ภายในตำหนักท้ายดงตาลที่เงียบสงบ เสียงลมพัดกระทบยอดตาลดังราวกับเสียงใบกล้วยแห้งเสียดสีในยามพายุฤดูร้อนพัดโหม ความสงบจนแทบเป็นสงัดเช่นนี้ไม่สู้จะทำให้ผู้พำนักวางใจเท่าใด ด้วยว่าชวนให้จินตนาการไปถึงสุสานหรือคฤหาสน์ร้างแสนวังเวงเสียมากกว่า ตำหนักนี้ห่างไกลจากพระราชวังหลวงโดยมิมีใครรู้ว่าไกลเพียงใด ด้วยเพราะบาทวิถีที่ดำเนินมายังท้ายดงตาลมิใช้ทางเดินธรรมดา แต่เป็นมิติมายาที่ไม่อาจหยั่งระยะทางได้หากดำเนินผ่านตามปกติ นอกจากนั้นการที่ไม่มีกลิ่นปทุมมาจากสระบัวลอยปะจมูกก็คาดเดาได้ว่าคงไม่อยู่ในระยะที่จะเหาะกลับไปยังพระราชวังหลวงได้เป็นแน่

นางพิรากวนนั่งพับเพียบบนอาสนะอย่างนิ่งเงียบ หล่อนหย่อนแขนลงยังหมอนสามเหลี่ยม อีกมือถือพัดด้ามจิ้วและเนิบนาบพัดโปรยแรงลมอ่อนเบาอย่างเชื่องช้า ไวยวิกนั่งสงบอยู่เบื้องหน้ามารดา เช่นเดียวกับองคตที่นั่งตัวแข็งมองดูแม่ลูกนิ่งเฉยไม่เอ่ยวาจาใดออกมาแม้แต่น้อย

ความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศเงียบสงัดทำให้วานรกายสีเขียวขยับกายเข้ามากระซิบบอกพญายักษ์ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“เอ่อ...ข้ากลับตำหนักนู้นก่อนดีไหม”

วานรกายสีมรกตเสนอ เขาเคยอยู่แต่กับเหล่าวานรเสียงดังจ้อกแจ้กตลอดเวลาจึงไม่คุ้นชินเท่าใดกับความเงียบสงัดเช่นนี้

นางพิรากวนปรายหางตามายังแขกจากทัพพระรามอย่างไร้รอยยิ้ม เมื่อเห็นลิงหนุ่มทำท่ากระซิบกระซาบกับบุตรชายอยู่นั่นแล้ว หล่อนจึงวางพัดลงบนตักด้วยกิริยาผู้ดีก่อนจะหันใบหน้ามามองอย่างจริงจัง

“เจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน วานรเขียว”

นางเอ่ยปากถาม องคตจึงได้ทราบว่าเขายังไม่ได้แนะนำตัวเลย

“ข้าชื่อองคต เป็นวานรในทัพพระรามน่ะท่านแม่”

องคตทักทายอย่างกันเองเสมือนแม่เพื่อน

คำตอบเบิกให้นางพิรากวนกริ้วขึ้นทันใด

“ข้าไม่ใช่แม่เจ้า”

แม้ไม่อาจเก็บสีหน้าไม่พอใจได้ แต่หล่อนก็ยังคงควบคุมเสียงให้เนิบนาบดั่งผู้ลากมากดี

ท่าทางแม่ผัวตัวร้ายทำเอาองคตอ้าปากยิ้มค้าง ไม่สิ...ต้องเป็นแม่ยายต่างหาก เขาคิดในใจ

“ท่านแม่เรียกข้ากับองคตมาด้วยกิจใดหรือ”

ไวยวิกเอ่ยถามมารดาของตนเสียแทน

“แม่ก็แค่อยากทำความรู้จักกับ...กับ...”

หล่อนใช้สรรพนามไม่ถูก จะเรียกว่าลูกเขยก็แสนกระดากปาก

“กับองคตน่ะเหรอ”

บุตรชายเสริม ซึ่งนางก็พยักหน้า

“แหม...ป้าอยากรู้จักกับลิงอย่างข้าไปทำไมล่ะ”

“ใครป้าเจ้า!

หล่อนหันมาตวาดแหวจนองคตผงะไปอีกรอบ ฝ่ายองคตประมวลความก็พอจะระลึกได้ว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่เรียกแม่หรือป้า แต่อาจจะเป็นกิริยาอื่นของเขาเสียมากกว่า

“เอ่อ...ท่านอาจจะรู้สึกไม่ชอบพอในความหยาบกระด้างของข้า แต่ขอให้รู้ว่าข้ามิได้มีเจตนาลบหลู่เกียรติของท่านและไวยวิกแม้แต่น้อย”

องคตเปลี่ยนโหมดสนทนาเป็นราชพิธี เขาต้องทบทวนพอสมควรว่าแต่ก่อนพระบิดาสอนสั่งเขาไว้เช่นใดบ้าง คิดแล้วก็นึกเจ็บใจว่าทำไมไม่ยอมอยู่ร่ำเรียนแต่โดยดี เอาแต่ดื้อดึงหนีไปเที่ยวเล่นเสียจนไม่เป็นงานทางการเช่นนี้

นางพิรากวนได้รับฟังภาษาเหมือนมนุษย์มนาทั่วไปจึงค่อยคลายความกริ้วลงเล็กน้อย หล่อนไม่อยากจะเชื่อว่าบุตรชายของหล่อนตกเป็นของเจ้าลิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าตัวนี้ คิดแล้วก็เจ็บใจมิหาย อยากได้ลูกสะใภ้ใจแทบขาดแต่กลับกลายมาได้ลูกเขยเสียแทน

