มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์ด้วยใบหน้าขมึงตึง องค์หมกมุ่นถึงเรื่องการกรีฑาทัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้อยากจะรีบยกทัพไปเยือนลงกาเพื่อปะหน้ากับยักษ์ชั่วทศกัณฐ์ยิ่งนัก แต่ดูเหมือนการณ์จะไม่เป็นไปดังหวังเสียเท่าใด เหล่าโยธามากมายล้วนอยากเข้าร่วมในศึกครั้งนี้แต่ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความเสียจนไม่รู้ว่าจะคุมเหล่าวานรอย่างไรดี

ยิ่งตริก็ยิ่งปวดเศียร แต่เมื่อได้สงบใจสักพัก หูจึงสดับสำเนียงดนตรีแสนไพเราะลอยมาตามสายลม พระรามลืมเนตรมองตรงไปยังเบื้องหน้าจึงเพิ่งสังเกตว่าภายในพลับพลามีแขกอยู่ด้วยอีกหนึ่ง

“หืม...เจ้าอยู่นี่นานแล้วหรือ”

เสียงกังวานใสเอ่ยถามอย่างซื่อตรงจนบุรุษที่กำลังบรรเลงพิณถึงกับหยุดมือ ใบหน้างามเรียบเช่นชาวสวรรค์เจื่อนอายอย่างไว้ที นิ้วเรียวยาวกรีดจับคอพิณบรรจงวางลงข้างกายก่อนถวายความเคารพ

“ถวายพระพรองค์ราม ข้าน้อยมีนาวว่าประคนธรรพ์ เป็นหน่อเนื้อในมเหสักเทวราชเช่นเดียวกับมาตุลี ตอนที่เทวยานหลวงเวไชยันต์ลอยล่องลงมาจากดาวดึงส์ ข้าน้อยก็ติดตามลงมาด้วยเช่นกัน แต่ท่านคงสังเกตเห็นเพียงมาตุลีซึ่งคุมเขนโดดเด่นเป็นสง่าเท่านั้น”

ประคนธรรพ์เอ่ยอย่างเกรงใจ

พระรามเท้าคางมองดูคนธรรพ์ที่งดงามแต่กลับไม่เด่นเอาเสียเลยอย่างพินิจพิจารณา ทั้งที่ดวงหน้าออกจะสวยเรียบร้อย แต่กลับไม่สะดุดตาจัดจ้านเช่นมาตุลีจึงได้ถูกมองข้ามไปเสียราวกับเป็นอากาศธาตุ อย่าว่าแต่เปรียบเทียบกับมาตุลีเลย แค่นั่งเฉยๆ คนเดียวก็อาจลืมมองเอาเสียได้

“หรือเพราะผิวกายสีหงเสน (อิฐอ่อน) ของเจ้าที่กลืนไปกับสีเสาและผนังพลับพลาพอดิบพอดี นั่งอยู่ที่ใดจึงมิได้มีใครสังเกตเห็น”

มหาบุรุษสรุปความจนประคนธรรพ์สะอึก แม้ยามอยู่บนสวรรค์เขาก็ยังประสบปัญหานี้ด้วยเช่นกัน ความที่ผิวกายอยู่ที่ใดก็มองเห็นกลืนกับฝาบ้านไปเสียหมด ตนจึงกลายเป็นเพียงภาพประดับกำแพงอยู่เสมอ

“แล้วเจ้ามาร่วมทัพเราด้วยประสงค์ใด เป็นแค่คนธรรพ์คงมิใช่อยากบรรเลงพิณหรือขำลำนำให้เหล่าวานรโยธาหรอกกระมัง”

ใบหน้างามเรียบของประคนธรรพ์ระบายยิ้มอย่างเขินอาย

“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าน้อยรับใช้ในชั้นฟ้ามานาน แม้จะฝึกฝนศาสตร์สังคีตมากมายเพื่อให้เจ้านายชั้นฟ้าพอใจ แต่ความที่กายข้ามีสีหงเสนเช่นนี้ ต่อให้บรรเลงพิณได้ไพเราะแค่ไหนก็ไม่มีใครสังเกตเห็นตัว กระทั่งร่ายรำก็กลืนกับผนังวังไปเสียจนไม่มีใครแล เหตุนี้ข้าจึงคิดว่าขอให้ได้ชำระกิจที่ยิ่งใหญ่สักครั้งในชีวิต บางทีอาจจะมีคนสังเกตเห็นข้าบ้าง”

ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจจากประคนธรรพ์น่าเห็นใจนัก พระรามครุ่นคิดสักครู่จึงเกิดดำริขึ้นว่าน่าจะหาทางมอบหมายภารกิจให้เสีย หากสำเร็จจะได้สร้างชื่อขึ้นมา

“เอาอย่างนี้ไหมประคนธรรพ์ เจ้าเป็นเทวบุตรมีร่างกายเบาดั่งแพรต้องลมและสามารถเหาะเหินได้ เราจะให้เจ้าเหาะเหินไปยังปลายถนนสู่เกาะลงกาเสียก่อน จงสืบดูว่าชัยภูมิที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างแล้วกลับมารายงานต่อหน้าที่ประชุมอีกที กิจสำคัญเยี่ยงนี้เหล่านายทัพจะต้องสรรเสริญเจ้าเป็นแน่”

ได้รับโอกาสสำคัญดังนี้ ประคนธรรพ์ก็ซาบซึ้งแก่ใจเสียจนน้ำตาปริ่ม นิ้วมือเรียวยาวประณตน้อมกราบกรานอย่างนุ่มนวล ก่อนจะกล่าวลาและคว้าพิณคู่กายติดตัวไปดำเนินความตามบัญชาด้วยใจลิงโลด

บัดนั้น ฝ่ายภานุราชยักษา ได้รับสั่งก็ดำเนินยาตรา ยังเขามรกตตามบัญชาเสียโดยพลัน

ภานุราชกวาดดวงตามองป่าบนเทือกเขามรกตอย่างครุ่นคิด เขาได้รับบัญชาจากพญารากษสทศกัณฐ์ให้เนรมิตป่าจำแลงที่งดงาม เปี่ยมด้วยส้มสูกลูกไม้และท่าน้ำใสสะอาดขึ้นเพื่อล่อลวงให้ทัพพระรามกรีฑามาพักกองที่นี่ ความที่เป็นผู้รักในการทำไร่ทำสวนผิดจากพญายักษ์ทั่วไป การได้รับมอบหมายภารกิจนี้จึงทำให้พึงใจยิ่งนัก

บุรุษกายสีมรกตเขียวจัดสูงใหญ่ถอดเสื้อและสังวาลออกเพื่อเตรียมพร้อม แผ่นอกและต้นแขนล่ำสันบ่งบอกถึงงานอดิเรกชอบยกต้นพร้าวต้นไผ่จัดสวนหน้าพระราชวังแห่งลงกาเป็นนิจ เพียงมือได้หยิบจับจอบเสียมและพืชนานาพันธุ์ ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็กลับกลายเป็นรอยยิ้มอุ่นละมุน ความที่ชอบแต่ผลหมากรากไม้เช่นนี้จึงไม่ค่อยมีภารกิจที่ได้รับความไว้วางใจให้ไปการศึกเท่าใดนัก ภานุราชจึงยังเป็นอมาตย์ยักษ์ที่แม้อาวุโสด้วยวัยวุฒิแต่กลับไม่ค่อยก้าวหน้าเมื่อเทียบกับเสนาอำมาตย์อื่น แต่ด้วยรูปร่างแน่นหนักเสียจนหนุ่มๆ ยังอาย พญายักษ์จึงกลายเป็นหนุ่มใหญ่หล่อล่ำที่รักธรรมชาติและยังคงขุดดินทำสวนอย่างไม่ลดละ ดังคุณลุงสุดเท่ที่แม้จะล่วงเลยวัยไปไกลแล้วแต่ยังคงฟิตและน่าพึ่งพาอยู่เสมอ

พญายักษ์ไล่สร้างสรรค์ป่านิรมิตอย่างงดงามหมดจดในเวลาไม่ถึงชั่วยาม เมื่อพระอาทิตย์สาดแสงสุรีย์ลงมาอย่างอ่อนโยน บุรุษกายสีมรกตสูงใหญ่จึงหยิบกระบวยและถังน้ำมาตักรถต้นไม้ดอกไม้อย่างเพลิดเพลิน หยดเหงื่อผุดพรายที่ผิวกายกรำแดดแน่นหนักด้วยกล้ามเนื้อ สง่างามเสียจนเหล่านางไม้ได้แต่แอบมองอย่างหลงใหลอยู่ไกลๆ

“ว๊าย...ท่านภานุราชนี่นา มาเนรมิตสวนถึงเขามรกตเชียวหรือนี่ เป็นบุญตาเหลือเกินที่ได้เห็นร่างกายหล่อล่ำกลางแดดแบบนี้”

