มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์ด้วยใบหน้าขมึงตึง องค์หมกมุ่นถึงเรื่องการกรีฑาทัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้อยากจะรีบยกทัพไปเยือนลงกาเพื่อปะหน้ากับยักษ์ชั่วทศกัณฐ์ยิ่งนัก แต่ดูเหมือนการณ์จะไม่เป็นไปดังหวังเสียเท่าใด เหล่าโยธามากมายล้วนอยากเข้าร่วมในศึกครั้งนี้แต่ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความเสียจนไม่รู้ว่าจะคุมเหล่าวานรอย่างไรดี

ยิ่งตริก็ยิ่งปวดเศียร แต่เมื่อได้สงบใจสักพัก หูจึงสดับสำเนียงดนตรีแสนไพเราะลอยมาตามสายลม พระรามลืมเนตรมองตรงไปยังเบื้องหน้าจึงเพิ่งสังเกตว่าภายในพลับพลามีแขกอยู่ด้วยอีกหนึ่ง

“หืม...เจ้าอยู่นี่นานแล้วหรือ”

เสียงกังวานใสเอ่ยถามอย่างซื่อตรงจนบุรุษที่กำลังบรรเลงพิณถึงกับหยุดมือ ใบหน้างามเรียบเช่นชาวสวรรค์เจื่อนอายอย่างไว้ที นิ้วเรียวยาวกรีดจับคอพิณบรรจงวางลงข้างกายก่อนถวายความเคารพ

“ถวายพระพรองค์ราม ข้าน้อยมีนาวว่าประคนธรรพ์ เป็นหน่อเนื้อในมเหสักเทวราชเช่นเดียวกับมาตุลี ตอนที่เทวยานหลวงเวไชยันต์ลอยล่องลงมาจากดาวดึงส์ ข้าน้อยก็ติดตามลงมาด้วยเช่นกัน แต่ท่านคงสังเกตเห็นเพียงมาตุลีซึ่งคุมเขนโดดเด่นเป็นสง่าเท่านั้น”

ประคนธรรพ์เอ่ยอย่างเกรงใจ

พระรามเท้าคางมองดูคนธรรพ์ที่งดงามแต่กลับไม่เด่นเอาเสียเลยอย่างพินิจพิจารณา ทั้งที่ดวงหน้าออกจะสวยเรียบร้อย แต่กลับไม่สะดุดตาจัดจ้านเช่นมาตุลีจึงได้ถูกมองข้ามไปเสียราวกับเป็นอากาศธาตุ อย่าว่าแต่เปรียบเทียบกับมาตุลีเลย แค่นั่งเฉยๆ คนเดียวก็อาจลืมมองเอาเสียได้

“หรือเพราะผิวกายสีหงเสน (อิฐอ่อน) ของเจ้าที่กลืนไปกับสีเสาและผนังพลับพลาพอดิบพอดี นั่งอยู่ที่ใดจึงมิได้มีใครสังเกตเห็น”

มหาบุรุษสรุปความจนประคนธรรพ์สะอึก แม้ยามอยู่บนสวรรค์เขาก็ยังประสบปัญหานี้ด้วยเช่นกัน ความที่ผิวกายอยู่ที่ใดก็มองเห็นกลืนกับฝาบ้านไปเสียหมด ตนจึงกลายเป็นเพียงภ