ร่างของไกรทองนอนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนเตียง อาจารย์คงที่ทรุดกายนั่งเคียงข้างได้แต่มองใบหน้าของศิษย์รักอย่างห่วงหาเหลือล้น ดั่งจะเศร้าก็ไม่เศร้า ดั่งจะเวทนาก็ไม่เวทนา คงเป็นความรักที่บิดามีต่อบุตรซึ่งแม้จะชื่นชมที่ไกรได้สู้จนสุดใจแล้วแต่อีกใจหนึ่งก็นึกโกรธตัวเองที่ส่งลูกไปเจ็บเจียนตายเช่นนี้

ออกหลวงเปิดบานประตูเรือนเข้ามาพร้อมดวงประทีปในมือ เขามองผ่านความมืดในห้องและเห็นว่าอาจารย์คงยังนั่งมองไกรอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับแม้แต่น้อย ตั้งแต่ตะวันยังตรงหัวจนกระทั่งบัดนี้มีแต่ฟ้ามืดเบื้องบนก็ยังคงไม่ขยับไปไหน กระทั่งสำรับอาหารที่จัดมาให้ก็ไม่มีวี่แววถูกแตะต้อง

“กินอะไรเสียหน่อยเถิดท่านอาจารย์”

ไม่มีปฏิกิริยาใดจากร่างเบื้องหน้า

ออกหลวงจ้องมองร่างของเด็กหนุ่มที่มีรอยช้ำเป็นแนวรอบคอก็นึกสงสาร เขาไม่ได้บอกความจริงกับอาจารย์คงไปว่าพญากุมภีล์ชาละวันคือผู้อุ้มพาเด็กหนุ่มขึ้นมาส่งให้เขาถึงเรือน หาใช่เด็กหนุ่มนอนสิ้นสติอยู่ริมน้ำอย่างที่เขาบอกกับอาจารย์ไป ในเวลานั้น เขาไม่อาจบอกได้ว่าจะเวทนาใครมากกว่ากันระหว่างไกรทองซึ่งมีบาดแผลเต็มตัวกับชาละวันซึ่งยังคงมีสายน้ำตาร่วงไม่หยุดแม้ว่าดวงหน้าจะราวกับไร้วิญญาณก็ตาม

ออกหลวงรับร่างของเด็กหนุ่มมาจากอ้อมกอดของชาละวัน เขาจัดแจงเดินตรงไปวางร่างของไกรลงที่เตียง สำรวจดูก็เห็นว่ายังหายใจจึงนึกโล่งอก เมื่อหันกลับไปมองหาพญากุมภีล์ที่ยังสั่นเทิ้มก็พบว่าทั้งร่างมีรอยเลือดและเศษเนื้อกระเด็นติด เขานึกสนุกคาดเดาในใจว่าไกรทองอาจจะระเบิดร่างนางตะเภาทองทิ้งเสียด้วยความหึงหวงจึงอดปากไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

“บอกเราสักนิดได้ไหมว่าเลือดเนื้อบนกายเจ้าเป็นของใคร”

พญาชาละวันถึงกับสะดุ้งเฮือก ใบหน้าราวกับไร้วิญญาณเมื่อครู่ยิ่งซีดสลดหนักขึ้นกว่าเดิม สองตามีสายน้ำเอ่อและร่วงลงโดยไร้แม้แต่เสียงโศกสะอื้น

“ท้าวรำไพ...”

ฝ่ายออกหลวงผิดคาด นี่ไกรทองเก่งกาจขนาดจัดการท้าวรำไพอดีตผู้ครองถ้ำทองได้เชียวหรือ จะดูเบาฝีมือไม่ได้เลยจริงเชียว ในเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ แผนร้ายที่ผุดพรายในใจของเขาก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องไร้ซึ่งวี่แววจะเหน็ดเหนื่อย

“มีแต่หลานเนรคุณเท่านั้นที่พาศัตรูที่ฆ่าปู่กลับมาทั้งที่ยังมีลมหายใจ”

บุรุษสูงใหญ่จงใจค่อนขอดจนอีกฝ่ายใบหน้าซีดสลด

“เราแค่...ยังบาดเจ็บอยู่จึงไม่อาจสังหารหมอจระเข้ได้เท่านั้น”

ชาละวันเบือนหน้าหนี เขาเช็ดน้ำตาที่ร่วงหล่นดังสายฝนแต่ไม่ว่าเช็ดเท่าใดน้ำตาก็ไม่แห้งเหือดไปเสียที ออกหลวงเห็นดังนี้จึงคิดว่าจะยอมพักการค่อนขอดไว้เสียก่อน เขาสังเกตว่าต้นขาพญากุมภีล์ที่พันแผลไว้อย่างดีกลับมีเลือดซึม

“นั่งก่อนเถิดพญากุมภีล์ แผลคงเปิด เดี๋ยวเราจะทำแผลให้”

“ไม่เป็นไร ขอบใจออกหลวงแต่เราคงต้อง...”

“ตามใจเราเพื่อตอบแทนที่เราจะดูแลไกรเสียหน่อยเป็นไร”

ชายหนุ่มลำเลิกบุญคุณ

ชาละวันปรายดวงตามองเด็กหนุ่มที่นอนสิ้นสติอีกครั้งก็ถึงกับระงับอารมณ์ไม่ได้ ใบหน้าระบายความโศกจนเผลอร่ำไห้ออกมา ฝ่ายออกหลวงเห็นดังนั้นก็ตรงเข้าไปโอบร่างที่ร้องไห้จนสั่นสะท้าน เขาก้มลงจุมพิตผิวแก้มจูบซับน้ำตาและกอดกระชับเด็กหนุ่มไว้แน่น เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของพญากุมภีล์ไม่มีท่าทีลดลง บุรุษสูงใหญ่จึงอุ้มร่างขาวกระจ่างขึ้นแนบอกและเดินตรงไปยังห้องพระด้านข้าง ปิดบานประตูก่อนวางร่างที่ร่ำไห้ไม่หยุดลงและโอบไว้อย่างถนอม ริมฝีปากประทับจุมพิตปลอบโยนนุ่มนวลอย่างเวทนาเหลือใจ

เมื่อเห็นว่าอารมณ์พรั่งพรูเริ่มสงบบ้างแล้ว ออกหลวงจึงหันไปหยิบร่วมยาที่วางไม่ไกลจากหิ้งพระนัก เขาคลายผ้ารอบต้นขาพญากุมภีล์ออก บรรจงใช้ผ้าฝ้ายชุบน้ำเช็ดเลือดจึงเห็นว่าบาดแผลที่เย็บไว้อย่างดีปริขาดมีเลือดซึม มือใหญ่จึงใช้กรรไกรตัดด้ายเย็บออกและกดบาดแผลไว้เตรียมเย็บให้ใหม่

“เจ็บมากไหม”

“นิดหน่อย”

“อะไรเจ็บกว่าระหว่างแผลต้นขากับแผลที่ใจเพราะต้องหันคมเขี้ยวเข้าหาไกร”

ได้ฟังพญาชาละวันก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ทั้งที่มือช่วยยังไม่วายปากเสียเหมือนเดิม

“หยุดพูดมากเสียที”

บุรุษสูงใหญ่คลี่ยิ้มอย่างสนุก เขาหยิบขวดเงินงดงามบรรจุน้ำฝิ่นออกมาจากในเสื้อและเปิดฝาออก ยังไม่ทันยกขึ้นดื่มเพื่อเตรียมป้อนให้ด้วยริมฝีปาก ชาละวันก็ยื่นมือมาห้ามไว้เสียก่อน

“เจ้าไม่ได้เจ็บไม่ใช่รึออกหลวง จะกินทำไม”

“ก็รู้ว่าเราอยากดูแลป้อนให้ถึงปาก”

“ไม่ต้อง เรากินเองได้”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเมื่อเห็นท่าทางเง้างอนของพญากุมภีล์

“น้ำฝิ่นขมนัก ไม่คิดว่าจูบเราทำให้หวานขึ้นหรืออย่างไรพ่อจระเข้เนรคุณ”

