กลางห้องบรรทมเงียบสงัด พลับพลาประทับของพระยาพิเภกมีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันสว่างนวลให้แสงอบอุ่นราวกับแสงพระจันทร์ พญายักษ์เฝ้าปรนนิบัติเชษฐาทศกัณฐ์เป็นอย่างดีแต่หัวค่ำ เขาสาละวนนำผ้าฝ้ายชุบน้ำเย็นพอหมาดบรรจงวางลงบนหัวไหล่ของพญารากษสซึ่งมีแผลเป็นกว้างอย่างระวัง เพียงแค่บาดแผลครั้งเก่าได้ความเย็นจากน้ำ ความปวดร้อนจึงค่อยบรรเทา

“พระเชษฐายังเจ็บอยู่หรือไม่”

พิเภกพิศใบหน้าบิดเบี้ยวขององค์เหนือหัวที่มิได้เห็นบ่อยนัก ด้วยว่าทุกครั้งนางมณโฑมเหสีเอกจะเป็นผู้ปรนนิบัติให้เป็นอย่างดี เป็นงานที่กระทั่งนางกำนัลหรือชายารองก็มิอาจกระทำ เพราะใบหน้าอ่อนแอเช่นนี้มิได้อนุญาตให้ใครมองดูเสียก็ได้

การที่เขาได้รับใช้ใกล้ชิดเช่นนี้จึงรู้สึกเป็นเกียรติเหลือกำลัง

“อืม ดีขึ้นแล้ว ขอบใจ”

พญารากษสทศกัณฐ์ในร่างแปลงมนุษย์เอ่ยตอบ

ฝ่ายอนุชาอยากรู้เสียเหลือเกินว่าบาดแผลรุนแรงที่หัวไหล่นี้ได้มาแต่ใด ครั้นจะถามก็ใช่ที่ เหตุเพราะขนาดว่าชายารองยังมิได้รับอนุญาตให้ปรนนิบัติ แล้วเขาเองจะถือดีอันใดสอบถาม แต่หากจะแอบส่องดูผ่านแว่นวิเศษ...

“อยากรู้รึว่าแผลนี้เราได้แต่ใด”

ทศกัณฐ์ดักทางจนพิเภกสะอึก

“พ...พระอาญามิพ้นเกล้า น้องมิได้เจตนาใช้แว่นวิเศษ...”

“เอาเถอะ หน้าเจ้าเหมือนเขียนไว้ว่าอยากรู้เสียขนาดนั้น แต่ตอนนี้มันเย็นเสียจนปวดแล้ว เจ้าทำให้แผลเราอุ่นขึ้นเสียหน่อยจะได้ไหม”

ฝ่ายพระยาพิเภกจึงรีบนำผ้าฝ้ายออก เขามองดูบาดแผลด้วยดวงตากังวล ก่อนโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากที่หัวไหล่เชษฐา

ท่าทางว่าง่ายเช่นอนุชาที่น่ารักใคร่ทำให้พญารากษสพึงใจ เขาคลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวลและเอนหลังพิงเศียรที่แท่นบรรทมอย่างสบาย

“ขอบใจ เราอุ่นขึ้นแล้ว แต่ริมฝีปากเจ้าจะเย็นเสียแทน”

พญายักษ์ในร่างมนุษย์เอื้อมมือสัมผัสริมฝีปากอนุชาอย่างถนอม ไล้สัมผัสจนชุ่มชื้นอุ่นร้อน

“แผลนี้มาจากเมื่อครั้งเขาไกรลาสเอียงทรุด องค์ศิวะราชาเห็นว่าจะปล่อยไว้เสียก็คงมิเป็นอันดีจึงไหว้วานพี่ให้นิรมิตกายจนใหญ่โตแล้วใช้บ่ายันเขาไว้ เหตุที่พี่พยุงเขาไกรลาสจึงทำให้เกิดแผลเช่นนี้ และเมื่อใช้กรทั้งยี่สิบค้ำยันจึงตั้งเขาไกรลาสให้ตรงได้ในที่สุด”

พิเภกเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแต่เพิ่งทราบว่าจากการณ์นั้น เชษฐาของเขายังคงมีแผลเป็นที่ปวดร้อนอยู่จนบัดนี้

“องค์อิศวรคงให้รางวัลพระเชษฐาอย่างงามเป็นแน่”

พญารากษสคลี่ยิ้ม

“ใช่ ตอนนั้นเรายังหนุ่มแน่น คิดแต่เพียงว่าอยากได้ของสูงเกินเอื้อมมาครอบครองจึงทูลขอพระอุมา มเหสีในองค์ศิวะราชเป็นรางวัล เป็นสตรีที่ร้อนแรงมาก”

พิเภกลอบเขินอาย เชษฐาเขาไม่เคยทิ้งลายเลยตั้งแต่ยังหนุ่มน้อยจนเป็นหนุ่มใหญ่ขนาดนี้

“แต่ทำไมตอนหลัง...”