“เจ้าไม่คิดลบหลู่เกียรติข้าแต่กลับลอบเข้าห้องลูกชายข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างนั้นหรือ”

หล่อนตำหนิด้วยเหตุสามัญของแม่ยายโดยทั่วไป ฝ่ายสองหนุ่มได้สดับถึงกับอายจนหน้าม้าน เพียงเท่านี้องคตก็รู้งาน เหตุการณ์แบบนี้เขาเคยรับมือมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยว่าโดนข้อหาปีนหน้าต่างเข้าห้องสาวเป็นประจำ การที่ยังไม่โดนจับแต่งเมียเป็นตัวเป็นตนได้จนถึงบัดนี้หนุมานถึงกับเคยกล่าวอย่างนับถือว่าองคตช่างเป็นสุดยอดเพลย์บอยแห่งขีดขินเลยทีเดียว คือไม่เคยพลาดท่าเสียทีจนนางใดตั้งท้องเลยสักครา แถมพ่อตาแม่ยายที่หวังจะได้ลูกเขยเป็นยุพราชแห่งขีดขินก็ไม่เคยได้สมหวังสักราย

องคตลดกายลงคุกเข่าอย่างสำนึกผิดเบื้องหน้านางพิรากวนและประณตมือแนบอกขอขมา

“ข้าขออภัยที่กระทำการเช่นนั้นโดยไม่ได้ขออนุญาตท่านเสียก่อน แต่ที่ข้าไม่อาจให้บิดามารดายกขันหมากมาสู่ขอได้ด้วยเพราะท่านทั้งสองสิ้นบุญไปแล้ว ญาติผู้ใหญ่ของข้าก็เหลือเพียงท่านน้า ข้ารับปากว่าหากรอดพ้นโทษประหารไปได้ จะจัดขบวนมาสู่ขอไวยวิกอย่างสมเกียรติ”

ยักษ์หนุ่มได้ฟังก็ถึงกับอ้าปากค้าง เขาจ้องใบหน้าจริงจังขององคตอย่างตื่นตะลึง และเมื่อหันใบหน้าไปมองมารดา ก็ตะลึงยิ่งขึ้นด้วยว่านางกลับพยักหน้าและผุดพรายรอยยิ้มอย่างพึงใจ

นี่องคตคุยกับมารดาเขารู้เรื่องด้วยหรือนี่!

“แหม...ถ้าเจ้ารู้อย่างนี้ข้าก็ดีใจ ว่าแต่ต้นตระกูลเจ้ามาจากไหนล่ะ ไวยวิกลูกข้าเป็นถึงนัดดาของมหาบพิตรไมยราพณ์ เจ้าจะจ่ายสินสอดไหวหรือ”

องคตพยักหน้าอย่างรู้งานเช่นเดิม

“บิดาข้าคือพระยาพาลีแห่งเมืองขีดขินผู้ล่วงลับ มารดาคือนางมณโฑซึ่งปัจจุบันเป็นมเหสีเอกในท้าวทศกัณฐ์แห่งกรุงลงกา พระมาตุลาคือพระยาสุครีพนายทัพพระราม ส่วนพระอัยกาคือพระอินทร์”

นางพิรากวนเหลือกตาและอ้าปากค้างด้วยความตกใจ หล่อนหยิบพัดด้ามจิ้วขึ้นมาชี้ไปทางองคตด้วยมือสั่นริ้ว

“จ...เจ้า...เจ้าเป็นนัดดาในองค์อินทร์!

“ใช่แล้ว เป็นยุพราชแห่งเมืองขีดขินด้วย”

หล่อนแทบลมจับ บุตรชายหล่อนช่างมีดวงมานพอุปถัมภ์เสียเหลือเกิน แม้พลาดหวังจากมัจฉานุ ก็ยังสู้อุตส่าห์ได้ภัสดาเป็นถึงยุพราชแห่งเมืองขีดขินแถมเป็นนัดดาในองค์อินทร์แห่งชั้นฟ้า!

ไวยวิกได้ยินก็มองใบหน้าขององคตอย่างแปลกใจ เขาพอจะรู้ว่าสหายวานรกายสีมรกตตนนี้เป็นผู้รอบรู้สรรพวิชามากเหลือ แต่ก็นึกไม่ถึงว่ามีศักดิ์สูงส่งถึงปานนั้น

“ข้าได้เป็นสหายกับนัดดาในองค์อินทร์หรอกหรือนี่ เป็นเกียรติเหลือเกิน”

ไวยวิกยิ้ม ฝ่ายองคตก็ยิ้มตอบ แล้วทั้งสองก็ยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่นตามประสาสหายที่ได้รู้จักกันมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ฝ่ายนางพิรากวนเห็นว่าโอรสหล่อนแสนจะไม่มีจริตมารยา พอใจแค่เป็นสหายได้อย่างไร!

“แหม...สหงสหายอะไรกัน! เจ้าเรียกภัสดาของเจ้าแบบนี้ได้อย่างไรไวยวิก เอาล่ะองคต...”

