บัดนั้น ราชยานเวไชยันต์จากทิพยพิมานดำเนินแล่นลัดสู่ถนนเหนือท้องสมุทรบ่ายหน้าไปยังเชิงเขามรกตอย่างสง่างาม มาตุลีบังคับเขนเทียมสินธพอาชาพันเทวบุตรอย่างชำนาญเสียจนพระรามที่ประทับอยู่ด้านในแทบไม่รู้สึกถึงแรงสะเทือนจากพื้นหินแม้แต่น้อย

มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์ด้วยดวงหน้าเบื่อหน่าย ดวงเนตรเหลือบซ้ายแลขวาก็ถอนใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

“ถอนใจด้วยเหตุใดหรือท่านพี่”

พระลักษมณ์เอ่ยถาม

“เจ้าดูเอาเถิดลักษมัณ รถแก้วเวไชยันต์นั้นไซร้เป็นเทวยานสูงค่าขององค์อินทร์ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสร้างเสียใหญ่โตราวกับพลับพลา มิน่าจึงต้องใช้สินธพเทียมเทวบุตรพันองค์จึงจะลากเลื่อนได้ ถ้าปล่อยไว้นิ่งๆ เฉยๆ มันก็วังทั้งหลังดีๆ นี่เอง”

อนุชากายสีทองได้สดับก็อมยิ้ม

“ก็ใหญ่ดีมิใช่หรือท่านพี่”

“มันใหญ่เกินไปน่ะสิ โล่งเสียจนข้าอยากจะเอาม้าทั้งคอกมาใส่ไว้ในรถให้ที่มันเต็มๆ เสียหน่อยด้วยซ้ำ”

ความที่เคยอยู่แต่ป่าดอยและประทับตามกระท่อมเพิงผา พระรามจึงรู้สึกไม่สบายองค์นักเมื่ออยู่กลางโถงที่ระยิบระยับติดเพชรพลอยไปทั่วตั้งแต่พื้นยันเพดาน

มหาบุรุษทอดดวงตาออกไปมองนอกรถแก้ว พิศคลื่นในมหาสมุทรและสายแดดที่เริ่มแผดร้อนในยามใกล้เที่ยง ท้องฟ้าสีสดและลมเย็นชวนให้ระรื่นใจ แต่พลันดวงเนตรทอดเห็นเงาบางอย่างเหาะเหินขึ้นราวกับจะดำเนินสู่วิมาน ร่างนั้นกลับแผ่ขยายความมืดไปทั่วฟ้าและเพียงพริบตาเดียว รอบกายก็มีแต่ความมืดมิด ไร้ดาวแม้สักดวง

“ก...เกิดอะไรขึ้น!

ลักษมัณเอ่ยอย่างตกตะลึง

มหาบุรุษทั้งสองรู้สึกได้ว่ารถแก้วหยุดดำเนิน จึงเงียบเสียงตั้งใจรอฟังว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่

“พระอาญามิพ้นเกล้า”

มาตุลีถวายรายงาน

“ข้าคงต้องหยุดรถไว้เสียกลางสมุทรเช่นนี้ก่อนด้วยว่าหนทางรอบกายมืดสนิท เกรงว่าหากขับตรงไปอาจจะตกถนนเอาได้”

พระรามสดับและพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ลืมไปว่ายามนี้มองไม่เห็นจึงส่งเสียงตอบไป

“ได้สิ พักแรมที่นี่เสียแล้วกัน”

“น่าแปลกเสียจริงท่านพี่ จู่ๆ ฟ้าใสก็พลันมืดมิด”

พระรามตริอย่างสงบนิ่งและเห็นว่าประหลาดจริงดังว่า

“พี่คิดว่าอาจจะเกิดสุริยคราสก็ได้กระมัง”

“แต่คราสครั้งนี้ใยรวดเร็วเสียราวกับใครปิดท้องฟ้า หรือว่าเพลาล้อรถเทียมของพระอาทิตย์หักจึงสะดุดตกขอบฟ้าเสียเร็วกว่าปกติ”

น้ำเสียงของอนุชาสั่นสะพรึงจนพระรามรู้สึกได้ องค์ยื่นมือไปทางต้นเสียงประทับลงไหล่ของพระลักษมณ์และบีบเบาๆ

“อย่าได้กังวลไปเลยลักษมัณ หากเช่นนั้นเราก็เพียงแค่เตรียมค้างแรม”

“จ...จริงด้วยสิ ถ้าเช่นนั้นข้าออกไปค้นสัมภาระค้างแรมเสียหน่อยนะท่านพี่ มีอะไรโปรดเรียกหาได้”

พลันมหาบุรุษกายสีทองก็ลุกขึ้นดำเนินออกไปด้านนอกด้วยน้ำเสียงใจชื้นขึ้นกว่าหนแรก

สายลมยังคงพัดเย็นเช่นลมสมุทรแต่ท้องฟ้ากลับไร้แม้แต่แสงดวงดาว พระรามขยับกายไปนั่งเกาะบานบัญชรรับสายพระพายเย็นสดชื่นท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง แต่สักพักก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของใครบางคนวาบสัมผัสที่เบื้องหลัง

มือบางวาดจับคันศรซึ่งวางใกล้องค์อย่างรวดเร็วเพื่อกระชับอาวุธประจำกายให้แม่นมั่น แต่ครั้นพยายามส่งแรงพยายามกระชับขึ้นมาเพียงใด คันศรกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับถูกใครบางคนกดติดพื้นเอาไว้ด้วยแรงมหาศาล

ดวงเนตรปรายมองอย่างไว้ที แต่แล้วก็คิดขึ้นได้ว่าจะมองทำไม ในเมื่อมันมืดสนิทขนาดนี้

“เจ้าเป็นใค...”