ชาละวันขบเขี้ยวอย่างเคืองแค้น เขาสะบัดหน้าหนีโดยที่ไม่ต่อต้านอีกต่อไป เมื่อมือใหญ่เชยคางให้หันไปรับน้ำฝิ่นด้วยริมฝีปากก็ยินดีรับอย่างเต็มใจ แม้จะตามด้วยแรงรุกรานจากปลายลิ้นดื่มด่ำอีกเนิ่นนานก็หาได้ประท้วงเหมือนเช่นเคย ตัวชาละวันเองก็ไม่แน่ใจว่าความมึนงงที่แล่นซ่านไปทั่วหัวเกิดจากฤทธิ์ของน้ำฝิ่นหรือจากฤทธิ์ปลายลิ้นของออกหลวงกันแน่

เมื่อเห็นท่าทีว่าง่ายน่าเอ็นดู ออกหลวงจึงถอนริมฝีปากออกและทำแผลที่ต้นขาต่อให้โดยดี ใบหน้าเขาระบายรอยยิ้มบางอย่างซึ่งชาละวันสังเกตว่าไม่ใช่รอยยิ้มน่าหมั่นไส้เช่นเคย ออกจะเป็นรอยยิ้มที่ดูสนุกเหลือแสน

“มีอะไรรื่นรมย์ในใจรึออกหลวง”

“ทำไมจึงถามเช่นนั้นล่ะ”

“ก็หน้าเจ้า...บอกตรงๆ ว่าเราไม่ชินเท่าไร”

บุรุษสูงใหญ่ได้ยินก็ขบขัน เขารู้ดีว่ารอยยิ้มนี้ใครเห็นก็ไม่ชิน แต่ในยามที่ราวกับมีดอกไม้ผลิบานขึ้นในใจก็ไม่อาจห้ามใบหน้าให้หยุดคลี่รอยยิ้มออกมาได้ เขาจัดแจงกดแผลที่เย็บเสร็จเรียบร้อยและพันผ้าให้อย่างคล่องแคล่วพลางสบดวงตาไปยังใบหน้าขาวนวลหล่อเหลาเกินมนุษย์ เพียงเห็นก็ราวกับสายฝนเย็นฉ่ำสาดโปรยในใจ

“เรื่องที่ทำให้เรารื่นรมย์เห็นจะเป็น...”

“ออกหลวง ท่านอยู่หรือไม่”

เสียงอาจารย์คงจากนอกห้องพาให้บุรุษสูงใหญ่ต้องหยุดกลางคัน เขาจัดแจงเก็บร่วมยาเรียบร้อยและประคองร่างชาละวันให้ลุกขึ้นยืน

“ไหวไหมพญากุมภีล์”

“อะไรไหว ที่เรายืนหรือที่เราจะต้องกระโดดออกนอกหน้าต่างนั่น”

ชาละวันเอ่ยถามเนื่องว่าคงไม่อาจเผชิญหน้ากับอาจารย์คงในยามนี้ได้ ฝ่ายออกหลวงนึกภาพจระเข้เจ้าตัวเท่าซุงยักษ์คลานหนีออกทางหน้าต่างเรือนดั่งจิ้งจกก็แทบหยุดหัวเราะไม่ทัน เขาโอบร่างชายหนุ่มเบื้องหน้าและกลั้นหัวเราะพลางจุมพิตเส้นผมงาม

ฝ่ายชาละวันเห็นกิริยาดังนั้นก็ยิ่งขมวดคิ้วหงุดหงิด

“ปล่อยได้แล้ว!

“เลื่อมลายวรรณยังไม่ตาย”

เสียงทุ้มกระซิบ

พญากุมภีล์ได้สดับก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก เขายันกายออกมาจ้องใบหน้าไปที่ออกหลวงด้วยดวงตาสีอัมพันพิโรธ ฝ่ายออกหลวงเห็นเช่นนั้นก็หรี่ตาลงคลี่ยิ้มด้วยอารมณ์สนุกซึ่งครั้งนี้ดูน่าเคืองกว่ารอยยิ้มเมื่อครู่มาก

“แกต้องการอะไร”

“เรื่องที่เราต้องการจากเจ้ามีแน่พญากุมภีล์แต่คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องคุยวันนี้ ขอให้รู้ไว้เถิดว่านางอยู่สบายดีมีองครักษ์ของเราดูแลอย่างแน่นหนา”

“ถ้าแตะต้องเมียข้าแม้ปลายเส้นผม ข้าจะฉีกเนื้อเจ้าเป็นชิ้นแน่!

“เมียเจ้า...รวมไกรด้วยไหม”

พญาชาละวันจ้องมองอย่างขัดเคือง เขาสะบัดหน้าหนีและเดินตรงไปทางหน้าต่างแต่กลับถูกแขนใหญ่กระชากเข้าไปในอ้อมกอดอีกครั้ง จุมพิตดื่มด่ำรุนแรงบดประทับราวกับอารมณ์กระหายของออกหลวงได้รับการปลดปล่อย แรงโลมเล้าของปลายลิ้นลึกหนักหน่วงเสียจนแม้จะพยายามขืนกายก็ไม่อาจหนีจากอ้อมแขนแน่นหนักได้ ชาละวันสัมผัสได้ถึงความร้อนลุกชันขึ้นจากร่างของออกหลวงที่เบียดดันอย่างจงใจ จนเมื่ออีกฝ่ายยอมถอนริมฝีปาก ใบหน้าเปี่ยมอารมณ์ของบุรุษเบื้องหน้าก็ทำให้พญากุมภีล์เข้าใจดี

“นี่น่ะเหรอเรื่องที่เจ้าต้องการ ต่ำช้าสิ้นดี!

ออกหลวงพรายยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เหลือประมาณ เขาไม่ได้แก้ตัวในคำกล่าวนี้เพราะสิ่งที่ปรารถนาก็ต่ำช้าเหลือแสนจริงดังว่า

บุรุษกายขาวละเอียดคุกเข่าลงอย่างเชื่องช้าจากความปวดหนึบที่ต้นขา เขาช่วยปลดรัดองค์ของออกหลวงออก ผิวกายแข็งแกร่งลุกชันดั่งอสรพิษเชิดแม่เบี้ยจึงปรากฏแก่สายตา ชาละวันกลืนน้ำลายด้วยความเกรงในอกแต่ก็พยายามใจดีสู้เสือ สองมือยกขึ้นประคองก่อนจะแลบปลายลิ้นออกสัมผัสผิวฉ่ำที่ทอดยอด

“ออกหลวง! ข้าขอรบกวนสักครู่เถิด”

เสียงอาจารย์คงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง ชาละวันสะดุ้งเฮือกและถอนใบหน้าออกมาด้วยความตกใจ ดวงหน้าขาวละเอียดกลับเจือสีแดงอย่างอับอาย เมื่อได้สติจึงรีบลุกขึ้นวิ่งตรงไปกระโดดออกจากหน้าต่างอย่างรวดเร็วพาให้ออกหลวงมองตามอย่างเจ็บใจ

“อีกนิดเดียวแท้ๆ”

บุรุษสูงใหญ่บ่นอย่างเสียดาย เขาจัดเครื่องแต่งตัวให้เรียบร้อยและเดินออกไปรับอาจารย์คงด้วยรอยยิ้มที่หน้าประตูเรือน

“ท่านอาจารย์มีอะไรให้ข้ารับใช้”

“ขออภัยที่รบกวนท่าน แต่ข้าเป็นห่วงไอ้ไกร...”