หล่อนรีบลุกมาพยุงร่างที่คุกเข่าประณตมือให้ลุกขึ้นมานั่งยังอาสนะดังเดิม

“เจ้าให้เกียรติข้าและโอรสเช่นนี้ข้าก็เบาใจ ต่อไปนี้ขอให้ครองเรือนกับไวยวิกอย่างมีความสุขนะ คิดเสียว่าข้าเป็นมารดาเจ้าอีกคนก็แล้วกัน”

นางพิรากวนจีบปากจีบคอ แหม...ได้เป็นแม่องคตก็ถือได้ว่าเทียบเท่านางมณโฑมเหสีเอกในท้าวทศกัณฐ์เลยสิ โก้ใช่หยอกที่ไหน พลันหล่อนก็พรายยิ้มไปยังบุตรชายที่เลือกภัสดาได้ถูกใจแม่เป็นที่สุดโดยลืมไปเสียสิ้นว่าโทษประหารยังรอพิจารณาความไม่เสร็จ

ไวยวิกทำหน้างง

“เดี๋ยวก่อนท่านแม่ องคตเป็นขุนศึกในทัพพระราม เป็นสหายที่ข้านับถือเหมือนอาจารย์ แล้วจะให้มาอยู่เรือนเดียวกับข้าได้อย่างไร ตอนนี้ที่อยู่ด้วยกันก็เพราะเราต้องโทษคุมขังต่างหาก”

“เถอะน่า!

หล่อนหันมาแหวโอรส

“ขอให้แม่ได้มีความสุขหน่อยสิ นี่จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ จะให้แม่ได้ลิ้มรสความเป็นแม่ยายสักครั้งในชีวิตจะเป็นไรไป ถ้าเสร็จศึกแล้วองคตกลับไปครองขีดขิน เจ้าก็ควรจะตามไปอยู่ด้วยสิจึงจะถูก”

พญาวานรได้ยินก็อมยิ้ม เขาหันไปมองไวยวิกที่ดูเหมือนยังประมวลความไม่ได้สมบูรณ์นัก จึงยังไม่เข้าใจว่ามารดาหมายความอย่างไร

“เอาเป็นว่าคืนนี้ข้าจะกลับไปอธิบายให้ท่านฟังแล้วกัน”

องคตเสนอ ซึ่งนางพิรากวนก็เห็นดีเห็นงาม

ภายในห้องรับรองแขกที่ประดับงดงามด้วยปะการังและเปลือกหอยล้ำค่า พระพายหอบกลิ่นปทุมมาหอมหวานเข้ามาอย่างชื่นใจ พญายักษ์อินทรชิตยืนตรงสง่างามรายล้อมด้วยนางกำนัลยักขินีที่กระวีกระวาดช่วยแต่งองค์และเครื่องประดับยศให้อย่างรีบเร่ง ดวงตาของพวกหล่อนลอบเหล่มองไปยังวานรหนุ่มกายสีเผือกที่หล่อเหลาจัดจ้านและมีแรงดึงดูดอย่างรุนแรง ยามที่หนุมานนิ่งสงบเช่นนี้ดูเปี่ยมเสน่ห์เสียจนพวกหล่อนแสร้งทำเป็นลืมไปว่าเมื่อคืนเด็กหนุ่มคนนี้ปรนนิบัติพญายักษ์อย่างถึงพริกถึงขิงเพียงใด ดังนั้นจึงลอบชายตาพรายยิ้มทอดสะพานให้เสียเต็มที่โดยไม่ได้รับรู้ว่าดวงตาของวานรหนุ่มมองตรงไปเพียงพญายักษ์ผู้สง่างามเท่านั้น

“ท่านมัจฉานุขอเข้าเฝ้าค่ะ”

นางกำนัลกระซิบบอก พญายักษ์อินทรชิตจึงพนักหน้ารับทราบและเชิญให้เด็กน้อยเข้ามาได้ แม้อินทรชิตจะเป็นเพียงแขกผู้มาเยือนโดยมิได้รับเชิญและสำรวมกิริยาไม่วางท่าเจ้าใหญ่นายโต แต่ความสง่างามดั่งเชื้อขัติยาสมพระยศองค์ยุพราชแห่งกรุงลงกาผู้สูงศักดิ์ทำให้กระทั่งมัจฉานุผู้สำเร็จราชการแทนองค์ไมยราพณ์ยังต้องให้ความเกรงใจราวกับว่าพญายักษ์เป็นเจ้ากรุงลงกาเสียเอง

บานทวานเปิดออกพร้อมกับร่างของเด็กน้อยน่ารักที่ชวนให้เอ็นดูเหลือใจ ร่างเล็กขาวละเอียดและเส้นผมสีทองคำหยักศกเล็กน้อยรับกับดวงเนตรกลมโตน่าเอ็นดู

“ถวายพระพรองค์ยุพราชอินทรชิต สวัสดียามเช้าพี่ลิงขาว เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม”

มัจฉานุหันมาถาม เขาฉลาดเฉลียวนักจึงเลี่ยงไม่เอ่ยนามหนุมานออกไปตามที่ได้รับปากไว้เมื่อคืน

“สวัสดีจ้ะหนูน้อย เมื่อคืนน่ะเหรอ ก็แทบไม่ได้นอนเลยน่ะ”

หนุมานหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม ว่าแล้วก็เคลิ้มลอยและแก้มแดงเรื่อราวกับได้ลิ้มรสสรวงสวรรค์ พาให้เด็กน้อยเผลอแก้มแดงตามไปด้วย

“อรุณสวัสดิ์มัจฉานุ ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวน”