หนึ่งในนางไม้ต้นตะเคียนโอดครวญด้วยรอยยิ้ม

“นั่นสิหล่อน เราเข้าไปทักทายกันไหม เผื่อว่าท่านสนใจอาจจะได้ตบแต่งเป็นเมียนะ”

นางไม้ต้นไทรเสนอ สองนางเห็นดีจึงแปลงกายเป็นสาวงามดำเนินตรงไปยักษ์บุรุษสูงใหญ่ที่กำลังง่วงรดน้ำต้นไม้อย่างขะมักเขม้น

ภานุราชได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดของสตรีจึงหยุดมือหันไปมอง เมื่อเห็นนางไม้งดงามดำเนินตัดสวนมาก็วางถังน้ำลง ดิ่งตรงไปยังนางทั้งสองและยกกระบวยขึ้นชี้หน้า

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละแม่หญิง!

สองนางได้ยินสุรเสียงตวาดถึงกับตะลึงแข็งนิ่งไม่ติงไหว

“มีธุระอันใดกับข้า! ป่านี้เป็นป่านิรมิต มิใช่ป่าที่อยู่ของเจ้า”

นางไม้ยิ้มแหยก่อนสบตากัน เมื่อปรึกษากันสักพักจึงเอ่ยวาจาด้วยเสียงออดอ้อนหวานใส

“เอ่อ...ท่านภานุราชเจ้าคะ พวกข้าเห็นว่าท่านช่างเสกสรรพันธุ์ไม้ได้งดงามเหลือเกิน จึงอยากจะขอเข้ามาสนทนาด้วย”

“เจ้าจะสนทนาอะไรกับลุงอย่างข้า”

สองนางแทบจะอดกรี๊ดและชูป้ายไฟเชียร์คุณลุงสุดเท่คนนี้ไม่ได้ แม้วัยจะเข้าเขตที่สรรพนามบุรุษที่หนึ่งเป็นลุงไปแล้ว แต่หุ่นล่ำตามแบบชาวไร่ชาวสวนก็ยั่วยวนเกินห้ามใจ

“เอ่อ...พวกเราอยากจะแนะนำตัว”

“เจ้ากลับป่าไปเสียเถอะ”

สองนางถึงกับเหวอ

“หม...หมายความว่า...”

“พวกหล่อนเดินผ่านเหยียบต้นไม้ใบหญ้าที่เพิ่งปลูก รีบถอยกลับไปเสียเถิดก่อนที่ข้าจะโมโห ขืนหล่อนเหยียบต้นไม้ต้นใดอีกแม้แต่ต้นเดียว ข้าจะตามไปโค่นต้นตะเคียนกับไทรที่พวกหล่อนอาศัยอยู่เป็นแน่”

ภานุราชขู่ ที่จริงคนรักต้นไม้อย่างเขาไม่มีทางไปโค่นบ้านของพวกหล่อนหรอก แต่เขาไม่อยากวุ่นวายกับพวกนางๆ เหล่านี้ให้มากความ ที่ผ่านมาไม่รู้เป็นอย่างไรมีแต่พวกนางไม้มาจีบอยู่เสมอ เขาไม่สนเรื่องพรรณอย่างนี้หรอก ขอแค่ชีวิตนี้ได้อยู่กับต้นไม้ใบหญ้าก็พอแล้ว

สองนางไม้รีบแจ้นกลับป่าไปอย่างรวดเร็ว นางหนึ่งลอบหันมามองเห็นว่ามีนกบินลงมาจิกกินผลไม้ทิพย์ที่เพิ่งปลูก แต่จะงอยปากยังไม่ทันได้สัมผัสผล พญายักษ์ก็ขว้างกระบวยน้ำในมือตนไปยังนกตัวร้ายจนต้องรีบกระพือปีกบินหนีไปโดยพลัน เหล่านกกาและสัตว์น้อยใหญ่ที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ป่านิรมิตเป็นต้องโดนเล่นงานเสียจนน่วม ไม่นานข่าวลือนี้ก็แพร่สะพัดจนไม่มีสัตว์ใดกล้าย่างกายเข้ามาเก็บผลไม้หวานสุกงอมกินอีกเลย

พญายักษ์กลับมาตักน้ำเตรียมรดต้นไม้ต่อด้วยใบหน้าหงุดหงิด

“เฮ้อ...ที่จริงก็อยากให้พวกนกกาสัตว์ป่าได้กินผลไม้ทิพย์ที่เราปลูกอยู่หรอกนะ ถ้าไม่ติดบัญชาองค์ทศกัณฐ์ที่ต้องเก็บผลไม้เหล่านี้ไว้ให้พวกลิงในทัพพระรามน่ะสิ”