“นางร้อนแรงเสียจนเราแทบไม่เป็นอันว่าราชการน่ะสิ เสนาเฒ่าเลยแนะนำว่าขืนเป็นเช่นนี้กรุงลงกาได้วอดวายแน่ ดังนั้นควรส่งนางคืนเสียดีกว่าแล้วให้เปลี่ยนเป็นนางมณโฑแทน องค์ศิวะราชาก็มิได้ทัดทานอย่างใด”

พิเภกกระแอมด้วยความขวยเขิน แทบไม่อยากเชื่อว่าครั้งหนึ่งเชษฐาผู้ไม่เคยปล่อยวางจากงานราชกิจจะมีวันที่หลงสตรีเสียจนไม่เป็นอันบริหารบ้านเมืองด้วย

พญารากษสพิศอนุชาก็นึกเอ็นดู เขากระชากร่างน้องชายให้ลงมานอนแนบอก ความระลึกถึงอดีตที่เจ็บปวดทำให้องค์มิอยากสานต่อนัก เขาพยายามข่มตาให้หลับสนิทเสียโดยเร็วก่อนที่จะนึกถึงเหตุแต่ครั้งก่อนขึ้นมาอีก

ย้อนกลับไปยังเพลาหลายปีก่อนหน้านี้ เหนือน่านฟ้าสีครามสดใสของเมืองขีดขิน พญายักษ์ทศกัณฐ์ในวัยหนุ่มแน่นอุ้มพาร่างนางมณโฑซึ่งเพิ่งจะได้รับถวายมาจากพระอิศวรเหาะเหินดำเนินตรงไปยังกรุงลงกาด้วยใจลิงโลด เขาพิศรางวัลจากการยันเขาไกรลาสให้ตั้งตรงอย่างภูมิใจ การได้หญิงงามเช่นนี้มาครอบครองถือเป็นเกียรติยศยิ่งสำหรับยักษ์หนุ่มอย่างเขา

แต่เมื่อพระพายพัดแรงเสียดแทงเข้าไปในภูษา พญารากษสกลับรู้สึกปวดแปลบขึ้นที่หัวไหล่จนหน้าซีด นางมณโฑได้เห็นดังนั้นก็เป็นห่วงเหลือกำลัง กราบทูลให้ลงพักเสียก่อน

“ลงกาวราชเจ้าคะ ท่าทางท่านเจ็บปวดมาก หรือว่าท่านมีบาดแผลที่ไหล่”

สตรีในอ้อมกอดเอ่ยถาม

“น่าจะจริงอย่างเจ้าว่า ยอดเขาไกรลาสมีพืชพิษมากมาย ข้าใช้ไหล่ยันเขาเอาไว้อาจจะรับพิษมาบ้างแล้วคงเพิ่งสำแดงฤทธิ์ในวันนี้”

พญารากษสดำเนินลงมายังพื้นดินเพื่อพักเสียก่อน นางมณโฑช่วยปลดภูษาออกและเห็นว่าบาดแผลที่ไหล่เป็นรอยไหม้แดงพุพองอย่างน่ากลัว พิษร้ายลามรุนแรงเสียจนแขนข้างหนึ่งขยับไม่ได้ เนื้อตัวร้อนราวกับถูกสุมไฟ

“ตายแล้ว ท่านจะให้ข้าไปนำน้ำมาชำระเสียหน่อยดีไหมเจ้าคะ”

นางมณโฑร้อนรน

“เอาเถิด เราวานเจ้าหน่อยแล้วกัน”

ทศกัณฐ์เอ่ย เขาทรุดกายลงนอนและหอบเพ้อเพราะพิษไข้ แท้จริงแล้วแสนละอายนัก เพียงครั้งแรกที่ได้พบหน้านางผู้งดงามกลับต้องอับอายที่ตนเองมาบาดเจ็บจนสิ้นฤทธิ์เช่นนี้ โชคดีที่นางมีใจเมตตา มิได้ดูแคลนยักษ์บาดเจ็บอย่างเขา

“ปล่อยนะ!! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!

เสียงหวานใสดังมาแต่ไกล พญายักษ์ที่แทบไม่เสวยสติสะดุ้งขึ้น เขามองตรงไปยังต้นเสียงและเห็นว่านางมณโฑถูกลิงกายสีเขียวจับไว้

วานรราชมองเห็นร่างที่อ่อนแรงของทศกัณฐ์ก็คลี่ยิ้ม

“ที่แท้ก็ท้าวทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกานี่เอง นึกว่าใครพาสตรีมาบินเหาะข้ามหัวเรา ไม่รู้หรือไรว่าเป็นการหมิ่นเกียรติกันเหลือคณา”

พญายักษ์เห็นวานรกายสูงใหญ่กายสีเขียวอ่อน ปากอ้า และมีชฎายอดปัดบนเศียรลักษณะเดียวกับชฎาเดินหนของพระอินทร์ ก็ระลึกได้ว่าเป็นใคร

“พระยากากาศเจ้าเมืองขีดขินรึ”

“เราเปลี่ยนนามเป็นพาลีแล้ว”

ท่าทางวางตัวทรงภูมิเหมือนผู้ใหญ่ข่มเด็กทำให้พญายักษ์วัยหนุ่มฉกรรจ์ไม่สบอารมณ์ แม้บัดนี้ร่างกายซีกหนึ่งแทบเป็นอัมพาตแต่โทสะก็บันดาลให้ไม่ยอมลดราวาศอก

“ปล่อยมเหสีข้าได้แล้วเจ้าลิงแก่!