อินทรชิตเอ่ยด้วยเสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจและรอยยิ้มน้อยๆ เท่เสียจนทั้งหนุมานและมัจฉานุอยากจะชูป้ายไฟ

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำทางท่านไปยังตำหนักท้ายดงตาล เชิญทางนี้เลยพะย่ะค่ะ”

กิริยาเด็กน้อยแม้จะเอ่ยอย่างเป็นทางการแต่ก็น่าเอ็นดูเหลือใจ มัจฉานุนำทางตรงไปยังสระปทุมมาซึ่งมีบัวมากมายผุดพรายอยู่เหนือน้ำ เด็กน้อยจ้องตรงไปยังบัวหลวงและหักก้านบัวเด็ดดอกขึ้นมาสามดอกก่อนดอมดมอย่างชื่นใจ ใบหน้าแสนน่ารักเงยมองบุรุษทั้งสองด้วยรอยยิ้ม มือเล็กยื่นดอกบัวให้อินทรชิตและหนุมานคนละดอกก่อนอธิบาย

“องค์ยุพราชกับพี่ลิงขาวถือดอกบัวดอกนี้และก้าวลงไปยังสายบัวที่หักไว้เลยพะย่ะค่ะ”

ว่าแล้วเด็กน้อยก็ก้าวนำไปก่อน เพียงปลายเท้าสัมผัสก้านบัว ร่างก็ถูกดูดหายลงไปอย่างรวดเร็ว บุรุษทั้งสองจึงทำตามด้วยใจระทึก

เพียงพริบตา ทั้งสามก็ปรากฏกายยังศาลากลางสระปทุมอีกแห่งหนึ่งซึ่งบรรยากาศรอบกายราวกับไร้กาลเวลา แม้ว่าจะมีแสงอาทิตย์สาดส่องแต่เมื่อมองซ้ายขวากลับไม่เห็นพระอาทิตย์

“ที่นี่คือพระตำหนักท้ายดงตาล เขตหวงห้ามที่นอกจากพระบิดาไมยราพณ์และพระญาติสนิทแล้วก็มิมีผู้ใดจะเข้ามาได้หากไม่ได้รับอนุญาต”

เด็กน้อยอธิบายและเดินนำ ฝ่ายหนุมานมองเห็นต้นไม้ดอกไม้ริมทางมีหน้าตาประหลาดก็นึกสนุกอยากกระโดดออกไปเด็ดเล่น พลันเด็กน้อยก็รีบห้ามไว้เสียก่อน

“พี่ลิงขาวอย่าแตกแถวไปไกล อย่างที่ท่านเห็นว่าที่นี่เป็นมิติมายา ทางเดินที่เห็นก็เป็นเพียงบาทวิถีลวงตา หากท่านก้าวออกนอกเส้นทางแม้เพียงนิด หันกลับมาอาจจะไม่เจอข้าอีกก็เป็นได้ เมื่อนั้นเส้นทางจะนำท่านไปยังป้อมค่ายและด่านมากมายที่มีทวารบาลนับพันเฝ้าอยู่”

แม้จะไม่ได้เกรงกลัวทวารบาลนับพันที่ว่า แต่หนุมานไม่อยากแยกจากพญายักษ์อินทรชิตตอนนี้ จึงเอื้อมมือขอให้พญายักษ์นำจูงไปด้วย ฝ่ายอินทรชิตก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด พญายักษ์จึงตระหนักในใจว่าที่พระบิดาทศกัณฐ์เคยกล่าวว่ากรุงบาดาลมีปราการแน่นหนามากมายคงมิได้เกินความจริง

จนเมื่อดำเนินผ่านดงตาลที่ขึ้นหนาทึบไม่นาน ตำหนักมากมายก็เรียงรายอยู่เบื้องหน้า มัจฉานุนำตรงไปยังตำหนักด้านในที่ยังดูใหม่อยู่ ส่วนตำหนักหน้าสุดดูเก่าคร่ำและเต็มไปด้วยเขม่าไฟเป็นห้องทดลองหุงยาของไมยราพณ์นั่นเอง

เด็กน้อยก้าวขึ้นเรือนไปอย่างสบายใจ ฝ่ายอินทรชิตกลับรู้สึกแปลกตาด้วยว่าไม่มีนางกำนัลหรือองครักษ์ใดออกมาต้อนรับ

“เหตุใดจึงมิมีผู้ใดออกมารับเลยล่ะมัจฉานุ”

องค์ยุพราชเอ่ยถาม เด็กน้อยจึงหันกลับมาแจ้งความด้วยรอยยิ้มน่าเอ็นดูใจ

“ตำหนักข้างๆ ของท่านป้าพิรากวนมีนางกำนัลและองครักษ์คอยดูแลเช่นการคุมขังราชสกุลทั่วไปพะย่ะค่ะ แต่ตำหนักนี้เห็นทีพระบิดาจะกริ้วมาก จึงอนุญาตเพียงแค่ให้มีนางกำนัลส่งอาหารและเข้ามาทำความสะอาดวันละครั้งเท่านั้น เวลาอื่นเจ้าพี่ไวยวิกกับพี่ลิงเขียวก็ต้องอยู่กันแค่สองคน”

หนุมานเหลือกตาโต

“โห...เจ้าองคตอกแตกตายแน่ ไม่มีสาวๆ ให้จับก้นเล่นเลยซักคน”