เขาถอนใจ แต่ก็ยังคงชักรอกถังตักน้ำขึ้นจากธารน้ำใสใส่ถังเตรียมไปรดน้ำอยู่ไม่หยุดมือ

สายลมเย็นพัดโบกยอดไม้เป็นเสียงดั่งท่วงทำนองดนตรี ภานุราชได้กลิ่นผลไม้สุกหวานที่ปลูกกับมือก็รู้สึกชื่นใจ แต่เมื่อได้กลิ่นหอมบางอย่างแทรกปนเข้ามา จึงเดาได้ว่าป่านิรมิตมีผู้มาเยือนอีกแล้ว

“เอ่อ...ท่านพญายักษ์”

เสียงหวานทักทายขึ้นเบื้องหลัง ทันทีที่ได้สดับ เส้นประสาทขมับพญายักษ์ก็ตึงเปรียะ เขาหันควับไปตะโกนดุแทบจะทันที

“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเดินลัดสนามเข้ามา!

ดวงหน้าผู้เอ่ยทักตระหนกกับเสียงห้ามจนแข็งค้าง มือสีหงเสนเผลอคลายออกจนพิณที่นำติดตัวมาตกลงยังธารน้ำใส ร่างงามสีแดงนวลดั่งอิฐอ่อนลอยอยู่กลางอากาศดังเช่นคนธรรพ์ชาวสวรรค์ทั่วไป ประคนธรรพ์จึงเอ่ยวาจาด้วยใบหน้าเจื่อน

“ข...ข้าขอโทษ แต่ข้าไม่ได้เหยียบพันธุ์ไม้ใหญ่น้อยของท่านดอก...เพราะข้าเหาะมา”

ร่างบางกล่าว ด้วยว่าเหาะได้และมีกายเบาดั่งสำลีจึงไม่ได้เป็นภัยต่อต้นหญ้าและดอกไม้งามแต่อย่างใด

ภานุราชได้เห็นร่างสีหงเสนลอยอยู่กลางอากาศก็ตกใจ แต่ที่ตกใจยิ่งกว่าคือสุรเสียงดุดันของเขาทำให้คนธรรพ์ผู้นี้ทำเครื่องดนตรีตกน้ำด้วยความตระหนกไปเสียแล้ว หนุ่มใหญ่รีบโดดลงจากท่าน้ำงมพิณขึ้นมา เขาดิ่งตรงไปเอาภูษางดงามซึ่งเป็นเครื่องทรงอมาตย์ยักษ์มาเช็ดให้อย่างร้อนรน

“ขอโทษด้วยคนธรรพ์ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้พิณเจ้าเปียก”

ประคนธรรพ์เห็นพญายักษ์ใช้ผ้านุ่งสูงค่ามาซับน้ำให้ก็เกรงใจเหลือกำลัง ร่างบางลอยตรงไปยืนด้วยปลายเท้าที่ยอดหญ้า สองมือกรีดวางบนมือพญายักษ์ ป้องไว้ให้หยุดการกระทำเสีย

“พอเถิดพญายักษ์ ภูษาเลอค่าของท่านจะเปื้อนเสียเปล่าๆ พิณของเราไม่ได้บอบบางขนาดนั้นดอก หากเปียกน้ำก็ต้อง...”

นิ้วมือเรียวยาวกรีดจับคอพิณมากระชับในมือ ใบหน้างามระบายยิ้มอย่างเยือกเย็นก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงสังคีตไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ พลันหยดน้ำที่เกาะพิณกลับแตกกระจายออกเป็นสายพร่างพราวไปทั่วดั่งสายรุ้ง

ภานุราชเพิ่งเคยได้ฟังเสียงพิณของชาวสวรรค์เป็นครั้งแรก ไพเราะเสียจนหัวใจของเขาพองโตเป็นกำลัง ดวงตาพญายักษ์พิศไปรอบกายก็เห็นว่าเหล่าต้นไม้ดอกไม้เมื่อได้ยินเสียงคนธรรพ์บรรเลงเพลงก็ต่างผลิบานแง้มดอกออกมาฟังอย่างสดชื่น ใบไม้ที่เคยเหี่ยวเฉากลับฟื้นคืนราวกับมือชีวิตใหม่ ส้มสูกลูกไม้ล้วนผลิผลเติบโตจนสุกงามน่ารับประทาน

“ไม่น่าเชื่อ...”