มือใหญ่เอื้อมปิดโอษฐ์ไว้ไม่ให้เอื้อนเอ่ย

“ท่านพี่! รอก่อนนะ ข้ายังหาขี้ไต้จุดไฟไม่เจอเลย”

เสียงลักษมัณตะโกนดังมาจากนอกรถแก้ว หากไม่ใช่อนุชาของตนแล้ว บุรุษที่โอบเขาจากเบื้องหลังก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสารถีในองค์อินทร์

มาตุลี!

สองมือมหาบุรุษถูกจับล็อคไพล่หลังและกดให้ร่างบางคว่ำหน้าลงกับพื้นอย่างง่ายดายด้วยกำลังมหาศาลของมือเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนและริมฝีปากของผู้บุกรุกลากไล้จากใบหูลงมาที่ลำคอ ความอึดอัดของอีกหัตถ์ที่ประทับแน่นปิดริมฝีปากทำให้พระรามเริ่มใจไม่ดี

หรือว่าจะเป็นราวณะ!

แต่วิธีจุมพิตเบาดั่งขนนกเช่นนี้ จะว่าเป็นงานดั่งทศกัณฐ์ก็เห็นจะไม่ใช่ หากเป็นยักษ์ชั่วจริงป่านนี้เครื่องทรงอลงกรณ์ของเขาเป็นได้หลุดลุ่ยเสียหมดแล้วแน่ แถมฝีมือเล้าโลมขั้นพรหมปานนั้นไม่เสียเวลาใช้หัตถ์ปิดปากล็อคแขนเขาเสียให้ยากหรอก เพราะป่านนี้คงโอบกอดเขาไว้เสียดิบดีแถมยังใช้ริมฝีปากพันธนาการด้วยจุมพิตแทนที่จะเอามือปิดไว้เช่นนี้เสียมากกว่า

พิจารณาขึ้นมาก็รู้สึกว่าปรางชักร้อนระเรื่อ...ทำไมเขาจำรายละเอียดลีลาของราวณะได้อย่างถ้วนถี่ขนาดนี้เนี่ย!

พระรามชักเริ่มสับสนว่าตกลงผู้รุกรานที่เข้าประชิดตัวคนนี้คือใครกันแน่ แต่นี่อาจจะไม่ใช่เวลามาคิดทายหน้าคนดั่งเกมทศกัณฐ์ บางทีทางที่ดีเขาควรจะรีบขืนกายออกและอัดเจ้าคนไร้มารยาทเสียให้จุกเลยดีกว่า เสียที่ว่าบัดนี้ถูกพันธนาการกายจนสิ้นทางหนี

แล้วจะทำอย่างไรดี!

“ตั้งใจดิ้นให้หลุดหน่อยสิ รามจันทร์”

เสียงกระซิบทุ้มนุ่มปลุกให้ดวงตางามของมหาบุรุษเหลือกโพลง!

พระรามจำเสียงทุ้มทรงอำนาจแบบนี้ได้ดี เสียงที่แสนยียวนและชวนให้เขาอยากกระโดดเข้าไปชกสักหมัดทุกที

ริมฝีปากขบกัดนิ้วที่พันธนาการริมฝีปากอย่างแรงจนมือใหญ่หลุดออกอย่างรวดเร็ว

“คิดจะเล่นตลกอะไรกันราวณะ!

“โอ๊ย!

อีกเสียงหนึ่งอุทานขึ้นและพระรามก็ทราบว่าไม่ใช่ทั้งเสียงของเขาและเสียงของราวณะเป็นแน่ แสดงว่ามีบุคคลที่สามอีกคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ

“มันเรื่องอะไรกัน”

เสียงกระจ่างใสถามขึ้นท่ามกลางความมืด ตกลงบัดนี้รอบกายของพระรามมีกี่คนก็ไม่แน่ใจด้วยว่ามืดสนิทเสียจนมือตัวเองยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำ

“เรื่องอะไรน่ะหรือ...”

เสียงทุ้มของราวณะแซมสอดด้วยแรงเสียดสี

“เรื่องก็คือเราอุตส่าห์เอาฉัตรแก้วพิชัยโมลีมาปักบังแสงอาทิตย์หวังจะให้พวกลิงเถื่อนในทัพเจ้านอนหลับสงบนิ่งกันเสียหน่อย ฉัตรนี้จะทำให้ฝ่ายที่อยู่ใต้ฉัตรตกอยู่ในความมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใดเลย แต่ข้ามองจากเหนือฉัตรเห็นได้อย่างชัดเจน ก็เลยเห็นยุงร้ายตัวนึงลอบกัดเจ้าอยู่นี่ล่ะ”

ดวงหน้างามระบายความแปลกใจ

“ยุง?

“ใช่ ตัวเท่าแม่ไก่เลยด้วย”

“ปล่อยนะ!

เสียงยุงร้ายอู้อี้คาดว่าคงโดนรัดคอจนแทบหายใจไม่ออกเป็นแน่ แต่ดูท่าว่ายุงตัวนี้มีกำลังพอดูจึงสามารถสลัดแขนพญายักษ์ออกได้และตะลุมบอนกันเสียงดังโครมคราม

“นี่พวกเจ้า กำลัง...อุ้พ!

ใบหน้างามถูกอาวุธอะไรสักอย่างซึ่งอาจเป็นเข่าหรือศอกของคนใดคนหนึ่งเข้ากลางเศียรจนสลบเหมือดล้มตึงลงกับพื้น

“รามจันทร์!

พญายักษ์ละจากการต่อสู้เข้าไปประคองร่างซึ่งก็ต้องใช้เวลาคลำหากลางความมืดพอสมควร เมื่อยุงร้ายเห็นได้ทีจึงเข้าไปรัดคอแขกผู้ไม่ได้รับเชิญด้วยแขนที่ทรงพลังหมายจะหักคอเสียให้ได้

“น่ารำคาญจริง!