“ไกรนอนหมดสติอยู่ริมน้ำ ข้าพามาด้วยแล้ว ท่านจะไปดูหน่อยไหม”

ชายหนุ่มเชื้อเชิญโดยไม่ได้บอกความจริงที่พญากุมภีล์อุ้มพาไกรมาส่งให้ถึงเรือน ดวงตามองผ่านพื้นที่กลางเรือนไปยังห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งยังคงปิดประตูเงียบเชียบ เลื่อมลายวรรณยังคงถูกจองจำโดยมีองครักษ์ทั้งสองของเขาเฝ้าอยู่ บัดนี้ละครโศกนาฏกรรมกำลังจะเบิกโรงแล้ว ช่างน่าหฤหรรษ์เสียจนเขาแทบอดรนทนรอดูตอนจบไม่ไหว

หญิงสาวสะโอดสะองอวบอัดที่งามหมดจดบรรจงจิกปลายนิ้วลงเปิบข้าวบนแผ่นใบตอง หล่อนกินอย่างนางพญาสง่างามเสียจนเด็กหนุ่มทั้งสองไม่เป็นอันกินด้วยว่ามัวแต่เผลอตัวจ้องมองไม่วางตา จนเมื่อผ่านไปครึ่งสำรับ หล่อนจึงเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มทั้งสองที่ข้าวบนใบตองในมือยังไม่พร่อง เมื่อได้สบตากับหญิงงาม ทั้งสองก็รีบก้มลงกินต่อแก้เก้อเป็นการใหญ่

“เจ้าสองคนกินข้าวคลุกน้ำพริกปลาต้มในใบตองแผ่นเดียว แต่เหตุใดเชลยศักดิ์อย่างเราได้กินสำรับราวกับชาววัง”

เลื่อมลายวรรณเอ่ยถาม หล่อนคิดว่าจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงเชลยเหมือนดังที่เคยถูกลักตัวไปเมื่อวัยเด็ก นอกจากอดอยากแล้วยังถูกขืนใจ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าความทรงจำที่เกิดแก่ขุนขาณคีรินทร์อีกแล้ว

แสงขยับแว่นตา เขาวางใบตองลงและเตรียมตอบคำถามอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเงยหน้ามองหญิงงามก็สะดุดพูดอึกอักและกระแอมเล็กน้อย

“แฮ่ม...ออกหลวงแจ้งว่าหล่อนมีเชื้อเจ้า ทั้งอาหารการกินหรือกระทั่งชีวิตประจำวันก็ต้องดูแลให้สมเกียรติถึงที่สุด ขออย่างเดียวว่าอย่าออกไปปรากฏกายนอกห้อง”

“นายของเจ้าเป็นคนอย่างไรกันแน่”

สินได้ทีจึงเงยหน้าขึ้นมายิ้มร่ามีส่วนร่วมบ้าง

“ออกหลวงท่านสมกับเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์จ้ะ เป็นผู้มีบุญบารมีและเปี่ยมปัญญา อายุยังไม่มากแต่ฝีมือการรบเป็นเลิศแล้วยังขมังอาคมด้วย พวกหงสาถึงกับไม่กล้าย่ำกรายเข้ามาเมื่อได้ยินว่าออกหลวงขาณคีรินทรเทพคือนายกองคุมทัพนครชุม”

“หล่อนรู้จักออกหลวงมาก่อนหรือ เห็นว่าหล่อนเคยฆ่าทหารของท่านไปถึงสี่นาย”

แสงถามต่ออย่างใคร่รู้

หญิงสาวได้ยินก็คลี่ยิ้ม หล่อนล้างมือในขันน้ำลอยดอกมะลิและเช็ดบนผ้าฝ้ายก่อนจะดื่มน้ำตบท้ายอย่างชื่นใจ ร่างงามขยับถอยไปเอนพิงหมอนสามเหลี่ยมและหยิบพัดขึ้นมาโบกอย่างงามมีจริต สองหนุ่มเห็นก็ถึงกับรีบกินข้าวจนหมดและเก็บสำรับออกไปวางไว้นอกห้องเพื่อกลับมาตั้งใจฟัง

“เมื่อเรายังเด็ก เราคือธิดาในพญากุมภีล์แห่งวงศ์พิษณุโลกที่ถูกวางตัวให้หมั้นหมายไว้กับพญาชาละวันแห่งวงศ์กุมภีล์จากแขวงเมืองพิจิตร เมื่อใกล้ถึงวันหมั้น เราไม่ปรารถนาถูกคลุมถุงชนจึงลอบแปลงกายหนีขึ้นมาบนเมืองมนุษย์แต่กลับถูกทหารสี่คนจับตัวไว้ เราตกใจจึงคืนกายเป็นจระเข้ พวกนั้นจึงขู่ว่าให้กลับเป็นร่างเด็กหญิงเสียไม่อย่างนั้นจะฆ่าทิ้ง หลังจากเรากลายคืนเป็นมนุษย์พวกมันก็...”

หล่อนหยุดกลางทาง แต่สีหน้าเคียดแค้นและไรฟันขบกันอย่างเคืองโกรธก็ทำให้สองหนุ่มพอเดาได้ ทั้งสองหน้าสลดเสียจนเลื่อมลายวรรณเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่วนออกมา

“แหม...ไม่ต้องวิตกเสียปานนั้นหรอกพ่อหนุ่ม สุดท้ายขุนขาณคีรินทร์ก็มาพบเข้า”

“แล้วออกหลวงเลยช่วยเลื่อมลายวรรณไว้ใช่ไหมจ๊ะ”

สินหูตาพราว แต่หญิงสาวกลับส่ายใบหน้า

“ไม่เลย เจ้าคนโฉดนั่นเพียงผ่านมาเห็นว่าทหารในบัญชากำลังขืนใจเราอยู่ มันมองออกแต่แรกว่าเราคือจระเข้จึงไม่ได้ห้ามปรามอย่างใด”

แสงและสินถึงกับหน้าสลดลงอีกครั้ง

“หล่อนก็เลยแค้นเคืองออกหลวงจนถึงทุกวันนี้สินะ”

เลื่อมลายวรรณหยุดคิดนิดหนึ่ง จริงอยู่ว่าหล่อนแค้นที่ออกหลวงไม่ได้ช่วยอะไรหล่อนเลยในวันนั้น แต่ภายหลังเมื่อหล่อนเติบโตและเปี่ยมอาคมจึงย้อนกลับไปหาขุนขาณคีรินทร์ด้วยว่าเป็นเพียงคนเดียวที่หล่อนรู้ชื่อ ชายชั่วคนนั้นก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่จะบอกทั้งชื่อและที่อาศัยของสี่คนนั่นให้หล่อน ยังกำชับด้วยว่าสี่คนนั้นมีลูกเล็ก หากจะฆ่าก็อย่าให้ลูกเห็นเสียแล้วกัน

หญิงสาวไม่ได้คิดจะตอบคำถามต่อ หล่อนเก็บพัดและคลี่รอยยิ้มงามอย่างยั่วยวนจนสองหนุ่มจ้องมองไม่อาจละดวงตาไปได้

“นายเจ้ากำชับให้ดูแลเราเหมือนที่เราได้รับการปรนนิบัติใช่ไหม”

สองหนุ่มพยักหน้า หญิงสาวจึงปลดสไบและคลายเข็มขัดทองคำออก เด็กหนุ่มทั้งสองถึงกับหันหน้าไปทางอื่นด้วยใบหน้าแดงซ่าน

“หล...หล่อนจะทำอะไร!

“ในเมื่อเราลงไปท่าน้ำไม่ได้ พวกเจ้าก็ต้องช่วยเราชำระกายสิ”

“ต...แต่พวกเราเป็นผู้ชายนะจ๊ะเลื่อมลายวรรณ เดี๋ยวฉันตักน้ำขึ้นมาให้แล้วเธอชำระกายเองดีกว่าจ้ะ”

“เราไม่เคยต้องทำเอง กระทั่งแต่งตัวก็ต้องมีนางกำนัลแต่งให้”

“แต่งตัวพวกเราช่วยได้เพราะต้องช่วยแต่งองค์ให้ออกหลวงยามออกราชพิธีอยู่แล้ว แต่หล่อน...”