ภานุราชอุทาน เขายืนนิ่งฟังอยู่นานด้วยความตกตะลึง ไม่น่าเชื่อว่าดนตรีจะดียิ่งกว่าปุ๋ยใดที่เขาเคยได้พบพาน จนกระทั่งสิ้นสุดการบรรเลงและร่างที่ยืนลอยอยู่เหนือยอดหญ้าละปลายนิ้วออกจากสายพิณ พญายักษ์จึงเอื้อมอ้อมแขนใหญ่โตไปโอบร่างบางที่เบาราวกับผ้าแพรเข้ามากอดไว้แนบอก

แผ่นอกกว้างแข็งแกร่งและอ้อมแขนของพญายักษ์ทำให้ประคนธรรพ์ตกใจจนไม่มีเสียงใดลอดโอษฐ์ออกมา

“เจ้าช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินคนธรรพ์ เรามีนามว่าภานุราช เป็นอมาตย์ในท้าวทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกา แล้วเจ้าล่ะ”

ใบหน้างามสีหงเสนยิ่งระเรื่อขึ้นจนแทบเป็นสีหงชาด

“ร...เรามีนามว่าประคนธรรพ์ เป็นชาวสวรรค์ในมเหสักเทวราช ครั้งนี้ลงมาชำระกิจร่วมทัพกับองค์รามเพื่อกรีฑาไปยังลงกา”

“แล้วเจ้ามาที่เขามรกตนี่ด้วยเหตุใด เพื่อดูต้นทางหรือ”

ใบหน้าคุณลุงสุดเท่หล่อเหลาเริ่มขยับเข้ามาใกล้ผิวปราง เสียงทุ้มกระซิบใกล้ใบหูยิ่งทำให้ชาวสวรรค์รัญจวนสะท้านไปทั้งกาย

“ช...ใช่ พญายักษ์...ท่านจะกอดเราไปทำไม”

จริตเขินอายยิ่งกระตุ้นให้เลือดพงศ์ยักษ์เดือดพล่าน

“เสียงดนตรีของเจ้าทำให้ทั้งข้าและเหล่าแมกไม้เกิดความรื่นรมย์เหลือเกิน ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ได้สดับในหนนี้ทำให้ข้าอยากเชื้อเชิญเจ้ามาเป็นแขกคนสำคัญของข้า เจ้าจะมาบรรเลงดนตรีเพื่อข้าและเหล่าพันธุ์ไม้ที่วังของข้าได้หรือไม่ มารดาของข้าได้ฟังคงต้องหลงใหลเจ้าไม่ต่างจากข้าเป็นแน่”

ดวงหน้างามระบายความตระหนกอย่างอ่อนช้อย ให้บรรเลงพิณเพื่อตัวพญายักษ์หรือต้นไม้ใบไม้ก็เข้าใจได้อยู่ แต่ที่ต้องบรรเลงให้มารดา...

“ท่านพูดเสียราวกับจะรับข้าไปไว้ที่ตำหนักใน”

พญายักษ์ได้ยินก็หัวเราะร่วน

“ไม่ผิดดอก ข้าไม่เคยตกลงร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางใดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ว่าง่ายๆ คือข้ายังไม่มีแม้ชายาที่หนึ่ง ครั้งนี้แม่ข้าคงดีใจที่จะได้เห็นข้ารับคนธรรพ์ที่งดงามอย่างเจ้าเข้าบ้าน”

ฝ่ามือใหญ่วาดขึ้นสอดไล้เส้นผมดั่งใยไหมของประคนธรรพ์ก่อนโน้มใบหน้าเข้าไปประทับริมฝีปากอย่างอ่อนโยน ร่างบางในอ้อมกอดตกใจจนเผลอประท้วง แต่ยิ่งกลายเป็นเปิดทางให้ปลายลิ้นรุกไล่เสียจนกายที่ลอยอยู่ยิ่งเบาหวิวราวกับแพรต้องลม

ความที่ไม่โดดเด่นและเป็นดั่งเพียงวอลล์เปเปอร์ประดับวังของสักเทวราชมาตลอด ความงามของประคนธรรพ์จึงยังไม่เคยมีผู้ใดค้นพบ ทั้งกายจึงยังบริสุทธิ์สะอาดมาจนถึงมือพญายักษ์ ยิ่งท่าทางเงอะงะเขินอายในอ้อมกอดยิ่งทำให้พญายักษ์แทบอดใจไม่ไหว เขาอยากจะกลืนกินผิวกายสีหงเสนนวลเนียนให้หมดทั้งตัวเสียตรงนี้เหลือเกิน