“แหม...ยักษ์หนุ่มเลือดร้อน เจ้าเสียมารยาทพาสตรีเหาะข้ามหัวข้ายังไม่พอ พูดจามะนาวไม่มีน้ำอย่างนี้ใส่ข้าอีก แบบนี้ถ้าไม่ลงโทษเห็นทีลิงแก่ตัวนี้คงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่”

พญาวานรวางร่างนางมณโฑลง เขาชักพระขรรค์ขึ้นมาและเข้ายุทธากับพญายักษ์ซึ่งบัดนี้มีกำลังวังชาเหลือเพียงครึ่ง ฝ่ายทศกัณฐ์ที่อ่อนแรงทำมิได้แม้เพียงคืนกรทั้งยี่สิบ เมื่อถูกพระขรรค์ฟันเข้าซ้ำรอยแผลเดิมที่ไหล่จึงเจ็บปวดแทบคลั่งจนสิ้นสติไป

“ท้าวทศกัณฐ์!!

นางมณโฑกรีดร้องเมื่อเห็นสวามีทรุดกายลงจมกองเลือด

พญาวานรมองดูชัยชนะอย่างเยือกเย็น

“รู้เสียบ้างลงกาวราช ความหนุ่มแน่นเลือดร้อนมักจะเป็นภัย คิดจะเหิมเกริมกับเจ้าเมืองขีดขินคงต้องไปฝึกมาอีกสิบหมื่นปีล่ะนะ ดังนั้นนางนี้ข้าจะขอนำไปแทนรางวัลเสียแล้วกัน”

ฝ่ายนางมณโฑได้สดับก็พยายามวิ่งหนีแต่ไม่ทัน ถูกพาลีอุ้มพาตัวหายไป ทิ้งให้ร่างพญายักษ์สิ้นสติอยู่กลางป่าอย่างน่าอดสู

เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดเดือนนับแต่ทศกัณฐ์ต้องลากสังขารที่บาดเจ็บจนร่วงโรยไปรักษาตัวอยู่ในอาศรมฤาษีโคบุตร เมื่อฟื้นจากพิษบาดแผลจึงได้เล่าให้พระอาจารย์ฟังว่าตนถูกพาลีชิงนางมณโฑไปอย่างไร ฝ่ายฤาษีโคบุตรเห็นใจจึงแนะนำให้ไปแจ้งความต่อฤาษีอังคัตซึ่งเป็นอาจารย์ของพาลี เมื่อฤาษีอังคัตทราบจึงช่วยชำระความจนพาลีคืนนางมณโฑมาให้แต่ขอเก็บลูกของตนที่เกิดแต่ครรภ์นางไว้ ฤาษีอังคัตจึงผ่าเอาบุตรของนางออกโดยมิให้ผิวกายนางมณโฑมีแผล และฝากเด็กไว้ในครรภ์แพะ เมื่อครบกำหนดจึงจะใส่พานถวายให้พาลีต่อไป ภายหลังบุตรของพาลีและนางมณโฑเป็นวานรมีนามว่าองคต

จนเมื่อนางมณโฑตั้งครรภ์บุตรของทศกัณฐ์ ระหว่างอุ้มท้อง ความคิดถึงโอรสที่เกิดแก่พาลีก็มีท่วมท้นจนนางร่ำไห้คิดถึงบุตรทุกวัน ด้วยความสงสารทศกัณฐ์จึงรับปากว่าตนจะแปลงร่างเป็นปูยักษ์และให้นางมณโฑแปลงเป็นขนปูติดไป อีกไม่นานพาลีจะมีพิธีสรงน้ำให้องคต ตนจะลอบเข้าไปหาและให้นางมณโฑติดกายองคตไปด้วย ยามอาทิตย์ตกดินนางจะคืนร่างเดิมและจะได้อยู่กับโอรสดังใจหวัง ส่วนตนจะยอมอยู่เป็นปูยักษ์เฝ้ารอจนครบ 7 วันก็จะพานางมณโฑกลับลงกา ได้สดับดังนี้นางก็ประณตน้อมขอบพระทัยอย่างซาบซึ้งหาใดเปรียบ

ท่ามกลางพิธีสรงน้ำให้องคต โอรสวานรในท้าวพาลีแห่งขีดขินซึ่งจัดขึ้นอย่างเอิกเกริก วานรน้อยลงเล่นสายน้ำตกอย่างรื่นเริงท่ามกลางแขกเมืองที่มาแสดงความยินดีอย่างแน่นขนัด พลันเห็นปูยักษ์ตัวหนึ่งเผยร่างออกจากหลังน้ำตกก็นึกสนุกวิ่งเข้าไปหาและจับได้อย่างง่ายดาย พาลีเหลือบมาเห็นโอรสเล่นกับปูยักษ์ก็เกินสงสัยเพราะเหตุใดปูยักษ์จึงไม่หนีบแม้แต่น้อย

“หรือว่า...”