“มาช่วยเราเดี๋ยวนี้”

หญิงสาวสรุป

สองหนุ่มพี่น้องถึงกับหันหน้ามาสบตากันอย่างตื่นตระหนก

ขันเงินใส่น้ำเย็นลอยดอกมะลิใบใหญ่ถูกวางลงเบื้องหน้าหญิงสาวที่นั่งบนอาสนะ สองหนุ่มมองดูร่างสะโอดสะองโค้งเว้าที่งามเลิศเหนือใดเทียบกำลังปลดเครื่องประดับล้ำค่าออกจนหมด เหลือแค่เพียงผ้าไหมเนื้อดีที่คลุมกายเป็นชั้นสุดท้าย เลื่อมลายวรรณปรายดวงตามองและคลี่ยิ้มอย่างน่าหลงใหล หล่อนอยากรู้นักว่าหากสองหนุ่มได้เห็นเรือนร่างเปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้จะออกลายเหมือนมนุษย์ผู้ชายชั่วทั่วไปหรือไม่ หากไม่...คงสรุปได้ประการเดียวว่าสองหนุ่มนี้คงตกเป็นทาสกามของขุนขาณคีรินทร์หมดสิ้นแล้ว

แสงหันไปมองหน้าสินเพื่อนัดแนะเตรียมพร้อม เขาถอดแว่นตาออกวางไว้ไม่ไกลนักก่อนหยิบผ้าดำออกมาและยื่นผืนหนึ่งให้น้องชาย เลื่อมลายวรรณมองดูอย่างแปลกใจและต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าทั้งสองคนเอาผ้าดำมาผูกตา เมื่อมั่นใจว่าไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างจึงลูบคลำตรงเข้ามาและบรรจงปลดผ้าคลุมกายหญิงสาวออกโดยพยายามไม่สัมผัสผิวนุ่มเนียนแม้เพียงนิด จนเมื่อหล่อนเปลือยเปล่า สองหนุ่มจึงหยิบผ้าชุบน้ำกลิ่นอบมะลิมาเช็ดผิวกายให้โดยไม่สัมผัสผิวกายเช่นเดิม สร้างความประหลาดใจให้นางจระเข้อย่างมาก

“ต...ตรงนั้น หมายถึงผิวกายเร้นลับของสตรี หล่อนจะช่วยชำระเสียเองได้ไหม”

แสงซึ่งปกติสงบนิ่งเสมอถึงกับเสียงสั่น เขายื่นผ้าชุบน้ำให้และหญิงสาวก็รับไปแต่โดยดี

เลื่อมลายวรรณได้เห็นเช่นนี้ก็หงุดหงิดเหลือใจ นี่มันไม่เหมือนที่หล่อนคาดแม้แต่น้อย เมื่อชำระกายหมดสิ้นและสองหนุ่มพยายามคลำหาผ้ามาช่วยแต่งกาย มืองามก็วาดไปจับมือของทั้งสองหนุ่มเข้ามาประทับลงบนทรวงอกเปลือยเปล่าอวบอิ่มนุ่มนวลดั่งไข่ปอก ร่างเด็กหนุ่มทั้งสองถึงกับแข็งเกร็งไม่แม้แต่จะขยับกาย

“หล...หล่อนปล่อยมือข้าเถิด”

แสงเสียงสั่นเครือ เขาพยายามดึงมืออกแต่สู้แรงนางจระเข้เจ้าไม่ได้แม้แต่น้อย ฝ่ายสินถึงกับร่ำไห้โฮดั่งเด็กน้อยจนน้ำตาไหลซึมออกมานอกผ้า มือสั่นราวกับหวาดกลัวว่าไม่อาจจะระงับอารมณ์ได้ หญิงสาวเห็นดังนั้นก็ยิ่งตกตะลึงอีกเป็นคำรบสอง หล่อนผ่อนลมหายใจและยินยอมปล่อยมือเด็กหนุ่มพร้อมกับจัดแจงแต่งกายด้วยตนเองเพียงลวกๆ จนเสร็จจึงบัญชาให้เปิดผ้าผูกตาได้

สองหนุ่มนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าจัดแจงเก็บข้าวของแล้วกลับมานั่งคุกเข่าอย่างเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยหรือจ้องมองใบหน้างามที่ทอดดวงตามา

“พวกเจ้าสองคนมีเมียหรือยัง”

“ม...ไม่มีจ้ะ”

“พี่เจ้าล่ะ”

“พี่แสงก็ไม่มีเหมือนกัน”

“พวกเจ้าเล่นชู้อยู่กับขุนขาณคีรินทร์อย่างนั้นหรอกหรือ”

สองหนุ่มถึงกับเงยหน้าขึ้นส่ายหัวไหวๆ และปฏิเสธในทันที

“อ้าว หรือพวกเจ้าพี่น้องเล่นชู้กันเอง”

“ไม่ใช่จ้ะ! พวกเรามารับใช้ออกหลวงตั้งแต่เด็ก อยู่แต่กับกองทหารไม่เคยมีโอกาสได้ไปรู้จักนางที่ไหนเลย เวลามีอารมณ์กลัดมันก็แค่ปลดปล่อยด้วยมือตัวเอง”

“พูดมากไปแล้วสิน!

พี่ชายหันมาเตือนด้วยว่าแค่นี้ก็อายเกินทนแล้ว

“พวกเจ้าพูดหยอกเราเล่นใช่ไหม กองทหารมีพวกนางบำเรอไปขายตัวถึงในค่ายออกบ่อยไป”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ออกหลวงบอกว่านางพวกนั้นไม่สมฐานะกับเรา ปล่อยให้ทหารเลวสมสู่ไปดีกว่า อย่างพวกเราต้องมีเมียที่งามและปรนนิบัติเป็นอย่างดี ไม่ใช่นางริมทางที่ขายตัวแลกเงิน”

เลื่อมลายวรรณได้ยินก็ยิ่งแปลกใจ เรื่องของสองหนุ่มคู่นี้ดูจะสนุกกว่าที่หล่อนคิดไว้โขเชียว

“พวกเจ้าถูกขุนขาณคีรินทร์หลอกเอากระมัง คงกลัวพวกเจ้าเป็นชู้กับเมียนายน่ะสิ ไม่ก็เก็บพวกเจ้าไว้รอวันกินเสียเอง บุรุษผู้นั้นพิสมัยหนุ่มพรหมจรรย์อยู่ด้วย”

“อ๋อ...ไม่ใช่หรอกจ้ะ ออกหลวงท่านมียอดปรารถนาในใจอยู่แล้วก็คือ...”

แสงรีบกระโดดเข้ามาอุดปากน้องชายไว้ได้อย่างทันท่วงที เวลาเดียวกับที่ออกหลวงเปิดบานประตูเข้ามาเห็นสององครักษ์กอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่จึงเพียงปรายตามองอย่างผู้เป็นนาย เด็กหนุ่มทั้งสองก็รู้งานรีบกระโดดแยกกันนั่งคุกเข่าทำความเคารพหลังตรงเป๊ะ

“ท่าทางสุขสบายดีนี่เมียเอกของชาละวัน”

ออกหลวงเปรยทัก ฝ่ายหญิงสาวยังคงนั่งกรีดพัดด้วยดวงตานางพญาเช่นเดิมโดยมิได้ทักตอบแต่อย่างใด บุรุษสูงใหญ่จึงปรายดวงตามองไปยังองครักษ์ทั้งสองที่ยังคงนั่งคุกเข่าอย่างสง่างาม เห็นดังนั้นก็เผยรอยยิ้มมุมปากขึ้นอย่างสนุก

“จัดการนางไปหรือยังล่ะแสง สิน”

สองหนุ่มเงยหน้าขึ้นส่ายหัวและโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“ม...มิบังอาจหรอกขอรับออกหลวง”

“เราไม่ได้สั่งห้ามพวกเจ้าจัดการนาง แค่บอกว่าให้ดูแลดีๆ เท่านั้น”

เลื่อมลายวรรณที่นั่งฟังอยู่เริ่มเคือง หล่อนหุบพัดและตบลงบนอาสนะอย่างแรงจนสองหนุ่มสะดุ้งเฮือก

“มากไปแล้วนะขุนขาณคีรินทร์! ต่ำช้าเช่นนี้ยังมีหน้ามาเชิดคอผยองเยี่ยงนักรบได้อีกหรือ!