“อา...เจ้าน่ารักเสียจนข้าเกินจะห้ามไหว”

“ป...ปล่อยเราเถิดพญายักษ์ เรามาชำระกิจที่ได้รับบัญชา มิได้มาเพื่อยั่วยวนท่าน”

“แต่เจ้าก็ยั่วยวน”

วาจาโลมเลียอย่างมั่นใจตามประสายักษ์ทำให้ประคนธรรพ์ยิ่งเขินอายจนต้องหันใบหน้างามหนี

ภานุราชโอบร่างบางเบาหวิวไว้ในอ้อมกอดกระชับขึ้น เขาดำเนินตรงไปยังเพิงร่มเงาที่มีเถาไม้เลื้อยพาดบังแสงสุรีย์ไว้เป็นอย่างดี ดอกลำโพงกาสลักกลีบซ้อนสีม่วงขาวผลิบานใหญ่โตงดงาม พญายักษ์เอนกายลงนั่งบนแท่นอาสนะและเอนหลังอย่างสบายก่อนดึงร่างชาวสวรรค์บอบบางให้ลงมาอยู่แนบอก

“ข้าไม่ขัดขวางภารกิจเจ้าหรอก แต่ช่วยอยู่อย่างนี้สักครู่เถิด”

สองมือใหญ่วาดเรียวขางามให้โอบรอบเอวของเขา สองมือรั้งร่างบางให้เข้ามาอยู่ในอ้อมอกแข็งแกร่งอย่างถนอม

ประคนธรรพ์ยังคงตระหนกกับอ้อมกอดและสัมผัสที่แนบชิดยิ่งกว่าเดิมจนร้อนรุ่มไปทั้งกาย แม้ลมเย็นโบกไสว แต่หัวใจก็ยังคงมิอาจดับเพลิงที่สุมอยู่ได้อย่างสนิท

“ข้าไม่เคยปรารถนาสิ่งใดรุนแรงขนาดนี้มาก่อน”

ใบหน้าพญายักษ์ที่เอนหลังหลับดวงตาพริ้มเอ่ยขึ้นลอยๆ สองมือยังคงโอบร่างบางให้ซบใบหน้าลงแนบอก แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ประท้วง จึงวาดมือลงจากเส้นผมและแผ่นหลังไปยังองค์เอวและสะโพก นวดคลึงผิวกายนุ่มนวลที่บั้นท้ายอย่างเสน่หา

แรงบีบทำให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก

“ตาลุงลามก! จับอะไรของเจ้า!

พญายักษ์หัวเราะร่า เขาลืมตาขึ้นมองใบหน้างามที่เง้างอนและโน้มใบหน้าจุมพิตที่ผิวปรางแผ่วเบาอีกรอบ

“ผิวชาวสวรรค์นุ่มผิดกับนางยักขินีจนมือข้าไม่ทำตามคำสั่งดอก”

“จะโทษมือไปใย อย่างไรก็มือของเจ้าอยู่ดี”

ใบหน้าหนุ่มใหญ่อมยิ้มเมื่อได้พิศกิริยาเง้างอนอย่างน่ารัก

“อยู่กับข้าเถิดประคนธรรพ์”

“แล้วถ้าเราปฏิเสธ...”

“ข้าก็จะกอดเจ้าเสียที่นี่ ทำให้เจ้าเป็นของข้าทั้งกายและใจ จะไม่มีส่วนไหนในร่างกายเจ้าที่ข้าไม่ได้ลิ้มรส”

ดวงหน้ามั่นใจและดวงตาวาวโรจน์เปี่ยมด้วยโมหะของพญายักษ์ทำให้ประคนธรรพ์ทั้งหวาดกลัวและหลงใหล หากจะเหาะหนีไปก็คงไม่ยาก แต่เขากลับเลือกที่จะสนทนาต่อ

“แล้ว...ถ้าเรายินยอม เจ้าจะปล่อยเราให้กลับไปทูลถวายงานแก่องค์รามหรือไม่”

เพียงได้คำตอบนี้ พญายักษ์ก็ล่วงรู้ได้ว่าคนธรรพ์ผู้งดงามตกลงปลงจิตกับเขาแล้ว หนุ่มใหญ่คลี่ยิ้มอย่างหล่อเหลา เขาเอื้อมมือใหญ่ขึ้นลูบไล้ผิวแก้มเนียนอย่างรักใคร่เหลือประมาณ