เมื่อได้ยินเสียงสนทนา องคตจึงเปิดบานทวารออกมาและเห็นว่ามีแขกที่คาดไม่ถึงมาพบเสียหลายคน พญาวานรกายสีเขียวยืนนิ่งค้างไปเล็กน้อย แต่ก็เชื้อเชิญทุกคนให้เข้ามานั่งพักในเรือนพร้อมทั้งกระวีกระวาดยกน้ำท่ามาให้อย่างน่ารัก

“เอ่อ...ม...ไม่ต้องลำบากดูแลหรอกพระเชษฐา พวกข้ามาเยี่ยมโดยมิได้แจ้งไว้ก่อน”

อินทรชิตเอ่ยอย่างเกรงใจ สักพักองค์จึงเห็นว่าพญายักษ์กายสีม่วงแก่ดำเนินออกมา คาดว่าคงเป็นไวยวิก

ฝ่ายไวยวิกแวบแรกได้เห็นมัจฉานุกลับเป็นเด็กน้อยตัวเล็กน่ารักก็ยินดีจนแทบใจละลาย วิ่งรี่ตรงไปคุกเข่าเบื้องหน้าและจับมือด้วยดวงหน้าซาบซึ้ง

“น้องหญิง! น้องหญิงมาเยี่ยมพี่หรือจ๊ะ”

ฝ่ายมัจฉานุก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ และผายมือให้ดูว่ามีแขกมาด้วยอีกสอง

“ดีใจที่เห็นเจ้าพี่ไวยวิกยังสบายดี วันนี้ข้าพาแขกมาเยี่ยมท่าน องค์ยุพราชอินทรชิตแห่งกรุงลงกากับพี่ลิงขาวน่ะ”

พลันไวยวิกได้เห็นบุรุษสูงใหญ่กายสีเขียวและมีเขี้ยวดอกมะลิก็เหลือกลืมตาอย่างตกตะลึง กายรีบเด้งขึ้นยืนตรงแขนชิดอย่างรวดเร็วด้วยว่าแสนจะตื่นเต้นที่ได้พบกับยอดนักรบและมกุฎราชกุมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งลงกา

“ถ...ถวายพระพรองค์ยุพราช”

พญายักษ์เขี้ยวดอกมะลิคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม

“อย่าได้พิธีรีตองเลย พวกเรานั่งกันก่อนดีไหม”

ผู้มีศักดิ์ใหญ่ที่สุดเชื้อเชิญแม้ว่าจะเป็นแขกก็ตาม เพราะถ้าเขาไม่นั่งก็คงไม่มีใครกล้านั่งเป็นแน่

“องค์ยุพราชดำเนินมาถึงท้ายดงตาลด้วยเหตุใดหรือ”

ไวยวิกเอ่ยถามด้วยว่าเขาก็ไม่เคยได้รู้จักมักจี่กับอินทรชิตมาก่อน หรือจะว่ามาเยี่ยมองคตซึ่งอยู่ฝ่ายพระรามก็ไม่น่าใช่ หรือว่าจะมาเยี่ยมมารดาเขา

ฝ่ายอินทรชิตได้สดับก็คลี่ยิ้ม ดวงเนตรหันไปสบใบหน้าขององคตที่บัดนี้นั่งร่วมวงสนทนาอย่างสงบและโค้งคำนับน้อยๆ

“ข้านำความอาทรจากนางมณโฑพระมารดามาถึงพระเชษฐาองคต ดีใจที่เห็นท่านยังสุขสบาย”

พญายักษ์กายสีม่วงแก่ได้ยินก็ตะลึงจนผงะไปอีกรอบ

“ช...เชษฐาเหรอ”

เขาเอ่ยถาม องคตจึงหันไปพยักหน้า

“ใช่แล้ว ข้าเป็นเชษฐาร่วมมาดากับอินทรชิต”

องคตตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางหันกลับไปทางผู้ที่มาเยี่ยมทั้งสอง

“ขอบคุณในน้ำใจของเจ้าและนางมณโฑ ทั้งที่เราปฏิบัติต่อเจ้าอย่างหยาบกระด้างแต่ก็ยังอุตส่าห์มาเยี่ยมถึงถิ่นกันดารอย่างนี้ แจ้งแก่นางมณโฑด้วยว่าข้าสบายดี ยังไม่ได้โดนจับไปต้ม”

ได้ยินดังนั้นหนุมานเส้นตื้นก็หัวเราะร่วน

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าไปปล้ำลูกเขาแบบนี้มีหวังได้เป็นลิงพะโล้แน่องคตเอ๋ย”

อินทรชิตถึงกับหลับดวงเนตรลงอย่างระอา ฝ่ายองคตก็แสดงท่าเง้างอนออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“อะไรกันลูกพี่ มันเรื่องเข้าใจผิดกันแท้ๆ ว่าแต่...ที่อินทรชิตมาหาข้าก็เข้าใจได้เพราะทางลงกากับบาดาลเป็นพงศ์อสุราเหมือนกันแถมเป็นญาติกันด้วย แล้วลูกพี่ติดสอยห้อยตามมาได้อย่างไรล่ะเนี่ย”

วานรกายสีเขียวเอ่ยถาม หนุมานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รีบชิงตอบก่อนที่ทั้งอินทรชิตและมัจฉานุจะเอ่ยปาก

“อ๋อ...เพราะมัจฉานุเป็นลูกข้าน่ะ ดูหน้าแล้วไม่รู้เหรอ”

“ห...หา!