“เรายังต่ำช้าได้ยิ่งกว่านี้อีกเพราะกำลังจะมาแจ้งข่าวว่าท้าวรำไพสิ้นบุญแล้ว ด้วยฝีมือลูกศิษย์ของหมอจระเข้ที่เจ้าจะไปลอบสังหาร”

นางจระเข้ถึงกับหน้าสลด แม้หล่อนจะยังพยายามปรับสีหน้าให้งามนิ่งเช่นเดิมแต่ดวงตาที่ฉ่ำขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าข่าวร้ายนี้ส่งผลต่อหล่อนอย่างมาก ได้เห็นดังนั้นออกหลวงก็เพลินใจเหลือเกิน

“แล้วภัสดาของเรา...”

“ยังรอดอยู่ แต่หากอาจารย์คงกับศิษย์ร่วมมือกัน อย่าว่าแต่ภัสดาเจ้าเลย วงศ์กุมภีล์แห่งลุ่มน้ำพิจิตรเห็นทีคงสิ้นชื่อกันทั้งถ้ำทอง จะห่วงก็แต่เมียอีกสองของชาละวันที่...คงได้ตกเป็นเมียหมอจระเข้กันหมด”

ออกหลวงจงใจเย้ย เลื่อมลายวรรณเองก็ระลึกถึงข้อนั้นดี หากหมอจระเข้ปรานีก็คงจับวิมาลาและตะเภาทองไปทำเมียเพราะอย่างไรเสียสองนางนั้นก็งามเลิศหาใดเปรียบ แต่เกรงว่านางทั้งสองจะขัดขืนเนื่องว่าไม่ปรารถนาให้ชายอื่นได้สัมผัสกาย หากเป็นเช่นนั้น...

เลื่อมลายวรรณจ้องดวงตาตรงไปยังออกหลวงแต่เมื่อไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะเผยไพ่ใดก่อน หล่อนจึงจำยอมวิงวอนอย่างจำนน

“เจ้าต้องการอะไรขุนขาณคีรินทร์”

“เราไม่ต้องการอะไรจากเจ้า แต่เรารู้ว่าเจ้ากำลังต้องการอะไรจากเรา”

หญิงสาวขบฟังอย่างเคืองแค้น หล่อนเงียบอยู่นานจนในที่สุดจึงตัดสินใจเอ่ยโดยไม่อาจเงยใบหน้าขึ้นมาสบตาให้ละอายได้

“ช่วย...ช่วยวิมาลากับตะเภาทองด้วย”

ใบหน้าออกหลวงราวกับมารร้ายเมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มเผยเขี้ยวขาวน่าสะพรึงกลัวเสียจนแสงกับสินเองก็ขนลุกซู่

“ได้สิ ดังนั้นเราจะปล่อยตัวเจ้ากลับไปถ้ำทอง เจ้าจงบอกให้สองนางนั่นมาเป็นเมียขององครักษ์เราเสีย แล้วเรารับปากจะช่วยให้พวกหล่อนพ้นจากการตกเป็นเมียหมอจระเข้ที่สังหารชาละวัน และแน่นอนว่าพวกหล่อนจะไม่ฆ่าตัวตาย”

สองหนุ่มที่ฟังอยู่ถึงกับหันควับไปมองออกหลวงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายไม่ได้ล้อเล่นจึงหันไปมองทางเลื่อมลายวรรณเสียแทน

หญิงสาวถึงกับใบหน้าซีดสลด

“ถึงเจ้าจะบอกอย่างนั้นแต่ตอนนี้ภัสดาเรายังไม่ตาย จะให้เมียนอกใจผัว...”

“เจ้าเองจะมาเป็นเมียเราเสียก็ได้หากรับปากจะไม่ขย้ำเรากลางดึก เรายินดีเลี้ยงดูหญิงที่ฉลาดและงามเลิศอย่างเจ้าอยู่แล้ว”

เลื่อมลายวรรณได้ยินก็ขบเขี้ยวเคืองใจ

“สามานย์เกินไปแล้วขุนขาณคีรินทร์!

“ได้คำตอบเมื่อใดก็จงแจ้งเรา เรารอได้ แต่ดูเหมือนหมอจระเข้คงรอไม่ได้”

บุรุษสูงใหญ่พรายยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม สององครักษ์เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับขนลุกวาบด้วยว่านายของเขาจะผุดรอยยิ้มเช่นนี้ในยามบั่นคอศัตรูเท่านั้น ทั้งสองโน้มศีรษะลาออกหลวงที่เดินจากไปและหันกลับมามองใบหน้างามของเลื่อมลายวรรณอย่างเป็นห่วง

“เลื่อมลายวรรณทำตามที่ออกหลวงท่านว่าเถอะจ้ะ คือ...ข้ารู้ว่าผัวพวกนางยังไม่ตาย ข้ารับปากว่าจะไม่แตะต้องพวกนางจนกว่าจะตกพุ่มม่าย”

สินเสนอด้วยความห่วงอย่างจริงใจ ฝ่ายแสงยังคงนิ่งเงียบไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

เลื่อมลายวรรณหลับตาลงอย่างกลัดกลุ้ม หล่อนไม่ปรารถนาจะให้เมียทั้งสองที่หล่อนเอ็นดูต้องตกเป็นเมียหมอจระเข้ที่ฆ่าภัสดาหล่อนแน่ แต่โอกาสที่ชาละวันจะเอาชนะหมอจระเข้สองคนกับขุนขาณคีรินทร์ได้มีริบหรี่เหลือเกิน

แสงได้เห็นท่าทางหวาดวิตกของนางจระเข้ดังนั้นก็อดรนทนไม่ได้ เขาขยับกายเข้าไปใกล้ กระชับแว่นตาละลายความกระอักกระอ่วนก่อนตัดสินใจเอ่ยปาก

“หล่อนอย่ากลับไปเลย คือ...ถ้ากลับไปพาเมียทั้งสองมาหล่อนคงรู้สึกผิดต่อชาละวัน ดังนั้นหล่อนอยู่ที่นี่จนกว่าจะเสร็จศึกเสียก็ได้ ข้าจะ...เอ่อ...จะดูแลหล่อนเอง”

ใบหน้าแสงแดงจัด เขาเขินอายเสียจนต้องลุกหนีออกจากห้องไปเสียก่อน ฝ่ายน้องชายที่เพิ่งเคยเห็นพี่ผู้ไม่เคยแสดงความเขินอายให้เห็นถึงกับอ้าปากค้าง เขาหันกลับมามองใบหน้างามอีกครั้งด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

“เลื่อมลายวรรณจ๊ะ ข้าคิดว่าพี่แสงคงจะชอบเจ้าเข้าแล้วล่ะ”

“ไม่ต้องวิตกไปหรอก เดี๋ยวเราคืนกายเป็นจระเข้ให้พี่เจ้าเห็น พวกเจ้าก็คงวิ่งป่าราบ”

“ถ้าเราไม่วิ่ง เลื่อมลายวรรณจะมาเป็นเมียข้ากับพี่แสงไหมจ๊ะ”

หญิงสาวถึงกับหันมามองอย่างประหลาดใจ ฝ่ายเด็กหนุ่มก็เขินอายจนไม่รู้จะเก็บหน้าไว้ที่ไหน เขาอยากจะวิ่งหนีออกไปนอกห้องแต่ก็จำเป็นต้องอยู่เฝ้าเพราะพี่ชายออกไปเสียแล้ว คิดดังนั้นจึงนั่งหันหน้าเข้าข้างฝาและนิ่งเงียบเพื่อสงบอารมณ์

เลื่อมลายวรรณเห็นสองพี่น้องเป็นดังนั้นก็นึกขบขันในใจ นึกไม่ถึงว่ายังมีมนุษย์ผู้ชายที่น่ารักราวกับเด็กสาวตัวน้อยเช่นนี้อยู่ด้วย แม้จะยังไม่รู้เช่นเห็นชาติกันดีแต่อย่างน้อยสองคนนี้คงได้รับการสั่งสอนการปฏิบัติต่อสตรีมาเป็นอย่างดีแน่ หากทั้งสองคนบอกว่าต้องมารับใช้ขุนขาณคีรินทร์ตั้งแต่เด็กก็แสดงว่าคนสอนสั่งคือจอมขมังอาคมจองหองผู้นั้นน่ะสิ