ดวงเนตรพญาวานรจ้องตรงมาอย่างครุ่นคิด สักพักเมื่อคิดได้จึงคลี่ยิ้มอย่างขบขัน เขายันร่างลุกขึ้นดิ่งตรงไปที่น้ำตกและอุ้มโอรสที่มีปูยักษ์อยู่ในมือขึ้นมาอย่างเอ็นดู

“เล่นอะไรสนุกเชียวองคต ไหนให้พ่อดูซิ ปูตัวใหญ่จริงเชียว สีเขียวเขี้ยวโง้งแบบนี้เห็นทีจะเป็นปูจากลงกาเสียกระมัง”

พญารากษสทศกัณฐ์ที่แปลงเป็นปูได้สดับก็ระลึกองค์ว่าบัดนี้พาลีรู้แล้ว แต่เขารับปากกับนางมณโฑ ดังนั้นจึงสลัดขนซึ่งเป็นร่างแปลงนางมณโฑให้นางติดไปกับตัวโอรสและยอมถูกจับเสียแทน

พญาวานรเรียกนางกำนัลให้อุ้มพาโอรสไปพักผ่อนในห้อง เขาหยิบเชือกมาผูกมัดปูยักษ์อย่างแน่นหนาและพรายยิ้ม

“เอาอย่างไรดีล่ะเจ้าปู จะจับไปต้มเสียดีไหม หรือจะแหวะกระดองกินเสียสดๆ ข้าเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว”

ปูยักษ์มองดูท่าทางเย้ยหยันของพาลีอย่างสงบ เขาหลับตาลงและคิดว่าเพียง 7 วันตามที่รับปากนางมณโฑไว้เท่านั้นที่จะยอมนิ่งเฉย ให้หล่อนได้คืนร่างยามหลังตะวันตกดินและดูแลองคตจนพึงใจ หลังจากนั้นจะคืนกรทั้งยี่สิบและจัดการบั่นเศียรเจ้าลิงโอหังตัวนี้เสียให้สมแค้น

มุมหนึ่งในห้องบรรทมใหญ่ของพระยาพาลีแห่งเมืองขีดขิน เมื่อความเงียบของยามโพล้เพล้โรยตัวลง รอบตัวสงบไร้ผู้คน พญารากษสในวัยหนุ่มฉกรรจ์คืนร่างเป็นยักษ์ในสภาพเปียกปอนและบอบช้ำ รอบแขนถูกพันธนาการด้วยเถาวัลย์เสียจนขยับไม่ได้ แม้ขาจะเป็นอิสระแต่ความที่ยามแปลงเป็นปูถูกพาลีมัดและลากพาไปไหนต่อไหน ร่างกายจึงบอบช้ำเกินจะขยับไหว

พญายักษ์ที่ทิ้งกายอยู่มุมห้องพิศออกไปนอกบัญชร ยามนี้พระจันทร์ขึ้นแล้ว นางมณโฑคงคืนร่างและได้โอบกอดบุตรของนางเสียที ส่วนตัวเขาที่บัดนี้สะบักสะบอมเสียจนไม่มีกระทั่งแรงจะแปลงร่างเป็นปูต่อไปจึงได้แต่หลับดวงตาเอาแรง

ปัง!

เสียงบานทวารเปิดเข้ามาพาให้พญายักษ์สะดุ้งเฮือก

พญาวานรถือตะเกียงน้ำมันในมือดำเนินตรงเข้ามาและหยุดยืนตรงหน้าร่างที่ถูกพันธนาการล้มกลิ้งอยู่ข้างแท่นบรรทม ใบหน้าพาลีคลี่ยิ้มเยือกเย็น

“คืนร่างแล้วหรือพญายักษ์”

ดวงเนตรที่หลับพริ้มเมื่อครู่เหลือกลืมดูด้วยอารมณ์ประทุเดือด พญารากษสพิจารณาก็เห็นว่าพระยาพาลีดูผิดจากวานรทั่วไป ใบหน้าทรงภูมิตามแบบผู้ใหญ่และผิวกายสีเขียวคงได้มาจากองค์อินทร์ซึ่งเป็นบิดา นอกจากนั้นยังหน้าตาหล่อเหลามีเค้าความงามจากมารดา ริมฝีปากมักระบายยิ้มอยู่เสมอ หากไม่ได้พบกันในสนามรบก็คงคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือเป็นแน่ การวางตัวหรือก็ดูน่าเกรงขามสมเป็นเจ้าเมือง ท่าทางสงบและเฉลียวฉลาดซึ่งต่างจากพงศ์วานรที่มักจะเอาเล่นสนุกและลิงโลดเข้าว่า และที่น่าแปลกคือเป็นวานรที่มีพละกำลังมากกว่ายักษ์อย่างเขาโดยหยั่งได้จากการยุทธเมื่อครั้งก่อน จริงอยู่ว่าวานรมีความว่องไวและอึดอย่างเหลือเชื่อ แต่เรื่องพละกำลังอย่างไรก็ไม่น่าสู้ยักษ์ได้

พาลีจุดประทีปในห้องบรรทมให้สว่างนวลก่อนกลับมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าร่างที่นอนพังพาบอย่างสิ้นแรงบนพื้น มือวานรเอื้อมไปเชยคางและบีบกรามจนใบหน้าหล่อเหลาของพญายักษ์บิดเบี้ยว

“หน้าหล่อๆ ช้ำไปหมดเลยนะ ตัวก็เปียกเชียว หนาวไหม”

น้ำเสียงเย้ยเยาะช่างแสนเสียดแทง หากเป็นทุกครั้งพญายักษ์คงไม่รีรอที่จะเถียงกลับ แต่ครั้งนี้เขาเป็นรองเพราะต้องรักษาชีวิตรอให้ครบ 7 วันแล้วจึงพานางมณโฑกลับลงกา ตอนนี้จึงได้แต่อดทนไม่กล่าวอะไรที่จะทำให้เจ้าวานรมากฤทธิ์ตัวนี้สังหารเขาเสียก่อน

