตรยันกายลุกขึ้นจากอาสนะ ฝ่ายพญายักษ์จึงขยับกายลุกจากแท่นบรรทมเช่นกัน

“นั่งเถิดพระยาพิเภก เราเพียงจะลุกไปหยิบขันน้ำมาดื่มให้ชื่นใจเท่านั้น อากาศคืนนี้เย็นสบายโดยแท้ แต่สายตาเจ้ากลับทำให้เราร้อนไปถึงปลายผม”

มาตุลียิ้มเยาะ เขาตรงไปยังแท่นวางขันเงินไม่ไกลจากแท่นบรรทมนัก บรรจงเทน้ำเย็นจากไหและยกดื่ม ไม่ทันได้ระวัง เบื้องหลังกลับมีร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านคุมเชิงอยู่

“เจ้าไม่เปิดใจให้ข้า ยังระแวงอยู่หรือไร”

พิเภกเอ่ยถาม เขาพยายามมองผ่านแว่นวิเศษส่องเจตนาของเทวบุตรแต่กลับเห็นแต่ความมืดมิด

ฝ่ายเทวดาหนุ่มหันหลังกลับมาประจันหน้าอย่างเยือกเย็น เขาเงยใบหน้ามองคู่สนทนาซึ่งมีกายสูงใหญ่กว่าถึงเป็นศอก ท่าทางร้อนรนของยักษ์หนุ่มยิ่งทำให้เขาเริงใจเป็นกำลัง

“เจ้าจะอ่านใจเรารึพญายักษ์ ถ้าอย่างนั้นเราจะเล่นเกมกับเจ้าก็ได้ เราถาม เจ้าตอบ เจ้าถาม เราตอบ ถ้าไม่ตอบความจริงเมื่อใดก็ถือว่าพ่ายแพ้ เกมนี้เหมาะแก่การลอบมองในใจเราดีไหม”

พิเภกรับฟังอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่ง

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าโกหก”

“เจ้ามีแว่นวิเศษอยู่แล้วนี่ ถ้าเราโกหกเจ้าก็ต้องจับได้”

“แล้วถ้าข้าโกหกล่ะ”

พิเภกหยั่งเชิง แต่ฝ่ายท้าทายกลับคลี่ยิ้มอย่างเยือกเย็น

“ถ้าคิดว่ารอดพ้นการจับผิดของเราได้ก็ลองดู เมื่อนั้นเราจะได้ไปประกาศทั่วเทเวศน์ว่าอนุชาของทศกัณฐ์แห่งลงกาโป้ปดเพียงเพื่อจะชนะเกมเด็กเล่น”

พญายักษ์กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น การณ์ว่ามาตุลีรู้ถึงความภักดีของเขาที่มีต่อเชษฐาไม่เคยเปลี่ยนแปลง จึงกำจุดอ่อนว่าอย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงพระเชษฐาต้องมัวหมองทั่วดาวดึงส์ด้วยเหตุนี้เป็นแน่ ความคิดอยากลองโป้ปดจึงเป็นอันตกไป เขาน่าจะสะดุดใจแต่แรกแล้วว่ามาตุลีไม่มีทางยื่นข้อเสนอที่ตนเองเสียเปรียบเป็นแน่ ถึงกระนั้นก็มิได้นำพา เพราะตนก็ใช่ว่าจะมีปัญญายิ่งหย่อนกว่ากัน

“เราให้เจ้าเริ่มก่อน พญายักษ์”

พิเภกกลืนน้ำลาย

“เจ้าปรากฏกายกลางทัพพระรามด้วยจะสนับสนุนการตีเมืองลงกากระนั้นหรือไม่”

เทวบุตรยิ้มอย่างเย็นเยือก

“ไม่ใช่ เราเพียงนำรถแก้วเวไชยันต์จากองค์อินทร์มาส่ง และรับหน้