มีแค่เรื่องนี้ที่หล่อนไม่ค่อยอยากจะยอมรับ แต่คิดว่าหากถึงตาจนจริงๆ หล่อนอาจจะต้องหันมาพึ่งขุนขาณคีรินทร์แม้ว่าจะเหม็นหน้าเหลือแสนก็ตาม

พญากุมภีล์นอนทอดดวงตามองเพดานท่ามกลางความมืดอย่างครุ่นคิด ซ้ายขวาของเขามีวิมาลาและตะเภาทองที่เฝ้าปรนนิบัติมาตั้งแต่หัวค่ำหลับสนิทอยู่ แม้เขาจะสมสู่กับเมียทั้งสองเป็นการดีแต่น่าแปลกที่ไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาได้ มีบางอย่างในกายขาดหายไปจนทำให้อารมณ์ไม่ล้นปรี่ถึงที่สุด คิดดังนั้นจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบและดิ่งตรงไปยังสถานที่ที่หัวใจปรารถนา ชาละวันคืนกายเป็นจระเข้ยักษ์ว่ายดิ่งขึ้นเหนือน้ำไปยังศาลาริมน้ำที่เขาและไกรเคยได้อยู่ด้วยกัน เคยร่วมแรงพิศวาสกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็ร้อนเสียจนแทบรอไม่ได้

ร่างชายหนุ่มขาวสว่างในอาภรณ์สูงค่าสีเหลือบฟ้าเขียวประดับเครื่องกะไหล่ทองมากมายย่างไปตามบันไดที่ทอดตัวจากท้องน้ำขึ้นไปยังศาลาไม้ กลิ่นควันเทียนทำให้รู้ว่ามีคนนอนอยู่บนศาลาเป็นแน่ แม้ดวงประทีปจะดับไปแล้วแต่เขาจำบริเวณที่พักนอนได้เป็นอย่างดี ดวงตาสีอัมพันทอดมองไปเห็นเงาร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนยกพื้น เป็นร่างของเด็กหนุ่มที่เขาปรารถนาจะพบเป็นแน่ คนที่เขาทั้งรักทั้งแค้นเหลือใจและหมายจะประมือเพื่อล้างอายในศึกสุดท้าย

พญากุมภีล์เดินตรงไปอย่างเงียบเชียบ เขาทรุดเข่าลงนั่งและยื่นมือไปหวังจะได้สัมผัสริมฝีปากที่เคยได้จุมพิต แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัส มือใหญ่กลับปิดปากเขาแน่นจากด้านหลัง แขนทรงพลังกระชากร่างจนตัวลอยเข้าไปในอ้อมกอด กลิ่นกายจากเครื่องหอมชั้นสูงและเสียงขบขันเย้ยเยาะทุ้มต่ำบอกได้ทันทีว่าเงามืดเบื้องหลังคือใคร

“คิดจะมาเล่นงานศัตรูยามหลับแบบนี้ไม่ขี้ขลาดไปหรือ พญากุมภีล์”

ชายหนุ่มในอ้อมกอดกระแทกศอกเข้าไปเต็มท้องซึ่งยังคงมีผ้าพันบาดแผลไฟลวกอยู่และได้ผล ออกหลวงถึงกับปล่อยมือเซไปนั่งลงพิงเสาด้วยความปวด

“เราไม่คิดใช้วิธีขี้ขลาด!

“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นมาหาเพราะว่าพิศวาสอย่างนั้นหรือ นอกจากเนรคุณต่อท้าวรำไพแล้ว เจ้ายังคิดจะมาเล่นรักกับไกรทองทั้งที่กลิ่นเมียทั้งสองฟุ้งไปทั้งตัวอย่างนั้นรึไง”

ชาละวันตกใจถึงกับสูดดมกลิ่นกายตัวเองแต่ก็ไม่อาจรู้สึกได้ เขาพาซื่อรีบจัดแจงเปลื้องอาภรณ์จนเปลือยเปล่าและหันไปทางท่าน้ำหวังจะชำระล้างกลิ่นเมียออกเสียให้หมด แต่ยังไม่ทันได้เดินไป เด็กหนุ่มที่นอนนิ่งจนถึงเมื่อครู่กลับลุกพรวดขึ้นมาคว้าแขนและกระชากร่างขาวสว่างให้ลงมานั่งในอ้อมกอดพลางประทับริมฝีปากจุมพิตนุ่มนวล

“ก...ไกร”

“เอ็งมาฆ่าข้าหรืออย่างไร ชาละวัน”

เด็กหนุ่มเสียงอ่อย แม้ถามเช่นนั้นแต่เขาก็ยังคงนั่งโอบร่างขาวกระจ่างไว้แน่น อีกฝ่ายก็โอบกอดเด็กหนุ่มไว้ด้วยเช่นกัน

“เราคงไม่อาจปล่อยให้คนที่สังหารท่านปู่มีชีวิตต่อไปได้”

บุรุษขาวกระจ่างเอ่ยกระซิบด้วยดวงหน้าสลด ฝ่ายไกรทองได้ยินก็พยักหน้าอย่างจำนน เขาคิดทบทวนดูหลายครั้งและเห็นว่าศึกนี้ยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งทรมานใจกันทุกฝ่าย คิดดังนั้นจึงหาข้อสรุปออกมาอย่างแสนสัตย์ซื่อต่อหัวใจ

“อาจจะผิดต่ออาจารย์ที่ข้ารักเสมือนพ่อ แต่เอ็งฆ่าข้าเสียเถอะ”

“ไกร!

ชาละวันเอ่ยอุทาน แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงส่งสายตาราวกับลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง

“ข้ารักเอ็งเกินกว่าจะทนเห็นเอ็งตายไปต่อหน้าได้ เพียงแต่...ขอให้ข้าได้รักเอ็งเป็นครั้งสุดท้าย”

เด็กหนุ่มกระซิบวอนขอด้วยน้ำตาอาบแก้ม ฝ่ายชาละวันเองได้ฟังก็ห้ามน้ำตาตนเองไม่ได้เช่นกัน เขาประทับริมฝีปากจุมพิตไกรทองด้วยความรักอย่างลึกล้ำ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของเด็กหนุ่มและลูบไล้สัมผัสอย่างปรารถนา พญากุมภีล์โน้มร่างที่เพิ่งฟื้นจากนิทราลงให้นอนอย่างถนอม วาดใบหน้าขาวลงขบกัดยอดอกประโลมเล้าฝากรอยจูบประพรมผิวกายก่อนลากมือไล้สัมผัสความร้อนของไกรซึ่งบัดนี้ลุกชันจากเพลิงราคะ

“อา...เป็นเมียข้าเถอะนะชาละวัน”

เด็กหนุ่มที่นอนเบื้องล่างวอนขอ

พญาชาละวันได้ยินดังนั้นก็หวังจะเอาใจ โชคดีเพียงใดที่ไม่มีแสงจากดวงประทีปส่องสว่างภายในศาลา มีเพียงแสงจันทร์กระทบผิวน้ำภายนอกเท่านั้นแต่ก็ไม่สว่างมากพอที่จะทำให้ใครได้เห็นสีหน้าเปี่ยมอารมณ์และเขินอายของเขาได้ ชายหนุ่มที่คร่อมเหนือร่างวาดมือขาวละเอียดกระตุ้นเร้าผิวกายที่แข็งแกร่งเปียกชุ่มของตนก่อนจะผ่านมือเอื้อมไปด้านหลังเพื่อบดปลายนิ้วเปิดทาง ความนุ่มนวลของผิวกายจากฤทธิ์กลิ่นพิศวาสที่ยังค้างคาพาให้อารมณ์ของพญากุมภีล์กระเจิดกระเจิงแม้เพียงรุกรานจากปลายนิ้วของตนเอง เขาไม่อยากเชื่อว่ายาพิษร้ายของออกหลวงช่างทรงอาณุภาพเนื่องว่าเขาสามารถผ่านลึกเข้าไปในกายได้โดยไร้ซึ่งความเจ็บปวด เมื่อเห็นว่าผลิบานเพียงพอแล้ว บุรุษขาวกระจ่างจึงบดร่างลงรับความร้อนระอุของเด็กหนุ่มที่เขารักเหลือใจ สัมผัสลื่นไหลและความร้อนแข็งที่ผ่านเข้ามาราวกับเติมเต็มบทรักที่ขาดตอนจากอ้อมอกเมียเมื่อครู่