“แปลงเป็นปูมาเช่นนี้หรือว่าคิดจะฆ่าองคต เจ้าคงแค้นที่มารหัวขนแสนอัปยศยังมีชีวิตอยู่เพื่อฟ้องความอ่อนแอของเจ้าสินะยักษ์หนุ่ม เจ้ายังเด็กนัก หากเยือกเย็นให้ได้ยิ่งกว่านี้ก็น่าจะพาลงกาให้ยิ่งใหญ่ขึ้นได้อีก”

พญาวานรเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็น

“ขอบใจที่แนะนำนะเจ้าลิงแก่”

ดวงเนตรพญายักษ์จ้องตรงไปยังพาลีอย่างไม่เกรงกลัว

ท่าทางแข็งกร้าวของยักษ์หนุ่มถูกใจพาลียิ่งนัก แม้จะมีกายเป็นวานรแต่ความที่เป็นถึงบุตรพระอินทร์จึงมีชาติกำเนิดเป็นมเหศวรพงศ์ชั้นฟ้า แต่ภายหลังถูกฤาษีโคดมจับได้ว่าแท้จริงพาลีกับสุครีพไม่ใช่บุตรของตนที่เกิดแก่นางกาลอัจนา การเสี่ยงสัตย์อธิษฐานจึงทำให้เด็กทั้งสองต้องกลายเป็นวานรเร่ร่อนจนกระทั่งพระอินทร์สงสารจึงสร้างเมืองขีดขินให้ปกครอง ดังนั้นพาลีจึงเป็นวานรที่มีฤทธิ์รอนมากเหลือ หาใดเปรียบยากในปฐพีนี้

“ท่าทางเจ้าใจเย็นเสียเหลือเกินนะยักษ์หนุ่ม ไม่ร้อนใจเลยรึว่าเราจะตัดเศียรเจ้าแล้วส่งคืนลงกาด้วยคดีว่าเจ้าคิดจะสังหารโอรสเรา”

พญาวานรอุ้มทศกัณฐ์ที่ยังถูกมัดแน่นขึ้นนอนบนเตียงและซับร่างที่เปียกปอนให้

“คิดจะตัดก็ตัดให้ครบสิบเศียรแล้วกัน”

ทศกัณฐ์ประชด แต่ฝ่ายรับฟังกลับคลี่ยิ้มขำอย่างไม่ถือสา

“เจ้านี่นะ ล้อเล่นกับลิงแก่อย่างเรา คิดว่าเป็นเพื่อนเล่นหรืออย่างไร”

พลันมือที่ถือผ้าซับน้ำให้ก็วาดตรงไปยังหัวไหล่ จิกลงตรงบริเวณที่ตนเคยวาดพระขรรค์ฟันเสียจนเป็นแผลลึก และเป็นดังคาด พญายักษ์หนุ่มฉกรรจ์ร้องลั่น แต่เมื่อได้สติจึงกัดริมฝีปากแน่นและครางแต่เพียงในลำคอ ดวงเนตรหลับสนิทอย่างอดทนไม่ยอมให้ใบหน้าอ่อนแอเผยออกไป

พาลีเห็นดังนั้นก็ยิ้มกริ่ม

“แผลยังไม่หายรึยักษ์หนุ่ม”

เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากแผลเก่าที่เคยปิดสนิทแล้วครั้งหนึ่ง เม็ดเหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้าพญายักษ์ ความเจ็บปวดแล่นซ่านไปทั่วกายจนแทบสิ้นสติ ท่าทางอดทนอย่างว่าง่ายยิ่งทำให้พาลีนึกสนุกขึ้น

“เจ็บจนพูดไม่ออกรึไง”

ดวงเนตรพญายักษ์เหลือกลืมโพลงขึ้นอย่างเคียดแค้น แต่กายกลับสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดที่ทวีรุนแรงเหลือประมาณ

พญาวานรแสยะยิ้มอย่างถูกใจ เขายันกายลุกจากแท่นบรรทมตรงไปยังตู้เก็บสรรพโอสถ หยิบเอาขวดยาแล้วตรงกลับมายังร่างที่ไม่มีแม้แต่แรงขยับ มือใหญ่ยื่นขวดยาจ่อให้ที่ปาก

“ดื่มเสียสิยักษ์หนุ่ม นี่เป็นยาลดอาการปวดและช่วยสมานแผล”

พญายักษ์วัยฉกรรจ์สะบัดหน้าหนีอย่างไว้องค์ ท่าทางกระฟัดกระเฟียดกลับทำให้พาลีหัวเราะร่วน

“ฮ่าๆๆ เจ้าทำให้ข้ามีเรื่องสนุกได้เสมอเลยนะ กลัวเป็นยาพิษรึไง”

ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้จากอีกฝ่าย

พาลีถอนใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เขาดื่มยาในขวดที่ขมจัดจนต้องหลับตาแน่น เอื้อมมือเชยใบหน้ายักษ์หนุ่มให้หันมาหาและประทับริมฝีปากป้อนยาให้ทันใด

พญายักษ์พยายามดิ้นรนแต่เกินต้านทาน เขารับยารสขมจัดลงคอและสะบัดหน้าหนีพร้อมกระแอมอย่างแรง

“แค่กๆๆๆ”

“อูย...ขมชะมัด เจ้าอย่าสำรอกยาออกมาเสียหมดก่อนล่ะยักษ์หนุ่ม เราไม่อยากป้อนใหม่”

พาลีเดินตรงไปหยิบขันน้ำเย็นมาดื่มล้างคอ

“จะให้ป้อนน้ำด้วยปากอีกไหม”

“ไม่ต้อง!