พลันลำแสงสุรีย์สว่างวาบขึ้นรอบกายจนฝ่ายจู่โจมตาพร่า ร่างที่ปรากฏเบื้องหน้าแผลงกรทั้งยี่สิบขึ้นมาป้องกันการโจมตีไว้ได้อย่างง่ายดาย

มาตุลีเหลือกตามองอย่างตกใจ

“อยากโดนตบให้ตายสินะเจ้ายุงร้าย บังอาจเกาะแกะของๆ เราถึงสองชิ้น ดวงเจ้าคงกุดที่สุดก็วันนี้ล่ะ”

เมื่อแสงสว่างดับวูบและความมืดเข้าโอบล้อมกายอีกครั้ง พญายักษ์จุมพิตเด็กหนุ่มกายสีเขียวนวลในอ้อมกอดอย่างแสนคิดถึงก่อนบรรจงวางร่างบางลงอย่างนุ่มนวล ยี่สิบกรจับคว้าร่างของมาตุลีไว้ได้จนหมดสิ้นทางต่อสู้และเหาะเหินออกจากรถแก้วเวไชยันต์ขึ้นไปจนเมื่อพ้นร่มฉัตรแก้วพิชัยโมลี แสงพระอาทิตย์ก็สาดสว่างดังเช่นเวลากลางวันเช่นเดิม

ทศกัณฐ์โยนร่างสารถีหนุ่มลงบนลานกว้างเหนือฉัตรยักษ์อย่างแรง เขาเก็บกรทั้งยี่สิบและดำเนินตรงไปยืนเหนือร่างที่พยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากเย็น แต่ไม่ทันได้แม้ขึ้นนั่ง บาทพญารากษสก็เหยียบลงกลางอกจนเทวบุตรต้องพยายามใช้แรงของสองแขนรั้งไว้

ดวงหน้าหล่อเหลาก้มลงมองด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น

“เจ้ายุงตัวร้าย เจ้าเป็นคนฝากรอยน่ารังเกียจไว้บนผิวกายอนุชาเราใช่หรือไม่”

มาตุลีคำนวณความในใจก็อดเคลือบแคลงไม่ได้ว่าเหตุใดทศกัณฐ์จึงมองเห็นเขากำลังคิดจะหยอกพระรามเล่น หรือว่าที่จริงไม่ได้มองหาพระราม แต่กำลังมองหาเขาซึ่งมีคดีเก่าเคยปลุกปล้ำพิเภกดังที่พญารากษสแถลงความเมื่อครู่

เมื่อเห็นว่าความหึงหวงอาจเป็นเหตุให้เขาเสียท่าเช่นนี้ วจนยุทธจึงเปลี่ยนทางให้ไปสนใจเรื่องอื่นเสียก่อน

 “ตกลงที่เจ้ากรุงลงกาอริราชตัวร้ายของพระรามกลับเหาะลงไปหาองค์ถึงรถแก้วในยามที่มืดสนิทเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นยักษ์ขี้ขลาดที่เมื่อแผนใดก็ไม่ได้ผลจึงหาทางไปลอบสังหารพระรามเสียแทน”

พญายักษ์ขบขันในลำคอ

“ตอบให้ตรงคำถาม!

ฝ่ายที่ถูกลองปัญญาไม่ตกหลุมตามที่มาตุลีคาดหวัง พลันบาทพญายักษ์ก็ชักขึ้นและกระแทกลงกลางท้องจนมาตุลีจุกตัวงอ

ร่างสูงใหญ่ละบาทออก เขาหันหลังดำเนินตรงไปนั่งยังอาสนะเหนือยอดฉัตรและปรายดวงตามองเทวบุตรที่บัดนี้นอนกุมท้องจนไม่มีแรงแม้แต่จะยกศีรษะขึ้นมามอง ดวงหน้าหล่อเหลาร้ายกาจคลี่ยิ้มอย่างสะใจ แต่แค่นี้คงยังไม่สาสมที่เจ้ายุงร้ายบังอาจสัมผัสผิวกายของทั้งอนุชาที่น่าใคร่ของเขาและภัสดานางสีดา

“เห็นพิเภกบอกว่าเจ้าเป็นสารถีในองค์อินทร์จึงมีกำลังแขนเป็นเลิศ แต่ดูเหมือนไม่เท่าไหร่นี่นะ”

พญายักษ์เย้ย

ฝ่ายเทวบุตรเมื่อเริ่มหายใจหายคอคล่องขึ้นจึงเงยใบหน้าจ้องตรงมายังร่างที่เอนหลังนั่งอยู่บนอาสนะอย่างสบาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มน้อยๆ อย่างเย็นเยือก

“อะไรกัน พระยาพิเภกมาเข้ากับทัพพระรามแล้วแท้ๆ กลับยังลอบติดต่อกับเชษฐาซึ่งบัดนี้เป็นศัตรูอยู่อีกหรือ อสุรพงศ์ช่างกลับกลอกเชื่อใจไม่ได้ อย่างนี้จะให้พระรามไว้ใจพระยาพิเภกต่อไปอีกได้อย่างไร”

มาตุลียุแหย่ แต่ฝ่ายพญารากษสกลับเท้าคางมองด้วยกิริยาสงบ

“ใช่ อนุชาที่น่าใคร่ของเรามันเชื่อไม่ได้ กายเป็นของเราแท้ๆ แต่กลับปันใจให้ภัสดานางสีดา เราหรืออยากจะฉีกเนื้อพิเภกมากินเสียให้สมแค้น อยากจะควักหัวใจออกมาดองไว้ในขวดแก้ววางไว้ที่แท่นบรรทมเราเชียวล่ะ ทีนี้จะได้เชื่อว่าทั้งกายและใจจะเป็นของเราจริงๆ”

เทวบุตรถึงกับหน้าสลด ท่าทางวจนยุทธของเขาอาจจะใช้ไม่ได้กับเจ้ากรุงลงกาเสียแล้ว ทศกัณฐ์คงเป็นบุรุษที่ไม่ควรเป็นศัตรูด้วยอย่างที่สุด หากอยู่ฝ่ายตรงข้ามมิได้ หันมาเป็นฝ่ายสวามิภักดิ์คงเป็นทางออกที่ดี

“หากท้าวทศกัณฐ์ต้องการเช่นนั้น ข้าจะช่วยกล่อมพระรามให้ปล่อยพิเภกกลับสู่อ้อมอกท่านดีไหมล่ะ ท่านก็รู้ว่าความสามารถในการเจรจาของข้าเป็นเลิศแค่ไหน”

พญารากษสขบขันอย่างแผ่วเบา

“ย่อมได้ ถ้าข้าไม่ตัดลิ้นเจ้าออกมาเสียในวันนี้นะ”

มาตุลีแทบเสียจริต!