องคตและไวยวิกอ้าปากค้าง ทั้งสองหันไปมองหน้าหนุมานสลับกับมัจฉานุอย่างตะลึงใจ จะว่าไปสองคนนี้ก็เหมือนกันเสียจริงด้วย ฝ่ายองคตก็แสนอยากจะรู้ว่าถ้าหนุมานเป็นพ่อแล้วใครเป็นแม่ แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าลูกพี่ของเขากิ๊กกับพญายักษ์อินทรชิตอยู่จึงคิดว่าไม่ถามดีกว่า

“เอาเป็นว่าข้าจะกลับไปทูลพระมารดาเสียก่อนว่าพระเชษฐาปลอดภัย แต่เนื่องจากเรื่องนี้พระบิดาทศกัณฐ์ไม่ทราบ การเจรจากับมหาบพิตรจึงเป็นไปอย่างลับที่สุดและข้าจะกลับมาเพื่อการนี้อีกครั้งเมื่อองค์กลับจากเขาสุรกานต์ ขอพระเชษฐาอย่ากังวล”

อินทรชิตเอ่ยสรุปและขอตัวกลับหลังจากให้เวลาหนุมานสนทนาหยอกเย้ากับองคตเสียพักใหญ่

เมื่อพายุรุนแรงจากแขกผู้มาเยือนพันผ่านไป ทัณฑสถานตำหนักท้ายดงตาลก็เข้าสู่ความสงบ ไวยวิกและองคตนั่งหมดแรงอยู่บนอาสนะด้วยกิริยาเกร็งไปทั้งกาย สักพักพญายักษ์กายสีม่วงแก่ก็ลุกพรวดขึ้นนั่งและหันพักตร์ไปมององคตด้วยด้วยตาระยิบระยับ

“ท่านอินทรชิตเท่เนอะ! ข้ามีท้าวทศกัณฐ์เป็นไอดอลในฐานะนักรบ ก็เลยรู้สึกชื่นชมองค์ยุพราชที่เปรียบดั่งมือขวาของท่านไปด้วย นึกไม่ถึงว่าชาตินี้จะมีบุญได้พบองค์จริงตัวเป็นๆ เลยนะเนี่ย ต้องขอบคุณท่านนะองคต”

พญายักษ์ยิ้มร่า ฝ่ายองคตที่นอนแผ่เอนหลังพิงพนักก็ค่อยคืบคลานขึ้นมานั่งสนทนาด้วย เขาอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางรื่นเริงเหมือนเด็กๆ ของคู่สนทนา

“ถ้าไปอยู่กับข้าที่ขีดขิน เจ้าก็จะได้เป็นสมาชิกราชวงศ์ที่เท่ไม่น้อยไปกว่าอินทรชิตหรอก”

ไวยวิกทำหน้างงอีกครา

“ไปอยู่ที่ขีดขิน...อ๋อ ที่ท่านแม่พูดเมื่อเช้าน่ะเหรอท่าน ข้านั่งคิดนอนคิดตั้งนานว่าหมายถึงอะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะ”

“เหรอ”

“ใช่ ท่านแม่อยากให้ข้าไปเป็นขุนพลที่ขีดขินรับใช้ใกล้ชิดท่านใช่มั้ยล่ะ คงเห็นว่ากรุงบาดาลเป็นเมืองบ้านนอกชายขอบก็เลยอยากให้ข้าไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองอื่นบ้าง แต่แหม...ที่จะให้ท่านยกพานพุ่มมาเพื่อเทียบเชิญ คงไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้”

องคตนั่งฟังด้วยดวงตาเหลือกลืมอย่างแปลกใจ...ขันหมากต่างหาก ไม่ใช่พานพุ่ม ตกลงพญายักษ์ตนนี้เข้าใจหรือไม่เข้าใจกันแน่เนี่ยว่าแม่ยายยกให้เป็นเมียเขาเรียบร้อยแล้ว

“เดี๋ยวนะไวยวิก ท่านคิดว่าเราสองคนเป็นอะไรกันเหรอ”

“เป็นนักโทษประหาร”

ใบหน้าใสซื่อเอ่ยตอบจนฝ่ายวานรสำลักพรวด

“ม...ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงว่าเราสองคนมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อกัน”

“ก็เป็นสหาย”

“แค่นั้นเองเหรอ! เมื่อคืนเราทำอะไรกันตั้งเยอะตั้งแยะเนี่ยนะ!

องคตถามกลับแทบจะในทันที ไวยวิกเหลือบตามองเพดานครุ่นคิดอยู่สักพักก็ใบหน้าแดงเรื่อ พญายักษ์สูงใหญ่ก้มงุดก่อนจะหันใบหน้าไปทางอื่นอย่างเขินอาย

“ข...ขอโทษ หรือว่าท่านเป็นอาจารย์ ข้าเป็นศิษย์ มิบังควรเทียบชั้นเป็นสหายอย่างนั้นหรือ ท่านเป็นถึงยุพราชแห่งขีดขินนี่เนอะ”

ไวยวิกเอ่ยเสียงแผ่ว พาให้องคตยกมือตบหน้าผากอย่างอ่อนใจ แต่ก็เอาเถอะ ยามนี้ปัญหาใหญ่ใช่เรื่องพรรณอย่างนั้นเสียที่ไหน ก่อนที่แขกผู้มาเยือนจะกลับไป หนุมานกระซิบบอกว่าตอนนี้รู้เส้นทางลักลอบมายังท้ายดงตาลได้แล้ว จะรีบไปทูลพระรามเพื่อขอคำบัญชาให้กลับลงมาช่วยเหลือให้จงได้ ทางอินทรชิตเองก็ดูแข็งขัน