พญาวานรยิ้มเยาะ เขาประคองร่างยักษ์หนุ่มที่ถูกพันธนาการขึ้นนั่งและป้อนน้ำให้อย่างระวัง ฝ่ายพญายักษ์สบตาอย่างไม่ไว้ใจอีกครั้งก่อนยอมจิบแต่โดยดี

“ว่าง่ายแล้วน่ารักขึ้นเยอะ”

“สักวันข้าจะฆ่าเจ้าล้างอายครั้งนี้ให้ได้”

พาลีได้สดับก็หัวเราะร่วน เขาดำเนินตรงไปวางขันน้ำที่เดิมและเปิดตู้สรรพโอสถหยิบขี้ผึ้งทาแผลออกมาอีกอย่าง

“เสียใจที่เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอกยักษ์หนุ่ม เพราะองค์อิศวรสาปไว้ให้ข้าต้องตายด้วยศรนารายณ์”

วานรเอื้อมมือดึงภูษาที่หัวไหล่ชุ่มเลือดของพญายักษ์ออก บรรจงใช้ผ้าฝ้ายซับโลหิตจนแห้งและป้ายขี้ผึ้งยาทำแผลให้

ดวงตาพญายักษ์มองอย่างครุ่นคิด คิ้วขมวดมุ่นด้วยไม่แน่ใจเพราะคำกล่าวเมื่อครู่ดูเยือกเย็นจนผิดวิสัย

“เจ้าไม่กลัวคำสาปรึลิงแก่”

“จะกลัวอะไรกับความตาย ยักษ์หนุ่มอย่างเจ้าคงคิดว่าความตายคือการหมดสิ้นอิสระที่จะอยู่บนโลกนี้อย่างนั้นสินะ จึงได้เกรงเสียจนหาความเยือกเย็นมิได้ จิตใจร้อนรนทุกครั้งที่พ่ายแพ้ หากเจ้าทำใจรับกับความตายได้อย่างลิงแก่ตัวนี้ ความเยือกเย็นก็จะมาสู่เจ้าเอง และเมื่อนั้นเหล่าข้าบริวารก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญเจ้า”

แม้จะไม่ถูกชะตากันแต่หนแรกที่พบ แต่ครั้งนี้พญายักษ์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์กลับรู้สึกว่าบางอย่างที่พาลีสอนไม่เคยมีใครได้สอนเขามาก่อน ทั้งที่พงศ์ยักษ์อย่างเขาดูถูกพงศ์วานรว่าแสนจะเบาปัญญา แต่บางทีพญาวานรเจ้าเมืองขีดขินตัวนี้อาจจะเป็นผู้มีปัญญามากเหลือกว่าพงศ์วานรทั่วไปเป็นได้

“นอนเลียแผลของเจ้าไปแล้วกันนะยักษ์หนุ่ม เรายกเตียงให้ ส่วนตัวเราก็จะไปเยี่ยมนางมณโฑที่แปลงเป็นขนปูติดกายเจ้ามาเสียหน่อย”

พญายักษ์เหลือกตาอย่างตกใจ

“ด...เดี๋ยวก่อน! เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อใด!

พาลียิ้มกริ่ม

“ก็ตั้งแต่ตะวันตกดินแล้วเห็นนางนอนกอดองคตอยู่นั่นแหละ”

“แล้วเจ้าคิดจะทำอะไรนาง!

“เอ...จะทำอะไรดีล่ะ ในท้องนางมีบุตรของเจ้าอยู่ด้วยใช่ไหม ตอนนั้นเจ้าให้ฤาษีอังคัตผ่าท้องเอาบุตรข้าไปฝากไว้ในท้องนางแพะ หรือว่าครั้งนี้ข้าจะ...”

“อย่า!! อย่า...ข้าขอร้อง...”

พญารากษสวอนขอ เขาพยายามยันกายลุกขึ้นทั้งที่ถูกมัดแน่นแต่ก็ไม่เป็นผล ร่างที่บอบช้ำล้มกลิ้งลงจากแท่นบรรทมลงบนพื้นแต่องค์ก็ยังพยายามคลานมาหาแทบเท้าพาลีและเงยหน้ามองอย่างอ้อนวอน

“ลงกาวราชอย่างข้าไม่เคยขอร้องใครมาก่อน”

“งั้นก็จงฝึกเสียยักษ์หนุ่ม การขอร้องผู้มีบุญญาธิการหนักศักดิ์ใหญ่ไม่ใช่เรื่องน่าอายดอก”

“ไม่น่าอายได้อย่างไร!

