บัดนั้น ราชยานเวไชยันต์จากทิพยพิมานดำเนินแล่นลัดสู่ถนนเหนือท้องสมุทรบ่ายหน้าไปยังเชิงเขามรกตอย่างสง่างาม มาตุลีบังคับเขนเทียมสินธพอาชาพันเทวบุตรอย่างชำนาญเสียจนพระรามที่ประทับอยู่ด้านในแทบไม่รู้สึกถึงแรงสะเทือนจากพื้นหินแม้แต่น้อย

มหาบุรุษกายสีเขียวนวลประทับนั่งบนราชอาสน์ด้วยดวงหน้าเบื่อหน่าย ดวงเนตรเหลือบซ้ายแลขวาก็ถอนใจอย่างเหน็ดเหนื่อย

“ถอนใจด้วยเหตุใดหรือท่านพี่”

พระลักษมณ์เอ่ยถาม

“เจ้าดูเอาเถิดลักษมัณ รถแก้วเวไชยันต์นั้นไซร้เป็นเทวยานสูงค่าขององค์อินทร์ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสร้างเสียใหญ่โตราวกับพลับพลา มิน่าจึงต้องใช้สินธพเทียมเทวบุตรพันองค์จึงจะลากเลื่อนได้ ถ้าปล่อยไว้นิ่งๆ เฉยๆ มันก็วังทั้งหลังดีๆ นี่เอง”

อนุชากายสีทองได้สดับก็อมยิ้ม

“ก็ใหญ่ดีมิใช่หรือท่านพี่”

“มันใหญ่เกินไปน่ะสิ โล่งเสียจนข้าอยากจะเอาม้าทั้งคอกมาใส่ไว้ในรถให้ที่มันเต็มๆ เสียหน่อยด้วยซ้ำ”

ความที่เคยอยู่แต่ป่าดอยและประทับตามกระท่อมเพิงผา พระรามจึงรู้สึกไม่สบายองค์นักเมื่ออยู่กลางโถงที่ระยิบระยับติดเพชรพลอยไปทั่วตั้งแต่พื้นยันเพดาน

มหาบุรุษทอดดวงตาออกไปมองนอกรถแก้ว พิศคลื่นในมหาสมุทรและสายแดดที่เริ่มแผดร้อนในยามใกล้เที่ยง ท้องฟ้าสีสดและลมเย็นชวนให้ระรื่นใจ แต่พลันดวงเนตรทอดเห็นเงาบางอย่างเหาะเหินขึ้นราวกับจะดำเนินสู่วิมาน ร่างนั้นกลับแผ่ขยายความมืดไปทั่วฟ้าและเพียงพริบตาเดียว รอบกายก็มีแต่ความมืดมิด ไร้ดาวแม้สักดวง

“ก...เกิดอะไรขึ้น!

ลักษมัณเอ่ยอย่างตกตะลึง

มหาบุรุษทั้งสองรู้สึกได้ว่ารถแก้วหยุดดำเนิน จึงเงียบเสียงตั้งใจรอฟังว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่

“พระอาญามิพ้นเกล้า”

มาตุลีถวายรายงาน

“ข้าคงต้องหยุดรถไว้เสียกลางสมุทรเช่นนี้ก่อนด้วยว่าหนทางรอบกายมืดสนิท เกรงว่าหากขับตรงไปอาจจะตกถนนเอาได้”

พระรามสดับและพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ลืมไปว่ายามนี้มองไม่เห็นจึงส่งเสียงตอบไป

“ได้สิ พักแรมที่นี่เสียแล้วกัน”

“น่าแปลกเสียจริงท่านพี่ จู่ๆ ฟ้าใสก็พลันมืดมิด”

พระรามตริอย่างสงบนิ่งและเห็นว่าประหลาดจริงดังว่า

“พี่คิดว่าอาจจะเกิดสุริยคราสก็ได้กระมัง”