“แน่นอน กลับไปชำระกิจของเจ้าให้เรียบร้อยเถิด จงแจ้งแก่พระรามว่าป่านิรมิตนี้มีทั้งผลไม้สุกงอมหวานหอม ท่าน้ำเย็นใสสะอาดให้ดื่มกิน และร่มไม้ชายคาให้พักกองได้อย่างสบาย”

ประคนธรรพ์พยักหน้ารับทราบ

“และหากเจ้ายังอยากไปบรรเลงดนตรีให้มารดาข้าฟังที่วังในลงกา ก็จงกลับมาเถิด ข้าจะรอ”

ใบหน้าหนุ่มใหญ่หล่อเหลายิ้มอย่างสงบ

ชาวสวรรค์ก้มหน้างุดอย่างเขินอาย มือบางเอื้อมหยิบพิณขึ้นมาและค่อยๆ ลอยองค์ออกมาจากอ้อมแขนของพญายักษ์ ดวงตาปรายมองร่างสูงใหญ่สีเขียวมรกตที่นั่งมองส่งอีกครั้งอย่างชั่งใจ

“อย่ามัวแต่ชั่งใจเลย การที่เจ้าลังเลก็หมายถึงเจ้ารับรักข้าแล้วนั่นแหละประคนธรรพ์ หากเจ้าจะปฏิเสธเพียงแค่เหาะหนีไปจากอ้อมกอดข้าก็ได้ ดังนั้นอย่าเขินอายไปเลย ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะกลับมา”

ภานุราชย้ำอีกครั้ง ดวงตาจ้องมองร่างบางที่เหาะเหินจากไปอย่างเสียดาย เมื่อลิบตา พญายักษ์จึงถอนลมหายใจอย่างขวยเขิน

“เฮ้อ...เรานี่นะ สงสัยจะเป็นลุงลามกจริงๆ อายุปูนนี้ยังสนใจเด็กอยู่อีก”

ฝ่ามือใหญ่ปิดใบหน้าที่บัดนี้ร้อนผ่าว เกิดมาไม่เคยแม้แต่คิดจะชักชวนหญิงใดไปเป็นชายา แม้พบหน้าก็มิได้ต้องตากับผู้ใดสักตน แต่ครั้งนี้ไม่รู้เหตุใดหัวใจจึงพองโตทันทีเพียงแค่เห็นใบหน้า แค่ได้สัมผัสผิวกายสีหงเสนนวลเนียนก็เกินจะห้ามใจไหว จึงตกลงปลงใจจีบไปเป็นเมียโดยพลัน

เขาไม่เคยรู้จักความรัก แต่หากใช่จริง คงรู้สึกเช่นนี้กระมัง

 

สวัสดีค่า ^_^

 

แบบว่า...ตอนนี้หวานแหววมั้ยคะ เขียนนิยายมาตั้งนานจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขียนคู่ที่รักแรกพบแล้วปิ๊งกันปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่องนี่นานแค่ไหน ถ้าไม่เลือดอาบไปเลยก็ฮาบ้าบอ ดังนั้นคู่รักปกติจึงนับว่าเป็นของแปลกมากสำหรับนิยายของ Blueฯ ค่ะ

 

ตอนนี้มีแต่ตัวประกอบล้วน ในวรรณคดีทั้งสองคนนี้มีบทจิ๊ดเดียวเองค่ะ ภานุราชถูกสั่งให้มาเนรมิตป่าแล้วซ่อนอยู่ใต้ดินรอให้ลิงมาติดกับดัก ส่วนประคนธรรพ์ก็มาดูต้นทางแต่กลับไปแจ้งว่ามีป่าเนรมิตก็กลับโดนพระรามสวดยกใหญ่ว่าเป็นกับดักยักษ์แท้ๆ ทำไมไม่ตรวจสอบให้ดี แล้วสุดท้ายพระรามเลยสั่งให้หนุมานไปจัดการภานุราชซะ ฮือ...เรื่องจริงมันโหดร้าย แต่เรื่องตายๆ เป็นเรื่องธรรมชาติในนิยาย Blueฯ นะคะ เอาเป็นว่ารอลุ้นต่อว่าตอนหน้าภานุราชจะจีบประคนธรรพ์ติดไหม หรือคนสวยจะเป็นม่ายขันหมากไปก่อนหรือเปล่า พระลักษมณ์ยังงอนไม่หายแล้วพิเภกจะทำยังไงดี โปรดติดตามค่ะ

 