พาลีคลี่ยิ้มนุ่มนวล

“หากสิ่งที่เจ้าวอนขอไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวของเจ้าเอง”

พลันดวงหน้าพญายักษ์ก็อาบย้อมด้วยความละอาย เขารับรู้ได้ถึงความอ่อนเยาว์และเบาปัญญาเมื่อเทียบกับเจ้าเมืองขีดขินเหลือเกิน

“จูบเท้าข้าเสีย ยักษ์หนุ่ม”

ได้สดับ ดวงหน้าก็กลับมาโกรธขึ้งอีกครั้ง พญายักษ์เงยมองร่างที่บัดนี้เอนหลังนั่งลงบนอาสนะอย่างสบายและกระดิกเท้ารอ ริมฝีปากทศกัณฐ์ขบเขี้ยวอย่างเคียดแค้น

“ไม่มีวัน!

“อย่ากล่าวอะไรที่เหมือนเอาบ่วงมาผูกคอเช่นนั้น เพราะสักวันเจ้าอาจต้องปล่อยบ่วงลงมารัดคอตัวเอง”

“นึกชื่นชมว่าเจ้าเป็นครูเสียดิบดี ทีนี้คิดจะให้ข้าอายไปถึงไหน!

พาลียิ้มอย่าเยือกเย็น

“ลืมความอายไปเสียยักษ์หนุ่ม เจ้าคือมหาบพิตรผู้ครองลงกา เกียรติยศของเจ้าคือการได้ปกป้องศักดิ์ศรีของอสุรพงศ์ หาใช่การปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองไม่ จูบปลายเท้าเราเสียแล้วขอร้องว่าอย่าให้เราไปหานางมณโฑคืนนี้สิ”

พญายักษ์ที่ถูกพันธนาการทิ้งกายอยู่บนพื้นแน่นิ่งไปนาน ดวงหน้าเจ็บปวดรวดร้าวเนื่องว่าศักดิ์ศรีที่ตนสร้างมากำลังจะพังทลาย ดวงเนตรเอ่อน้ำตาแห่งความอับอายและคับแค้นใจเหลือประมาณ แต่เขาไม่มีทางเลือก การมาวิวาทกับพาลีถึงเมืองขีดขินเป็นการคาดคำนวณที่ผิดไปถนัดเพราะนึกไม่ถึงว่าวานรพงศ์จะมีปัญญาเลิศล้ำขนาดนี้

“ฮึก...ข้าเกลียดเจ้าเหลือเกินลิงแก่ ไม่คิดว่าจะต้องมาพ่ายปัญญาให้กับพวกลิงอย่างเจ้า!

ดวงหน้าหล่อเหลาของพญารากษสในวัยฉกรรจ์อาบด้วยน้ำตาแห่งความอัปยศอดสู พาลีได้เห็นดังนั้นก็ผ่อนลมหายใจอย่างสงสาร

“เรามิใช่วานรพงศ์”

ใบหน้าพญายักษ์เงยมองอีกครั้งด้วยความแปลกใจ

“เราเป็นบุตรของพระอินทร์กับนางกาลอัจนา เป็นมเหศวรพงศ์ชั้นฟ้าโดยแท้ ดังนั้นที่เรามีปัญญาเป็นเลิศก็มิแปลกดอก ไม่ต้องรู้สึกอับอายที่พ่ายหรอกยักษ์หนุ่ม”

พาลีนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าด้วยรอยยิ้ม

“ตกลงจะมาจูบเท้าเราได้หรือยัง”

ใบหน้าพญายักษ์ในวัยฉกรรจ์แดงเรื่อ แต่เมื่อเห็นว่าเขามิอาจเอาชนะปัญญาของมเหศวรพงศ์ได้เป็นแน่จึงพอจะยอมรับและคืบคลานกายที่ถูกพันธนาการเข้าไปทีละน้อย ใบหน้าหล่อเหลาหยุดอยู่เบื้อหน้าบาทของพาลีและนิ่งมองทำใจอย่างยากเย็น

ท่าทางว่าง่ายทำให้พาลีหัวเราะร่วนอย่างถูกใจ

“ฮ่าๆๆๆ ข้าถูกใจเจ้าขึ้นมาจริงๆ เสียแล้วสิยักษ์หนุ่ม เอาล่ะ...”

พญาวานรยันกายลุกขึ้นและอุ้มร่างพญารากษสไปวางยังแท่นบรรทมก่อนกระโดดขึ้นนอนเคียงข้าง

“ขอโทษทีเถิดยักษ์หนุ่ม เราก็แกล้งเจ้าเกินไป เอาเป็นว่านอนเสียเถอะ คืนนี้เราจะอยู่กับเจ้าที่นี่ไม่แวะเวียนไปหานางมณโฑเสียแล้วกัน”

ท่าทางพลิกได้ราวกับพลิกฝ่ามือของพาลียิ่งทำให้พญายักษ์วัยฉกรรจ์แปลกใจ เขาเคยแต่ตรงไปตรงมากับอารมณ์ตนเอง หากแค้นเคืองคงไม่รอที่จะเหยียบบาทลงบนหน้าศัตรูเป็นแน่ แต่พาลีกลับมิใช่เช่นนั้น

“เฮ้อ...ต้องนอนกับยักษ์หนุ่มโดยไม่มีนางๆ มาปรนนิบัตินี่มันแย่จริงๆ หรือเจ้าอยากให้เราเรียกนางกำนัลเข้ามาปรนนิบัติเจ้าด้วยไหม”