“ข้า...ข้ารู้สึกดีมาก เอ็งเจ็บหรือเปล่า”

ไกรทองถามเสียงกระเส่าด้วยความเป็นห่วง

มีเพียงเสียงครวญจากพญากุมภีล์เป็นคำตอบ บุรุษที่คร่อมเหนือร่างบดผิวกายลงได้ลึกที่สุดอย่างง่ายดาย เขาขยับเร้าจังหวะลื่นไหลก่อนโน้มกายลงจุมพิตเด็กหนุ่มที่เปี่ยมอารมณ์เช่นกัน พลันมือใหญ่ที่ปรากฏจากความมืดก็วาดมาจากเบื้องหลังโอบรัดผิวกายร้อนแข็งของพญาชาละวันซึ่งบัดนี้ไร้ผู้ปรนนิบัติ

“ฤทธิ์กลิ่นพิศวาสของเรายังไม่หมดหรือไร ผิวกายเจ้าจึงผลิดอกตูมเปิดรับชายชาตรีได้ง่ายดายถึงเพียงนี้”

ออกหลวงกระซิบ เขาจุมพิตซอกคอขาวและเด็ดดึงยอดอกจนชาละวันครางด้วยความซ่านเสียว ใบหน้างามเหนือมนุษย์ที่มีเพียงแสงรำไรจากดวงจันทร์ทอดผ่านชวนให้ไกรทองหลงใหลไม่อาจห้ามใจได้ เขาวาดมือมาประสานกับมือใหญ่ของออกหลวงช่วยเร่งร้าผิวกายให้ชาละวัน เมื่อเห็นดังนั้นออกหลวงจึงยอมปล่อยมือออกให้เป็นหน้าที่ของเด็กหนุ่มแทน

“พี่ขาล ไม่ทำด้วยกันเหรอ”

“เอาเถิดไกร”

“แล้วข้าต้องทำอย่างไร”

เด็กหนุ่มเจือความไม่มั่นใจในน้ำเสียงเมื่อไม่มีครูดีช่วยนำทาง ออกหลวงสดับดังนั้นก็ระบายยิ้มที่มุมปากอย่างเอ็นดูใจ

“อย่างนั้นถูกต้องแล้ว โอบรัดแน่นหนักแต่ดึงรั้งนุ่มนวล เร่งจังหวะให้เร้าอารมณ์เพื่อรีดเร้นน้ำรักจากพญากุมภีล์เสียให้เหือดแห้ง”

“เจ้าพูดมากไปแล้วออกหลวง! เราจะรักกับไกรไม่ต้องให้มีเจ้าช่วยสอน! ไปเสียให้พ้นดีกว่า!

ชาละวันไล่ เขาจะโอ้โลมไกรทีไรเป็นต้องมีไอ้บ้านี่ร่วมวงด้วยทุกครั้ง...แม้ผลลัพธ์จะออกมาดีก็เถอะ

“มันจะไม่อิ่มเอมสิพญากุมภีล์ ดอกไม้งามของเจ้ายังคงผลิบานราวกับดอกบัวที่ลืมหุบด้วยฤทธิ์กลิ่นพิศวาสของเรา ดังนั้นเห็นทีเพียงแค่ไกรอาจจะไม่เพียงพอต่อการเริงรสสวาทของเจ้าเสียกระมัง”

ชายหนุ่มอุดปากพญาชาละวันไว้อีกครั้งและบังคับให้สูดกลิ่นจากฝาของกระปุกเงินที่บรรจุน้ำฝิ่นอีกครา ความมึนงงแล่นปลาบจนในครั้งแรกร่างขาวกระจ่างถึงกับอ่อนยวบลงไปอยู่ในอ้อมกอดของออกหลวงที่ตระหง่านอยู่เบื้องหลัง จนเมื่อรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วของออกหลวงบดแทรกเข้ามาในกายอย่างง่ายดายเวลาเดียวกับที่เด็กหนุ่มยังคงรุกราน พญาชาละวันก็อับอายเสียจนต้องโน้มกายลงไปกอดไกรทองแน่น

“อย่านะออกหลวง!

“บอกแล้วว่าเจ้ายังไม่อิ่มเอม”

“เจ้าคนขี้ขลาด ฮ...ฮ้า...”

เสียงครวญจากพญาชาละวันเจือความเจ็บปวดและซ่านอารมณ์กระตุ้นราคะร้อนในกายของไกรทอง เขาโอบร่างขาวละเอียดไว้และประทับริมฝีปากอย่างรักใคร่ดื่มด่ำ เมื่อรู้สึกได้ว่าความร้อนแข็งของออกหลวงแทรกผ่านเข้ามาเสียดสีด้วยกันในกายอุ่นร้อน เด็กหนุ่มที่เป็นฝ่ายรุกรานก็สะท้านไปทั่วอกราวกับถูกดีดให้ลอยถึงสวรรค์

“พี่ขาล...มันดีมากเลย ฮ้า...แต่ชาละวันมันจะเจ็บ...”

“ไม่เจ็บดอก ยามนี้พญากุมภีล์ได้เปิดบานประตูรับเราทั้งสองอย่างเต็มใจ ผิวกายอ่อนนุ่มที่รัดรึงอยู่เป็นหลักฐานชั้นดี”

พญากุมภีล์โอบกอดเด็กหนุ่มไว้แน่น เขาวอนขอริมฝีปากซึ่งไกรทองก็จัดให้ไม่ขาดตลอดเวลาที่ถูกรุกรานจากบุรุษทั้งสอง แม้อึดอัดเหลือแสนแต่สัมผัสเสียดสีกลับหวานซ่านจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ปลายลิ้นปรารถนาความร้อนที่แลบเลียสัมผัสเขี้ยวเพชร เช่นเดียวกับสะโพกไหวพลิ้วส่ายรับความแข็งแกร่งเท่าทวีที่รุกรานโดยไม่อาจห้ามได้

“อา...ไกร! ไกร! เราอยากเข้าไปในตัวเจ้า”

ชาละวันวอนขอ

เด็กหนุ่มก็รับทราบอย่างยินดี เขาถอนกายออกมาและรับความร้อนของพญาชาละวันที่แม้จะปวดแสบในหนแรกแต่ก็เคยชินและลื่นไหลได้ไม่ยากนัก

พญากุมภีล์กำลังจมดิ่งในกระแสสวาทที่ร้อนแรงเกินห้ามได้ เขาเร่งจังหวะรุกรานเด็กหนุ่มที่แสนปรารถนาเบื้องหน้าไปพร้อมกับรับความร้อนแข็งเติมเต็มจากออกหลวงเบื้องหลัง สิ่งที่เมียทั้งสองไม่อาจเติมเต็มให้เข้าได้คงเป็นเช่นนี้เอง

“เรา...ข้างในได้ไหม”

“เอาสิเอ็ง ปล่อยมาเลยสิ”

ชาละวันวอนขอซึ่งเด็กหนุ่มก็อนุญาตให้ดังหวัง พญากุมภีล์รีดเร้นอารมณ์ซึ่งถูกแรงบดเบียดเบื้องหลังกระแทกดันจนสายน้ำนมหลั่งรินภายในผิวกายสีน้ำผึ้งเข้ม แรงบีบรัดซ่านเสียวเสียจนชายหนุ่มบิดเกร็งและสาดเทน้ำรักให้จนหมดสิ้น แต่พลันบุรุษเบื้องหลังกลับกระชากร่างพญากุมภีล์เข้ามาในอ้อมแขน มือหนึ่งอุดปากของใบหน้าขาวกระจ่างแน่น อีกมือจัดแจงวาดเรียวขาขาวให้แยกออกกว้างเผยภาพอสรพิษหลามไหลรุกรานภายในอย่างน่าเสน่หา