ที่ผ่านมาไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมีพละกำลังมหาศาลหรือปัญญาล้ำเลิศเขาก็ไม่เคยคิดว่าจะพ่ายแพ้แม้แต่น้อย ด้วยว่าเขาเองก็มีทั้งพละกำลังและปัญญาอยู่อย่างเปี่ยมล้น แต่ทศกัณฐ์คงเป็นคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกกลัวสุดหัวใจ

“ตกลง...ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ พาข้าขึ้นมาบนนี้เพื่ออะไร”

“ไม่คิดจะผลักเจ้าตกลงไปตายหรอกเทวบุตร เรารู้ว่าเจ้าเหาะเหินได้”

“แล้วคิดจะทำอะไรล่ะ! ถ้าจะสังหารเสียให้วายปราณก็มิต้องรอช้า!

มาตุลีหันหลังให้ทางตัน เขาเหลือทางรอดคือรีบปิดจบบทสนทนาที่แสนน่าสะพรึงกลัวให้เร็วที่สุด นี่คือการวัดดวงครั้งสุดท้าย หากทศกัณฐ์สังหารเขาเสียก็เป็นอันจบ แต่ถ้ายังรั้งรอ...ก็หมายความว่าไม่ได้คิดสังหาร และเกมจะพลิกกลับมาเป็นของเขาได้ทันที

ดวงเนตรพญายักษ์จ้องตรงราวกับอ่านเทวบุตรได้ทะลุปรุโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มเลือดเย็น พญาทศกัณฐ์ยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มือใหญ่เอื้อมหยิบพระขรรค์ขึ้นมาชูเบื้องหน้าเพื่อดูคมซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายวาววับ

มาตุลียังคงจ้องมองตาไม่กระพริบ นี่ยังไม่ใช่บทสรุป นี่ยังไม่ใช่ฉากสุดท้าย! อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังมีลมหายใจอยู่

“เจ้ารอให้ถึงวินาทีสุดท้ายที่จะต่อรองสินะ”

เทวบุตรคลี่ยิ้ม พญารากษสยังไม่ฆ่า...นั่นหมายความว่าเขากำลังเป็นต่อ

“ท่านรู้ดีว่าข้ายังมีประโยชน์...”

ฉึก!

ปลายพระขรรค์คมกริบเสียบผ่านหลังมือลงฝังที่พื้นฉัตรพันธนาการติดแน่นจนมาตุลีสิ้นทางหนี เขาอยากจะกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่หากร้องออกมาคงยิ่งดูไร้ค่าเสียกว่า ดังนั้นจึงทำได้เพียงขบเขี้ยวกลืนความเจ็บปวดด้วยน้ำตาอาบหน้า

พญาทศกัณฐ์ก้มลงมองร่างที่สั่นเทิ้มทั้งกายด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาไม่เคยอภัยคนที่ถือดีมาแตะต้องของรักของหวงของเขา และไม่เคยปล่อยให้ตายสบายๆ เสียด้วย

“ต่อไปอะไรดีล่ะเทวบุตร มือที่เจ้าสัมผัสผิวกายอนุชาเราก็รับทัณฑ์ไปแล้ว ต่อมาก็คงเป็นปากเจ้าที่ฝากรอยไว้บนผิวกายสินะ อยากจะทำอย่างไรดี กลืนถ่านร้อนดีไหม หรือจะให้เย็บปากเจ้าเสียจะได้ไม่ต้องใช้งานอีก”

ฝ่ายที่สดับสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย

“อย...อย่า...ได้โปรด ข้าจะไม่ล่วงเกินของๆ ท่านอีกแล้ว”

มาตุลีพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าความตายคงโสภากว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวเช่นนี้

“พระเชษฐา!

พลันสุรเสียงดังขึ้นราวกับระฆังช่วยชีวิต

พญารากษสหันไปมองจึงเห็นว่ากุมภกรรณเหาะเหินขึ้นมายังยอดฉัตรและวิ่งตรงมาถวายรายงานอย่างกระหืดกระหอบ มาตุลีเงยหน้ามองอย่างแปลกใจแต่ก็คิดว่าได้จังหวะดีเสียจริง

“มีอะไร”

“พระอาญามิพ้นเกล้า เมื่อครู่พระลักษมณ์พบพระรามนอนสิ้นสติอยู่ในรถแก้วเวไชยันต์ จึงรู้ว่าฟ้ามืดมิดเช่นนี้เป็นแผนการของยักษ์ ครั้นสบกับนายทัพสุครีพที่ออกลาดตระเวณเข้าจึงสั่งให้นายทัพสุครีพขึ้นมาหักฉัตรพะย่ะค่ะ”

กุมภกรรณทราบเป็นอย่างดีด้วยว่าจนถึงเมื่อครู่เขายังอยู่ในร่างเสือโคร่งนั่งสนทนาอยู่กับสุครีพถึงบัญชาจากพระลักษมณ์

พญารากษสทศกัณฐ์ได้สดับก็นิ่งองค์อย่างครุ่นคิด นามสุครีพชวนให้ระลึกถึงความหลังยิ่งนัก

“สุครีพอนุชาของพาลีรึ ก็ให้มาสิ”

ใบหน้างามสง่าคลี่ยิ้มมุมปากด้วยจริตเหี้ยมเกรียมจนทั้งกุมภกรรณและมาตุลีเย็นวาบทั่วสันหลัง

