ภายในห้องบรรทมกลางรถแก้วเวไชยันต์ซึ่งประดับรัตนชาติงดงามตั้งแต่พื้นถึงเพดาน พระรามทอดดวงเนตรมองแสงระยิบระยับสะท้อนแสงจันทร์งดงามราวกับดาวประกายพรึกส่องแสงพราวอยู่บนฟากฟ้า

แม้จะงามดั่งภาพฝัน แต่ขนงประดับดวงหน้ากลับขมวดมุ่น

“แสบตาชะมัด ใครจะหลับลงเนี่ย”

พระรามบ่นอุบ

ร่างบางลุกพรวดขึ้นจากแท่นบรรทม ใบหน้างามหันซ้ายหันขวาก็เห็นว่ารถแก้วเวไชยันต์กว้างเกินไปสำหรับการข่มตาให้หลับลง ดำริดังนั้นจึงยันกายลุกขึ้นหยิบคันศรและปีนหนีออกไปทางบานบัญชร หนีไปนอนตามศาลาเห็นทีจะสบายกว่าเป็นแน่ แต่ดำเนินตรงไปไม่นานก็หยุดยืนราวกับนึกอะไรขึ้นได้

“มงกุฎ!

พระรามกลับหลังหันวิ่งตรงกลับไปยังรถแก้วเวไชยันต์ทันใด ด้วยว่าลืมมงกุฎยอดชัยของทศกัณฐ์ที่สุครีพนำมาถวายเสียสนิท แม้ในยามที่อยู่ไกลกัน อย่างน้อยมีสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงอยู่บ้างก็ยังดี

ร่างที่วิ่งตรงกลับไปยังรถแก้วเงยหน้ายืนจดๆ จ้องๆ อยู่หน้าบานบัญชร เขาโยนคันศรเข้าไปก่อนและพยายามปีนป่ายขึ้นไปอย่างยากเย็น

“ตอนปีนออกไม่เห็นยาก แล้วทำไมตอนปีนกลับเข้าไปถึงยากจัง”

พระรามบ่นอุบ ระหว่างที่ตะกายเข้าห้องบรรทมได้สำเร็จ พลันองค์ได้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านในแสงมืดสลัวทำให้ตกใจเสียจนหยุดนิ่ง

“ใคร!

เสียงหวานเอ่ยถามอย่างขึงขัง

เงาสูงใหญ่หันกลับมาอย่างเชื่องช้า พระรามทอดเนตรก็เห็นเพียงลายผ้าแพรคลุมกายซึ่งปักประดับงดงามเช่นของสตรี ในมือใหญ่ถือมงกุฎไว้ จนเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาสู่แสงจันทร์นวล ทั้งกายของพระรามก็นิ่งแข็งเป็นศิลา

“เราแค่จะมาทวงมงกุฎคืน”

ใบหน้าหล่อเหล่าของพญารากษสทศกัณฐ์คลี่ยิ้มอย่างเยือกเย็น เขาเผยกายในรูปยักษ์ด้วยว่าหลังเหาะผ่านเมืองมาส่งสุครีพถึงทัพก็สิ้นอิทธิฤทธิ์ จะรอคืนฤทธิ์เพื่อแปลงกายเป็นมนุษย์ก็อดรนทนไม่ไหว

“ทศกัณฐ์...”

“เรียกราวณะเหมือนเดิมก็ได้”

พญารากษสสูงใหญ่ตรงเข้ามากระชากร่างบางเข้าไว้ในโอบกอด มือใหญ่เชยใบหน้างามขึ้นมารับริมฝีปากอย่างถนอม

“เจ้าส่งจูบไปให้เรามิใช่รึ รามจันทร์”

รางบางยังคงนิ่งแข็ง ดวงเนตรเหลือกตะลึง แม้จะรู้อยู่แก่องค์ว่าราวณะก็คือท้าวทศกัณฐ์ แต่ยามที่พญายักษ์ปรากฏกายในรูปเดิมต่อหน้านั้นก็เหลือจะทำใจ