ดังนั้นวานรค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะรอดพ้นจากการเป็นลิงพะโล้ได้แน่ แต่ไวยวิกจะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่อาจตัดสินได้ เพราะเห็นว่าทางมหาบพิตรกริ้วหนักถึงขนาดจับแม่ลูกมาขังเสียแบบนี้ คงได้แต่รอดูต่อไป

“ไวยวิก”

“หืม”

พญายักษ์หันมาตามเสียงเรียก เขาเห็นวานรเอนหลังนั่งเศียรพิงแขนอย่างสบายด้วยรอยยิ้มกริ่มก็มองอย่างแปลกใจ

“ข้าเป็นสหายของท่านอย่างมิต้องแคลงใจ”

ได้สดับ ไวยวิกก็ยิ้มซื่ออย่างยินดี

“แล้วคืนนี้จะช่วยทบทวนวิชาที่สหายสอนได้หรือไม่”

องคตหยอกเอินด้วยมุขใต้เข็มขัดเช่นเดิม ฝ่ายพญายักษ์ได้สดับเช่นนั้นก็ร้อนซ่านขึ้นที่ผิวปรางจนพักตราสีม่วงเข้มระเรื่อด้วยสีหงชาด ริมฝีปากสั่นด้วยว่าคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร ยิ่งได้เห็นท่าทางเขินอายของไวยวิก องคตกลับรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นในกายจนอยากจะหยอกเย้ายิ่งขึ้น

“หรือท่านยังเจ็บจากเมื่อคืนไม่หาย”

พญาวานรรุกต่อ ยิ่งได้เห็นขุนพลยักษ์กายสูงใหญ่แสดงท่าทางขัดเขินเช่นนี้ยิ่งแทบอดรนทนไม่ไหว องคตตัดสินใจยันกายลุกขึ้นดำเนินตรงไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง เขาหันใบหน้าขึ้นมองพญายักษ์ที่ดูขัดเขินอย่างน่าเอ็นดูก่อนเอื้อมมือโอบพักตร์ให้โน้มลงมารับริมฝีปากอย่างเชื่องช้า

“ข้า...ข้ากลัวจะทบทวนได้ไม่ครบถ้วนดังที่ท่านสอนน่ะสิ”

ริมฝีปากวานรหยุดไว้เพียงคืบก่อนจะได้ประทับจุมพิต

“อะไรนะ”

“ถ้าทำไม่ครบไม่เป็นไรใช่มั้ย”

ท่าทางจริงจังของไวยวิกทำให้องคตยังคงนิ่งค้างในท่าเตรียมจูบอยู่เช่นเดิม นี่พญายักษ์เข้าใจว่าเขาอยากตรวจการบ้านจริงๆ เรอะ! ทุกทีหยอกนางๆ แบบนี้ต้องรู้แล้วสิว่าเขาหื่น! เขาอยากเล่นผีผ้าห่ม!

“เอ่อ...ไม่เป็นไร ทบทวนเท่าที่จำได้ก็แล้วกัน”

วานรสรุป ฝ่ายไวยวิกจึงยิ้มร่าและขอตัวไปนั่งนึกทบทวนกระบวนท่าเสียให้สิ้นอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้องคตนั่งเท้าคางมองดูต้นตาลทิ้งยอดปลิวไสวกลางสายลมนอกบานบัญชรอยู่นานสองนาน

“น่ารัก...น่ารักเป็นบ้า”

องคตพึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้านิ่งสงบ จนถึงเมื่อครู่เขายังอยากแทะโลมพญายักษ์ตนนี้ใจแทบขาด แต่ตอนนี้กลับสงบใจได้ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยวิจารณญาณอย่างถ้วนถี่

กิริยาน่ารักไร้ซึ่งมลพิษเช่นนี้เขาไม่เคยได้พบเจอจากนางๆ คนไหนมาก่อน ยิ่งหุ่นเท่ๆ น่าหลงใหล ที่เคยได้ก่ายกอดมาก็ไม่เคยมี ผิวกายสีม่วงแก่หรือก็แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าน่าขบเขี้ยวมิหาย แรงบีบรัดโอบรอบร่างกายก็แสนรัญจวน ขอมัดด้วยเชือกหรือก็ไม่มีบ่นสักคำ แถมโดนอารมณ์ซาดิสต์ของเขาสารพัดยังไม่มีสึกหรอแม้แต่น้อย

“แม่ของลูกชัดๆ”

สงสัยต้องให้สุครีพยกขันหมากมาสู่ขอจริงๆ เสียแล้ว

สวัสดีค่ะ ^_^

ขออภัยที่หายไปนานเลยนะคะ สัปดาห์ที่แล้วต้องไปทำงานต่างจังหวัดค่ะ ตอนทำงานไม่ค่อยเหนื่อยเพราะงานก็คุ้นชินดี แต่เหนื่อยสุดตอนต้องเดินทางไปสนามบิน นั่งรอ ขึ้นเครื่อง ต่อรถจาสนามบินไปถึงที่ทำงาน เฉพาะขั้นตอนนี้ก็ฟาดไปเกือบ 4 ช.ม.แล้วค่ะ ขากลับก็ย้อนวงจรอีกรอบ สรุปว่าเหนื่อยตอนเดินทางนี่แหละ กลับมาบ้านปรากฏว่าคุณแม่เกิดอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไอ้เราก็ยิ่งใจคอไม่ค่อยดีอยู่ ระหว่างนั้นก็มีจดหมายทวงถามงานวิจัยเข้ามามากมายเชียวค่ะ อา...ทำไมมันต้องมาเกิดพร้อมกันช่วงนี้ด้วยเนี่ย ผลก็เลยไม่ได้เขียนนิยายมานานเป็นเดือนแล้วค่ะ ต้องลุ้นว่าพลังจิ้นจะมาทันก่อนสต๊อคที่เขียนตุนไว้จะหมดหรือเปล่า