“ตอนนี้เราอยากจะเห็นเลือดอยู่เสียด้วย”

พลันแสงสุรีย์สีทองก็สาดสว่างไปทั่ว กรทั้งยี่สิบปรากฏขึ้นเบื้องหลังอย่างน่าเกรงขาม

กุมภกรรณได้พิศเชษฐาในรูปเตรียมพร้อมจับศึกก็สุดแสนจะกังวล ที่จริงจะให้เขาหุบฉัตรแก้วพิชัยโมลีลงเพื่อปล่อยแสงอาทิตย์สาดส่องเช่นเดิมก็ได้ ติดที่สุครีพไม่อาจขัดบัญชาพระลักษมณ์ซึ่งได้ลั่นความออกมาแล้ว จึงจำต้องหักฉัตรตามคำสั่ง นั่นหมายถึงว่านายทัพวานรกายสีชาดก็อาจจะถูกเชษฐาเขาสังหารก็เป็นได้

“แค่นายทัพสุครีพไม่ต้องถึงมือพระเชษฐาดอก ให้ข้าจัดการเถิด”

พญายักษ์พยายามไกล่เกลี่ย แต่คงไม่เป็นผลด้วยว่าเชษฐาของเขาราวกับกริ้วสิ่งใดมาจึงยังอารมณ์ค้างมิหาย หากไม่เห็นเลือดคงบรรทมไม่หลับเป็นแน่ แต่ยังคิดไม่ทันสุดทางก็พลันดวงเนตรเหลือบไปเห็นมาตุลีถูกพระขรรค์ตรึงมือยึดอยู่กับพื้นพอดีจึงชี้นิ้วถาม

“เอ่อ...แล้วเจ้าเทวบุตรนั่น”

“อยากจะทำอะไรก็ตามใจเจ้า ตอนนี้เรามีแขกแล้ว”

แม้มองไม่เห็นว่ามีใคร แต่ก้านฉัตรมโหฬารดั่งเสากระโดงเรือสำเภาที่เริ่มปริแตกทำให้ทศกัณฐ์ทราบว่าสุครีพล่องหนมาเป็นแน่ กรหนึ่งจึงขว้างโตมรตรงไปยังรอยปริจนเลือดแดงไหลอาบ สุครีพจึงเผยร่างออกมาเป็นพญาวานรกายสีแดงชาดขยายกายใหญ่โตราวกับขุนเขา มือหนึ่งคว้าก้านฉัตร อีกมือก็เอื้อมมาหยุดโตมรไว้จนถูกบาดโลหิตไหล และยังต้องรับอาวุธอีกมากมายที่พญายักษ์สาดเข้าใส่ไม่ยั้ง

“ปล่อยมือจากก้านฉัตรเสียดีกว่าเจ้าลิงสีชาด!

ทศกัณฐ์เปล่งสุรเสียงจนลืมสังเกตไปว่าเท้าวานรวาดตรงมาและตวัดหนีบเอามงกุฎของทศกัณฐ์ไปได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเครื่องประดับเศียรถูกดึงกระชากไป เส้นผมสีดำสนิทดั่งเส้นไหมย้อมรัตติกาลของพญารากษสจึงคลายตัวออกล้อลมสมุทร เคลียใบหน้าหล่อเหลาซึ่งบัดนี้เดือดดาลอย่างที่สุด

“เสียดายนะที่เด็ดมาได้แต่มงกุฎ ไม่ใช่เศียรของเจ้า”

วานรสีชาดเย้ยพอประมาณ

พลันสุครีพจึงย่อร่างกลับสู่กายขนาดปกติ พญาวานรยืนบนฉัตรประจันหน้ากับทศกัณฐ์ด้วยท่าทีองอาจ ในมือถือมงกุฎและควงเล่นอย่างผู้มีชัย

พญารากษสซึ่งบัดนี้เส้นผมเงางามปลิวไสวเคืองแค้นแทบคุมสติไม่อยู่ ไม่เคยมีศัตรูคนใดได้เห็นเส้นเกศาสยายเช่นนี้มาก่อน ยิ่งคนที่ได้สัมผัสมงกุฎยิ่งเป็นไม่มี ครั้งนี้ช่างน่าแค้นใจยิ่งนัก

“กรอด...ลืมไปว่าวานรใช้เท้าคล่องเหลือแสน ไม่เปลี่ยนจากเมื่อก่อนเลยนะสุครีพ ยังใช้เท้าหยิบของกินเข้าปากอยู่อีกหรือเปล่า”

ทศกัณฐ์หยอกทั้งที่ยังคงกัดฟันกรอด

พญาวานรยิ้มซื่อดีใจที่อีกฝ่ายยังจำเรื่องเมื่อครั้งอดีตได้โดยไม่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา

“ฮ่าๆๆ ก็มีบ้างล่ะท่าน เพื่อเห็นแก่ไมตรีคนรู้จักเก่าแก่ ท่านจะช่วยเอาฉัตรกลับไปได้ไหมท้าวทศกัณฐ์ ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องหักทิ้งตามบัญชาองค์ลักษมัณ”

พญากุมภกรรณที่ลอบฟังอยู่ไม่ห่างไปนักถึงกับกำหมัดและร้องเยส! ขึ้นในใจ ขอให้เชษฐาของเขารับข้อเสนอนี้เถอะ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากพญารากษสผู้เดือดดาลแต่อย่างใด โทสะและความอดสูเหลือแสนที่ถูกกระชากมงกุฎคงนับคณาเกินกว่าที่จะยอมเจรจาให้สิ้นสุดได้โดยไม่ต้องเลือดตกยางออกเสียแล้ว

สุครีพเห็นดังนั้นจึงชักพระขรรค์ขึ้นมาและวาดตรงไปยังก้านฉัตร ดวงตาเพ่งตรงที่พญายักษ์เพื่อรอดูจังหวะกระโดดไปฟันเสียให้ก้านหักหากว่าเจ้าของไม่ตกลง