E-book อีกเล่มนึงวางจำหน่ายแล้วนะคะ ชื่อบาตูลแอทเฟิร์สไซท์ ก็เป็นตอนพิเศษระหว่างลุดวิกกับยูจีนน่ะค่ะ ตอนที่สองคนนี้เคยเจอกันครั้งแรกสิบปีก่อนที่จะเริ่มเรื่อง Sweetฯ ตอนนั้นเขียนอะไรเกี่ยวกับคู่นี้มันต้องเลือดๆ และ SM พอสมควร อ่านแล้วน่ากลัวหน่อย ต้องทำใจค่า


 

 

Comment

Comment:

Tweet

ชอบลุงกินเด็กค่าาาาา ประคนธรรพ์ทำไมน่ารักอย่างนี้ทำเอาลุงยักษ์ตบะแตกเลยค่าา

#11 By caren (1.2.218.246|1.2.218.246) on 2014-10-28 23:49

น่ารักอ่าาา คู่นี้แบบโอ๊ยมุ้งมิ้งๆ ><////

#10 By monster zis on 2014-05-29 19:49

คู่นี้น่าร้ากกกกกกกกกอ่ะใสๆโรเเมนติก(อยากให้มีต่อ)

#9 By (118.174.92.187|118.174.92.187) on 2014-05-19 19:09

โฮ้กฮากกก รักแรกพบๆๆๆ
ยังคงเฝ้ารอพี่ยักษ์เขี้ยวมะลิและอินู๋เผือก(ที่หายไปจากสารบบซักพักแล้ว)
ยังคงคิดฮอดลุงยักษ์หลายเศียรก๊ะพ่อรูปงามแห่งทัพลิง
ยังคงนั่งจิ้นถึงฉากที่ลิงสีชาด & ยักษ์เจ้าสำอาง ช่วยกันลับหอก...โมกขศักดิ์ >,.<
ยังคง...ไม่ลืมสมภารที่หมายใจจะงาบไก่วัด...กริ้สๆๆๆ
และ...ยังไม่ลืมพ่อสารถีขี้แกล้ง กร๊ากกก
รอร๊อรออออ เป็นกะลังจ๊ายค่าบบบ

#8 By Gypsy (124.121.46.204|124.121.46.204) on 2014-03-27 21:17

กรี๊ดดดดดด
ฟินเว่อร์ๆๆๆๆๆ
อร๊าย จะน่ารักไปแล้วค่าา
ติดตามอยู่นะคะ

#7 By (223.206.190.27|223.206.190.27) on 2014-03-27 20:56

ได้เจอคู่ใหม่แล้วก็ยังน่ารักเหมือนเดิมเลย

#6 By doog (171.96.240.236|171.96.240.236) on 2014-03-27 05:11

กรี๊ดดดด ตอนนี้น่ารักมากค่า ชอบตรงนี้มากเลย

“ป...ปล่อยเราเถิดพญายักษ์ เรามาชำระกิจที่ได้รับบัญชา มิได้มาเพื่อยั่วยวนท่าน”
“แต่เจ้าก็ยั่วยวน”

-////-

#5 By Yohan Nefia on 2014-03-26 22:04

น่ารักอีกแล้ว แอบหลงรัก คนธรรพ์คนงามสีผิวเหมือนหินอ่อน อยากไล้มือลุบเบาๆ ฟินจัง ^^
ยังไงก้ออย่าให้ถึงกับมีการนองเลือดกันบนผืนป่า แต่ถ้าจะนองเลือดกันขอให้เกิดบนเตียงสีขาวสะอาดตา  จะนับเป็นความกรุณาของ Blue
อย่างมากค่ะ

#4 By pure_ka (171.98.43.152|171.98.43.152) on 2014-03-26 19:57

คู่นี้ก็น่าเชียร์แหะ

#3 By Dabew on 2014-03-26 13:16

#2 By (49.194.19.230|49.194.19.230) on 2014-03-26 09:10

ตกลงน้องรามส่งคุณนักดนตรีมาสำรวจพื้นที่หรือว่าส่งมาเป็นของตอบแทนที่เฮียทศส่งคุณลุงยักษ์มาปลูกสวนขุดบ่อกันแน่น้า เสร็จภารกิจเมื่อไหร่คุณนักดนตรีรีบกลับไปหาคุณลุงยักษ์เลยน้าให้คนแก่รอนานไม่ดีอุ๊บ! หวานกำลังดีเลยค่ะพี่บลูไม่มากไม่น้อยอ่านไปยิ้มไปคู่คุณลุงยักษ์กับคุณนักดนตรีน่ารักฝุดๆ cry cry

#1 By momo (1.47.169.109|1.47.169.109) on 2014-03-25 20:29