ตอนนี้น่ารักเบาๆ กับคู่ลิงน้อยกดยักษ์ล่ำค่ะ ไวยวิกนี่เขาถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนูขนานแท้ (ทั้งๆ ที่เป็นขุนพล) แต่องคตนี่ไม่ค่อยยอมเชื่อป๊ะป๋าพาลีเลยโตมาเป็นลิงสำมะเลเทเมาค่ะ (ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นคุณหนูมากกว่า) สมญาเพลย์บอยฆ่าไม่ตายขององคตที่แม้แต่หนุมานยังกดไลค์ให้ก็เป็นอันมาจบที่ไวยวิกนี่เอง แม่ยายยกให้แล้วนี่ เพลินเลยล่ะสิพ่อคุณ เหลือแต่รอลุ้นว่าไมยราพณ์จะกลับมาแบบอารมณ์ไหนค่ะ ถ้าอารมณ์ไม่ดีเห็นทีได้โดนต้มกันถ้วนหน้าแน่นอนค่า

ตอนหน้าป๋าทศชักเบื่อทำศึกแล้ว ฉุดน้องรามมาเลยดีกว่า แต่ตามประสาคนเคยแต่รบ ไอ้ที่เคยฉุดก็ไม่ยากเท่าครั้งนี้ เลยต้องปรึกษาหารือกับเสนาคนสนิทว่าทำอย่างไรจะได้น้องรามมานอนกอดซักทีค่ะ โปรดติดตามนะค๊า

ขอบคุณภาพประกอบจากท่าน orange peel ค่า ภาพน้องลิงเผือกกับอินทรชิตที่เพิ่งกุ๊กกิ๊กหวานแหววผ่านไป และน้องนุตอนออดอ้อนป๊ะป๋าแต่ป๊ะป๋าไม่สน อย่าท้อนะคะหลาน! หนทางจับกดป๊ะป๋าอยู่ไม่ไกลแล้วค่า!

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านตอนนี้ไปแล้วต้องกลั้นขำค่ะ ความซื่อของไวยวิกนี่มันน่าฟัดจริงๆ ><
อ่านนิยายพี่บลูแล้วอารมณ์ดีมากเลยค่ะ
เอาใจช่วยมัจฉานุกับคุณป๋านะคะ
พี่บลูสู้ๆนะคะ รอตอนต่อไปค่าา
Hot! cry Hot!

#7 By Grizzly the BeaR.♥ on 2014-06-16 14:54

อี่ย๊าาาา>//< ลองมาทบทวนกับเค้าไหมจ้ะ//โดนตบdouble wink
ไวยวิกนี่แบบ...ฮิมคงอยากเท่มากมายสินะ จงเคะไปตลอดซะ!!!
น้องลิงกลัวหลงทาง...นายจงเคะซะ...แต่ความเมะนายมันก็....นายจะเป็นฝ่ายไหนเนี่ย ฝ่ายไหนฉันก็รับได้จ่ะ= w =อี่ย๊าาาา ทนไม่ไหว ตายแปปcry cry cry cry cry cry
น้องนุก็อ่อยป๊าต่อไปนะจ้ะ...(อ่อย!!?)เจ๊เชียร์อยู่นะตัวเธอ cry
ขอบคุณพี่บลูฯที่ยังอัพต่อ นั่งดักทุกวันอย่างมีความหวัง(อ๊ะจ๊ะอ๊ะ!) อย่าเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเครียดเกินไปนะค่ะ ไปต่างจังหวัดก็แวะมาบอกกันหน่อยน้าหนูเป็นห่วง หายไปนานเหลือนเกินนนน รักและคิดถึงนะค่ะ

#6 By ME (223.205.249.119|223.205.249.119) on 2014-06-15 21:17

น่ารักแบบนี้น้องลิงเขียวไปไหนไม่รอดแน่ตอนหน้าเฮียทศจะหาวีธีอะไรจะมาพาน้องรามไป

#5 By momo (1.46.35.39|1.46.35.39) on 2014-06-15 18:28

น่ารักจริงๆเลยคุณหลานแบบนี้น้องลิงเขียวก็ไปไหนไม่รอดแล้ว   ตอนหน้าเฮียทศจะงัดกลยุทธอะไรมาพาตัวน้อรามไปแล้วใครที่มาเป็นกุนซือให้embarrassed embarrassed

#4 By momo (1.46.35.39|1.46.35.39) on 2014-06-15 18:25

อ้ากกกกกกกกก อ่านอีกก้อฟินอีก รีบมาต่อไวๆนะค่ะ >///<

#2 By JTMim on 2014-06-15 15:57

หนุมานฟินไปแล้วสินะ ตอนนี้น่ารักกันจริงตอนหน้าป๋าทศเตรียมจะฉุดพระรามแล้วสินะลุ้นว่าจะฉุดได้หรือได้ฉุดกันแน่ 

#1 By Dabew on 2014-06-15 15:48