ทศกัณฐ์คลี่ยิ้มอย่างเยือกเย็น

“งั้นก็เอาสิวานร ข้าไม่เก็บกลับไปให้เสียหน้าเป็นแน่”

ได้สดับดังนั้น สุครีพจึงดิ่งตรงไปยังก้านฉัตรใหญ่เท่าเสาเรือและวาดพระขรรค์หมายฟันเสียให้ขาดเป็นท่อน ความที่ยังพัวพันไม่เสร็จกิจจึงไม่ทันสังเกตว่าพญายักษ์ซัดทวนตรงมาอย่างรวดเร็วหมายจะแทงสุครีพเสียให้ตาย ความไวของวานรก็พลันหลบได้อย่างเฉียดฉิว

สุครีพดีดตัวจากก้านฉัตรพุ่งตรงไปยังพญาทศกัณฐ์หมายจะฟันเสียให้บรรลัย แต่กรทั้งยี่สิบบัดนี้มีอาวุธพร้อมมือ ได้พิศดังนั้นก็นึกขึ้นมาในเสี้ยววินาทีว่าเขาเผลอกระโดดเข้ามาหากับดักเสียแล้ว

“พระเชษฐาระวัง!

พญายักษ์กุมภกรรณผลุนผลันเข้ามาขวางไว้กลางศึก เขายื่นแขนออกผลักร่างเชษฐาให้พ้นวิธีฟันของสุครีพจึงทำให้พระขรรค์ฟันแขนขาดหลุดออกจากตัว

“กุมภกรรณ!

สุรเสียงพญารากษสตะโกนลั่น ดวงเนตรเห็นแขนของอนุชาที่ขาดสะบั้นหลุดลอยกระเด็นออกจากฉัตรลงไปยังพื้นพิภพเบื้องล่าง องค์ชั่งใจว่าจะเข้าไปจัดการสุครีพเสียให้เสร็จหรือไปเก็บแขนอนุชาก่อนดี กุมภกรรณเห็นดังนั้นจึงรีบกราบทูลด้วยเสียงอันดัง

“ทางนี้ข้าจัดการเอง! พระเชษฐาโปรดดำเนินลงไปเก็บแขนให้ข้าเถิด!

พญารากษสจึงรีบเหาะออกจากฉัตรดิ่งตรงลงไปเก็บแขนทันที

พญายักษ์ทรุดเข่าลงนั่งด้วยสีหน้าเจ็บปวด โอษฐ์หุบเม้มขบทนต์แน่นไม่แม้จะเอื้อนเอ่ยเสียงครวญลอดออกมาให้เสียชาตินักรบ ขนงคิ้วขมวดมุ่น พักตราแดงจัดด้วยทุกรกิริยารุนแรงจนเริ่มผุดพรายด้วยเม็ดเหงื่อ มือสั่นเทาอีกข้างหนึ่งหยิบเชือกขึ้นมาผูกปลายแขนที่บัดนี่มีเลือดไหลราวกับสายน้ำตก

สุครีพยืนนิ่งค้างอย่างตกตะลึง มือที่ถือพระขรรค์เปื้อนเลือดราวกับไร้เรี่ยวแรงจนเผลอปล่อยอาวุธลงพื้น เขาจ้องตรงไปยังใบหน้าพญายักษ์ที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ยิ่งพิจารณาให้ชัดก็ยิ่งใช่ สองตาก็มีน้ำตาร่วงผล็อยๆ ด้วยความรู้สึกละอายแก่ใจเหลือเกิน

“ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหม!

วานรกายสีชาดปราดตรงเข้าไปคุกเข่าเคียงข้างและประคองร่างพญายักษ์ไว้ด้วยมือสั่นเทา สองมือพยายามช่วยรัดเชือกขันชะเนาะแต่แรงสั่นริ้วอย่างตระหนกก็ทำให้แทบไม่เป็นงาน

“ไม่ต้อง เจ้าจะเปื้อนเลือดเสียเปล่าๆ”

เสียงทุ้มที่เครือด้วยความเจ็บปวดในลำคอเอ่ย

สุครีพเงยหน้าขึ้นพิศพักตราพญายักษ์ที่บัดนี้ซีดเผือดลงก็ยิ่งมั่นใจ

“ท่านคือ...พี่โคร่ง”

เห็นดังนั้นดวงเนตรวานรจึงหลั่งน้ำตาร่วงผล็อยไม่หยุดราวกับสายน้ำตกล้นกระจายลงอาบผิวปราง

กุมภกรรณเห็นว่าบนฉัตรยังมีมาตุลีอยู่อีกคน เขาไม่ปรารถนาให้เทวบุตรจับจุดอ่อนว่าเขารู้จักกับสุครีพเป็นแน่

“รีบไปเสียเจ้าลิงครั่ง!

พญายักษ์กระซิบ

“แต่ว่าท่าน...”

“ไม่ต้องรู้สึกผิด ข้าตั้งใจให้เจ้าฟันแขนเอง อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาที่พระเชษฐาไปตามเก็บแขนให้ข้า จงรีบไปเสีย! พาเจ้าเทวบุตรนั่นกลับไปด้วย!

สุครีพจึงได้แจ้งปัญญา กุมภกรรณยอมโดนตัดแขนเพื่อโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะให้เขารอดจากคมอาวุธของทศกัณฐ์ คิดได้ดังนั้นดวงหน้าสีแดงก็ยิ่งแดงขึ้น พญาวานรร้องห่มร้องไห้ราวกับเด็กน้อย

“ฮือ...ข้าขอโทษ ข้าเป็นคนตัดแขนท่าน”

“ไม่ใช่เจ้า! ข้าบอกแล้วว่าข้าตั้งใจ! เลิกร้องไห้งอแงได้แล้ว!

