ในห้องทรงพระอักษรกลางพระราชวังแห่งกรุงลงกา พญารากษสทศกัณฐ์นั่งไขว่ห้างประทับบนอาสนะอย่างสงบนิ่ง เบื้องหน้าคืออนุชากุมภกรรณที่คุกเข่าถวายรายงานเรื่องไพรวันนิรมิต

“ในที่สุดก็กรีฑาทัพมาสักที”

พญารากษสถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

“แต่ติดขัดเล็กน้อยพะย่ะค่ะพระเชษฐา”

ดวงหน้าหล่อเหลาหันมาก้มมองอนุชาทันที

“เรื่องใด”

“ตอนนี้พวกโยธาวานรตื่นเต้นกับผลลูกไม้หวานหอมและน้ำท่าใสสะอาด พากันกินดื่มไม่เป็นอันหลับอันนอนจนเสียระเบียบ นายทัพไม่สามารถสั่งให้พวกลิงจัดแถวได้จึงยังไม่เชิญให้พระรามกลับมานำทัพ บัดนี้องค์จึงยังล่าสัตว์อยู่กับอนุชาลักษมัณพะย่ะค่ะ”

บาทพญายักษ์กระทืบดังด้วยโทสะเสียจนกุมภกรรณยังสะดุ้ง

“เจ้าลิงพวกนี้! ข้าจะเผาป่าเสียให้ราบเลยดีไหม!

ดวงตาอนุชาเหล่ขึ้นมองด้วยเขาคาดการณ์แล้วว่าเชษฐาต้องกริ้วเป็นแน่ จึงได้หาแผนเสริมเตรียมไว้

“พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าคิดว่าแค่ทำให้พวกวานรโยธาได้หลับพักผ่อนหลังอิ่มท้องก็น่าจะกลับสู่ระเบียบอีกครั้ง”

ดวงตาพญารากษสปรายมองยังอนุชาเมื่อเริ่มดับโทสะได้

“เจ้าคิดเห็นอย่างไร”

“ข้าอยากจะขอยืมฉัตรแก้วพิชัยโมลีของท้าวธาดาพรหมซึ่งมีมาแต่ครั้งตั้งกรุงลงกา หากขึ้นฉัตรยักษ์นี้และปักลงที่เขามรกตก็จะบังแสงอาทิตย์จนทัพพระรามตกอยู่ในความมืด เพียงเท่านี้ลิงใหญ่น้อยก็จะหลับใหล ฝ่ายเราหากเหาะขึ้นไปอยู่เหนือฉัตรจะยังคงมองเห็นทัพนั้นได้อย่างชัดเจนตลอด”