พญายักษ์ได้สดับก็หมั่นไส้เหลือกำลัง เจ้าลิงแก่นี่รู้อยู่แก่ใจแท้ๆ ว่าเขาไม่ปรารถนาให้ใครเห็นสภาพอันน่าสังเวชเช่นนี้เป็นแน่ แต่ยังแหย่ไม่เลิกไม่รา

“จะนอนข้างผู้ชายสักคืนไม่ได้รึไงเจ้าลิงแก่”

“ก็ข้าไม่เคย...หรือเจ้าเคย”

พญายักษ์นิ่งเงียบไป ดวงเนตรมองไปยังเพดานอย่างครุ่นคิด

“...ข้าก็ไม่เคยเหมือนกัน”

ทั้งสองจึงต่างแยกย้ายนอนหลับไปอย่างหมดแรง

 

สวัสดีค่า ^_^

 

ตอนนี้ป๋าทศเป็นตัวเอกเต็มๆ เป็นตอนที่เขียนยากมากเลยค่ะโดยเฉพาะตอนที่ป๋าทศพ่ายแพ้ให้พาลีจนถึงฤาษีอังคัตผ่าท้องนางมณโฑเอาองคตไปฝากไว้ในท้องแพะ คือ...มันไม่มีอะไรให้จิ้นอีโรติค แต่ก็ต้องเขียนเพราะถือเป็นปมสำคัญของเรื่อง เวลาเขียนอะไรที่จิ้นไม่ได้เลยเขียนย๊ากยากค่ะ ตัดทิ้งไปหลายหน้าเลยทีเดียว ทีฉากอีโรติคล่ะเขียนได้เขียนดี

 

พาลีเป็นลิงที่ฤทธิ์เยอะเว่อร์ค่ะ เคยนั่งนึกว่าทำไมทศกัณฐ์ซึ่งควรจะเป็นคนเลือดร้อนและเก่งแต่ทางบู๊กลับทำงานบุ๋นและปกครองบ้านเมืองได้ แบบนี้ต้องมีครูดีค่ะ แต่นิสัยน่าจะไม่ค่อยฟังครูเท่าไหร่ พออ่านเจอว่าป๋าทศเนี่ยนะแปลงเป็นปู! แถมถูกลากเล่นอยู่เจ็ดวัน! คุณพระ...มันต้องมีเหตตุอะไรแน่ๆ และป๋าทศก็แพ้ให้พาลีหลายรอบเสียด้วย ดังนั้นพาลีจึงน่าจะเป็นครูดีที่คนอย่างป๋าทศยอมฟัง (เด็กดื้อมันจะฟังคนที่เหนือกว่า) ใครเคยอ่านพาลีสอนน้องซึ่งเป็นเคล็ดวิชาให้อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่แล้วเจริญก็คงนึกออกว่าพาลีเป็นคนมีปัญญาเหลือล้นเลยค่ะ กะจะเขียนให้เป็นลิงแก่ เขียนไปเขียนมาก็กลายเป็นตาลุงอารมณ์ดีชอบสอนไปซะงั้น

 

ตอนหน้าป๋าทศยังคงอยู่กับพาลี เค้ารู้นะว่าตะเองจิ้น...เดี๋ยวจัดให้ค่ะ และสุครีพในวัยเด็กโผล่มาด้วย ใครอยากรู้ว่าน่ารักแบบตอนอยู่กับพี่โคร่งหรือเปล่า ต้องติดตามค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

แม่!!!!หนูเจอคนกดป๋าทศได้แล้วค่ะะ พาลีyou're King of King!!! พาลีตอนแรกชักเป็นตาแก่หน้าหมั่นไส้แกล้งป๋าทศอยู่น่านแหละ แต่พออ่านมาเรื่อยๆพาลีเจ๋งมากเป็นแบบ..โห่ยอธิบายไม่ถูกเลยค่ะ แต่คงสุดยอดจริงๆปราบป๋าทศได้นี่ไม่ธรรมดา ก็บุตรแห่งระอินทร์นี่นะก็ต้องเจ๋งอยู่แล้วแต่แค่โดนสาปเป็นลิง เป็นครูป๋าทศด้วยยย5555สนุกล่ะค่ะ

#6 By caren (1.2.218.246|1.2.218.246) on 2014-10-29 00:34

นี่เป็นอาจารย์เลยสินะ! 
อยากเห็นการสอนที่ทำให้ท่านทศเปลี่ยนไปจังน้าาา

#5 By (171.7.223.157|171.7.223.157) on 2014-04-27 00:10

#4 By (1.47.164.30|1.47.164.30) on 2014-04-05 13:59

ใจจริงก็แอบจิ้นคู่นี้อยู่แล้วconfused smileแต่พอได้อ่านก็ยิ่งจิ้นมากกว่าเดิมอีกอ่ะ question question

#3 By doog (171.96.240.215|171.96.240.215) on 2014-04-04 22:36

ที่แท้คุณลิงเขียวก็เป็นครูของเฮียทศนี่เองว่าแต่สอนอะไรให้เฮียเค้าบ้างล่ะ โอ้จะได้เห็นน้องลิงครั่งของพี่โคร่งวัยเยาว์ซะด้วยจะน่ารักน่ากอดขนาดไหนน้า cry cry

#2 By momo (1.47.130.160|1.47.130.160) on 2014-04-04 17:36

เพราะแบบนี้สินะป๋าทศถึงเปลี่ยนไป

#1 By Dabew on 2014-04-04 14:02