สุรเสียงแค่นกระซิบ พลันพญายักษ์ก็ระลึกได้ถึงครั้งแรกที่ได้พบลิงครั่งตัวนี้ ตอนนั้นสุครีพก็น้ำตาร่วงแหมะแบบนี้เหมือนกัน ช่างงอแงไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ คิดได้ดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

“ไปเสียสุครีพก่อนที่พระเชษฐาจะกลับมา รักษาชีวิตไว้ อย่างน้อยเราก็ต้องได้เจอกันเป็นแน่”

“ข้าไม่อยากยืนประจันหน้ากับท่านกลางสนามรบ! หากถึงตอนนั้นข้าจะ...”

ไม่ทันสิ้นคำ พญายักษ์เอื้อมมือโอบลำคอวานรเข้ามาและประทับริมฝีปากอย่างแนบแน่น แม้ไม่ได้สร้างความล้ำลึกด้วยเพราะเวลามีน้อยนัก แต่สัมผัสเพียงไม่นานก็เปี่ยมด้วยรักเหลือประมาณ

“พี่โคร่งตัวนี้จะกลับไปหาเจ้าอีกให้จงได้ ข้าสัญญา”

กุมภกรรณคลี่ยิ้ม แต่เมื่อดวงเนตรเหลือบเห็นว่าเชษฐาเก็บแขนของเขาได้แล้วและกำลังเหาะเหินขึ้นมาบนฉัตรอย่างรวดเร็ว มือใหญ่จึงคว้าร่างสุครีพโยนตรงไปทางมาตุลี แล้วจึงหยิบพระขรรค์ของสุครีพขว้างดิ่งไปยังก้านฉัตรจนเสากระโดงกลางหักโค่น ฉัตรแก้วพิชัยโมลีจึงพังครืนลงมาอย่างรวดเร็ว

สุครีพอุ้มร่างของมาตุลีและเหาะหนีออกมาได้ทัน เขาไม่มีแม้เวลาจะหันกลับไปมองว่าพญายักษ์ปลอดภัยดีหรือไม่ แต่ก็หวังว่าคำสุดท้ายที่กุมภกรรณรับปากว่าจะมาหาเขาอีกคงเป็นไปดังนั้น

มาตุลีที่กุมมือซึ่งมีเลือดไหลอาบมองใบหน้าอาบน้ำตาของสุครีพอย่างครุ่นคิด เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างกุมภกรรณกับนายทัพเมื่อครู่ไม่ชัดนัก แต่การที่สุครีพเป็นห่วงเป็นใยพญายักษ์อย่างออกหน้า แถมพญายักษ์ยังช่วยทำลายฉัตรแก้วพิชัยโมลีให้เสียอีก

คู่นี้คงมีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่

 

สวัสดีค่า ^__^

กรี๊สสสสส!! ไม่จริ๊งงงง!! พี่โคร่งของเค้าสละแขนช่วยน้องครีพค่า!! ฮือ...สงสารพี่โคร่งค่ะ ด้านนึงก็พี่ชาย ด้านนึงก็ XXX (ความสัมพันธ์ยังเป็นปริศนา) จะทรยศพี่ก็ไม่ได้ จะปล่อยให้สุครีพตายก็ยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ คนซื่อตรงอย่างพี่โคร่งก็เลยต้องยอมเจ็บตัวเองตลอดค่า หวังว่าหลังเหตุการณ์นี้จะทำให้คู่นี้รักกันยิ่งขึ้นนะคะ ฮือ...แต่เค้าเสียจายยยย ไม่อยากให้แขนขาดเลย นั่งคิดอยู่ตั้งนานว่าถ้าไม่ให้แขนขาดก็ต้องขาขาด ไม่ก็หัวขาด...แล้วทำไมต้องขาดด้วยเนี่ย! คือ...จะให้ป๋าทศยอมเหาะไปไกลๆ ไม่ต้องดูฉากสวีทหวานมันก็ต้องยอมขนาดนี้ล่ะค่ะ (ตอนแต่งจินตนาการว่าเวลาอยากให้น้องหมาวิ่งไกลๆ เราก็ต้องโยนรองเท้าไปให้เก็บใช่มั้ยคะ กรณีก็เหมือนกัน) แต่มาตุลีตัวร้ายก็แอบเห็นอะไรบางอย่าง ตานี่สงสัยไม่เข็ด มีคดีเก่ากับทศกัณฐ์แล้วนี่ เดี๋ยวโอกาสถัดๆ ไปคงได้ตามล้างตามเช็ดกันบ้างค่า

โวยวายไปพอประมาณ กลับมาคุยกันบ้างดีกว่า วันนี้ Blueฯ ไปซื้อของที่เซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะ แล้วก็ตกใจมากเมื่อเจอร้าน Whittard!! (อ่านว่าวิด-ถาด) เป็นร้านขายชาจากอังกฤษค่ะ ตั้งชื่อร้านว่า Simply W เลยไม่ทันสังเกตเห็น Blueฯ เป็นคนชอบดื่มชามากเลยค่ะ แต่ช่วงนี้หน้าร้อนเลยอยากได้ชาผลไม้ไปทำชาเย็น ความที่ชอบดื่มตอนบ่ายๆ เลยเลือก “ซัมเมอร์ สตรอเบอร์รี่” เป็นชาแบบไม่มีคาเฟอีนค่ะ กลัวนอนไม่หลับ ปกติเวลาคนไทยทำชาเย็นจะชงแล้วเทใส่แก้วน้ำแข็งใช่มั้ยคะ แต่ Blueฯ ชอบชงแบบกาแฟเย็นญี่ปุ่นคือชงน้ำร้อนลดน้ำครึ่งหนึ่ง ปรุงน้ำตาลแล้วเทใส่น้ำแข็ง คนจนเย็นจัดแล้วเสิร์ฟแบบไม่ใส่น้ำแข็ง กินแล้วเย็นไปทั้งตัวยิ่งกว่ากินน้ำอัดลมอีกค่ะ

ตอนหน้า มาตุลีผู้เห็นเหตุการณ์จะถูกเค้นคอแล้วค่ะ ส่วนแฟนคลับพิเภกพระลักษมณ์มีสวีทกันเลือดพุ่งเป็นน้ำพุ อ่านกันมาสี่สิบกว่าตอน ท่านผู้อ่านลืมไปหรือเปล่าคะว่าเรื่องนี้เป็นนิยายอีโรติค! เยาวชนเลิกอ่านประมาณเกือบสิบตอนต่อจากนี้ได้เลยค่ะเพราะมันอีโรติคมั่กๆ! ก็...มันใกล้จบแล้วน่ะค่ะ เผื่อใครถึงคิวตายจะได้มีฉากได้เสียกันซะก่อนให้หายคาใจ ไม่ต้องมาเขียนเป็นภาคพิเศษทีหลัง

ขอบคุณแฟนอาร์ตจากท่านนักอ่านนะคะ ยังมีอีกเป็นกุรุสค่ะ รูปนี้แฮนด์ซั่มเหลือหลาย ใช่พี่โคร่งกับน้องครีพหรือเปล่าค๊า เดาเอาจากหนังเสือคลุมพี่เค้า กับน้องครีพเอาเท้าเขี่ยอะไรเล่นซักอย่างตามประสายิมนาสติคลีลาใหม่ เอิ้กๆๆ ถ้าเดาผิดคู่ ท่านผู้เขียนแวะมาเฉลยด้วยนะค๊า พบกันใหม่ตอนหน้าค่า

 

Comment

Comment:

Tweet

ู^
^
^
^
อ๊ากกกกกก
ใครเป็นคนวาด แฟนอาร์ตข้างบนอ่ะคะ
มีเว็บไซต์ผลงานของคนที่วาดไหมคะ

#9 By NerA (171.96.240.40|171.96.240.40) on 2014-05-16 18:51

โอ๊ยยย รักรันทด พี่โคร่ง น้องสุครีพ T.T

#7 By blackwings (110.168.211.109|110.168.211.109) on 2014-05-05 02:43

ลงไปแดดิ้นๆๆๆๆ พี่โคร่ง พี่น่าร๊อคอ่ะ  ช่างเป็นคนน่ารักที่อยากจะฝากชีวิตไว้ด้วยจริงๆ  อิซซี่ พี่ครีพนิดๆ มีพี่โคร่งคอยปกป้องแบบนี้  ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายใดๆ กล้ำกรายแล้วหล่ะ 

#6 By pure_ka (58.9.4.124|58.9.4.124) on 2014-05-04 17:38

พี่บลูค่ะ พี่รู้ไหมว่าตอนอ่านนี้หนูกัดผมตัวเองแน่นสุดๆอ่ะ อารมย์ประมาณ...ซีเรียสว้อยยย แต่คือพอเจอบทนี้อ่ะอึ้งเบย
" พญากุมภกรรณที่ลอบฟังอยู่ไม่ห่างไปนักถึงกับกำหมัดและร้องเยส! ขึ้นในใจ " จ้องจอแล้วร้อง " คือร๊ะ!!! "พี่แกเล่นบทฮาก็เป็นนะเนี่ย 
หนูใจจดใจจ่อรอเซอร์วิสพิเภกกับน้องลักษณ์มากอ่ะ อยากให้น้องลักษณ์มีบทบ้างเดี๋ยวจะได้นิยามว่า ' ผิวเหลืองตัวปลากรอบ ' นะค่ะ TT^TT
น่าสงสารคุณมาตุลีนะค่ะ แต่มันก็ไม่แปลกค่ะแพ้สกิลพระเอก= =
คุณกุมภกรรณค่ะ จบศึกแล้วอย่าลืมขอสุครีพแต่งนะค่ะ...//รองเท้าใคร!!cry cry

#5 By ME (110.78.150.18|110.78.150.18) on 2014-05-04 11:59

ตอนนี้แและน่าเห็นใจสุครีพสุดเเเละะเสียน้ำตาเยอะสุด (ขอคุณเ   น่ะครับที่แต่งนิิยายสนุกๆให้อ่านน่ะครับเป็นกำลังใจให้เขียนต่อไปน่ะครับ^^)

#4 By GambleAssDoctor (223.204.226.26|223.204.226.26) on 2014-05-04 06:05

ตอนนี้ดราม่า เกือบร้องไห้แหนะป๋าทศแกเวลาโหดนี้ก็โหดจริงๆแหะ ความรักระหว่างสนามรบนี้ช่างเป็นเรื่องต้องห้ามจริง สู้ต่อไปนะเหล่าคู่จิ้นทั้งหลาย ;w; b

#3 By Dabew on 2014-05-03 21:36

ถ้าเฮียทศมาไม่ทันน้องรามโดนยุงไซส์แม่ไก่กัดแน่ๆโดนจิ้มด้วยมีดมันยังน้อยไป tongue tongue ทำให้เฮียอดหวานกับน้องรามเลยเจ็บใจจริง เป็นไงหล่ะคุณสารถีคิดว่าตัวเองวาจาเป็นเลิศเหรอแต่เสียใจด้วยเฮียทศเทพกว่าเยอะแล้วนี่จะคิดแผนอะไรร้ายอีกล่ะangry smile angry smile  สงสารพี่โคร่งจังสละแขนเพื่อรักษาชีวิตน้องลิงครั่ง ได้ใจน้องลิงครั่งไปเต็มๆเลยแล้วก็รักษาสัญญาด้วยนะ    คุณสารถีงานนี้โดนคิดบัญชียาวแน่ท่าทางน้องรามจะรู้ว่าคนที่กอดน่ะไม่ใช่เฮียทศ นายเสร็จแน่confused smile confused smile

#2 By momo (1.46.70.104|1.46.70.104) on 2014-05-03 21:31

ตอนแรกที่อ่านว่าจะมีอิโรติกก็รู้สึกความดันสูง-.,- 
แต่ถึงคิวตาย...อดจะเศร้าไม่ได้ ฮวือ

#1 By MR.LonelY on 2014-05-03 21:21