“พี่ขาล ข้ายังไม่เสร็จเลยนะพี่”

“เจ้าควรไปถึงสวรรค์ในร่างของพญากุมภีล์ด้วย มาสิไกร เข้ามาทำรักร่วมกับเรา”

เด็กหนุ่มขนลุกชันไปทั้งตัวด้วยจริตราคะแล่นซ่าน เขาตรงเข้าไปแทรกกายเพิ่มทวีเสียดสีร่วมกับอสรพิษของออกหลวงอย่างง่ายดาย เมื่อฝ่ามือใหญ่ปล่อยริมฝีปากชาละวันเป็นอิสระแล้วเด็กหนุ่มจึงโลมปลายลิ้นปลุกอารมณ์พร้อมกับเร่งเร้าจังหวะหนักหน่วง

พญากุมภีล์แทบขาดใจ แรงเสียดสีจากความร้อนจากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลั่งอิ่มเอมจนจุกล้นถึงลำคอ ยิ่งเมื่อได้รับจุมพิตจากเด็กหนุ่มเบื้องหน้าและแรงตอดรัดที่ลำคอจากบุรุษเบื้องหลัง อารมณ์ของชาละวันจึงพุ่งแรงขึ้นอีก สายน้ำพวยพุ่งล้นทะลักเป็นครั้งสองทั้งที่ยามกอดเมียทั้งสองไปเมื่อครู่ไม่อาจทำให้เขาปลดปล่อยน้ำรักได้แม้แต่หยดเดียว ไกรทองเองก็เช่นกัน เมื่อความอุ่นจากธารรักของชาละวัดสาดกระเด็นขึ้นแผ่นอกสีน้ำผึ้งเข้มเขาก็อิ่มสวาทสาดซัดความร้อนของตนในกายผู้เป็นที่รักจนเมื่อหมดสิ้น ทั้งสองล้มกายลงนอนกอดกันด้วยอารมณ์ซ่านสวาทสิ้นแรง

“ข้ารักเอ็ง ชาละวัน”

ไกรทองกระซิบ ฝ่ายที่สดับก็คลี่ยิ้มอย่างสุขใจ

“เราก็รักเจ้า ไกร”

เด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งได้ยินก็ถึงกับเขินอาย เขายิ่งกอดร่างขาวกระจ่างกระชับแน่นและซึมซับสัมผัสทุกอย่างที่ได้รับจากพญาชาละวันแสนงาม จนเมื่อลมหายใจหอบระรัวเริ่มกลับเป็นปกติ ไกรทองก็พิจารณาครุ่นคิดพักหนึ่งจึงค่อยเอ่ยกระซิบ

“ข้าอยากให้อะไรเอ็งสักอย่าง แต่ข้าไม่มีอะไรที่มีราคาค่างวดหรอกนะ”

ไกรทองถอดตะกรุดที่ห้อยคออยู่ออกมาสวมให้ชาละวันด้วยความรัก อีกฝ่ายก็ถึงกับใบหน้าเขินอายจนต้องแอบพรายยิ้ม

“ตะกรุดนั่นช่วยเสริมอาคมหนังเหนียว อาจจะไม่ดีเท่าเขี้ยวเพชรของเอ็งแต่ข้าก็...”

“ขอบใจมากไกร มันมีค่ากับเรามาก”

พญากุมภีล์เอ่ยด้วยเสียงสั่น เขาบรรจงถอดแหวนทองหัวจระเข้ออกวงหนึ่งและสวมนิ้วให้เด็กหนุ่มด้วยเช่นกัน

“แหวนทองนี้จะแทนใจเรา มันเป็นแหวนที่เราได้รับในวันที่สืบทอดถ้ำทองต่อจากบิดา ซึ่งบิดาเรารับต่อมาจากท้าวรำไพ...”

พูดถึงตรงนี้พญากุมภีล์ก็ถึงกับยิ้มไม่ออก ความรู้สึกผิดแล่นซ่านไปทั่วอกจนเกือบกลั้นน้ำตาไม่ได้ เขาวาดแขนไปกอดร่างเด็กหนุ่มไว้แน่นราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หมดลง แต่เมื่อพระจันทร์ตกพระอาทิตย์ก็ต้องขึ้น เดือนมืดครั้งหน้าจะมาถึงในอีกไม่กี่วันซึ่งเขาวางแผนจะบำเพ็ญศีลเก็บตัวอยู่ในถ้ำเพื่อฟื้นพลัง หากพบกันครั้งหน้าจะต้องล้างอายให้ท้าวรำไพผู้เป็นปู่ให้ได้

“เรารักเจ้าเหลือเกินไกร แต่ก็ไม่อาจอภัยให้ได้”

“อืม ข้ารู้ ข้าก็รักเอ็ง”

ไกรทองตอบรับ เขาโอบใบหน้างามเข้ามารับจุมพิตดื่มด่ำเนิ่นนานอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยันกายลุกขึ้นและนุ่งผ้าเสร็จสรรพ

“ข้าจะไปนอนกับอาจารย์ ไม่ได้ไปส่งเอ็งที่หัวบันไดนะ”

“เราต้องสู้กันจริงๆ เหรอไกร หากคิดจะตายอยู่แล้วก็เพียงแค่มาอยู่กับเราเสียในถ้ำทองไม่ได้หรือ อาจารย์เจ้าก็จะไม่ต้องเสียชื่อเพราะคิดว่าเจ้าคงสู้จนตัวตาย”

ชาละวันวอนขออีกครั้ง ฝ่ายไกรทองที่รักชายหนุ่มเหลือที่จะเอ่ยถึงกับหัวใจพองโตด้วยความหวัง เขารีบหันกลับไปเพื่อตอบตกลงข้อเสนอนี้อย่างยินดี

“วงศ์จระเข้ทั่วลุ่มน้ำแถบนี้คงได้สาปส่งเจ้าแน่ชาละวัน รับเอาหมอจระเข้ที่สังหารท้าวรำไพผู้เป็นปู่แท้ๆ ไปเป็นเมีย...บางทีอาจจะเป็นผัวด้วย”

ออกหลวงเปรยแทรกขึ้นมาพาให้ทั้งสองต้องสลดลงและตัดใจในที่สุด ฝ่ายชาละวันก็ได้แต่นึกแค้นในใจว่าหากบุรุษสูงใหญ่ไม่ทัก ไกรอาจจะตอบตกลงมาอยู่กับเขาแล้ว

ยังไม่ทันได้ต่อรองครั้งใหม่ ไกรทองก็วิ่งตรงออกไปยังเรือนรับรองที่อาจารย์คงพำนักอยู่ พญาชาละวันถึงกับนั่งคอตกท่ามกลางความมืดสลัวอย่างเงียบเชียบ เขารู้สึกในอกเบาโหวงราวกับไม่มีหัวใจอยู่ภายใน ไม่ใช่เสียใจและไม่ใช่ความทุกข์แต่เป็นความมึนงงซึ่งอยากจะกล่าวโทษกลิ่นพิศวาสร้ายกาจของออกหลวงที่เป็นเหตุให้ในหัวเขาไม่อาจคิดอ่านสิ่งใดได้อย่างปลอดโปร่งเช่นนี้

“ยังไม่กลับถ้ำทองหรือพญากุมภีล์ หรืออยากให้เรากอดปลอบใจอีกสักยก”

“เจ้ายังไม่เสร็จสมอีกหรือไง!

“ยัง เราไม่ปลดเปลื้องอารมณ์ในกายเจ้าหากไม่ได้รับอนุญาต คนอย่างเราไม่จำเป็นต้องขืนใจใครให้ได้มาเป็นเมีย”

ชาละวันหันควับมามองด้วยคิ้วขมวดมุ่นขุ่นเคือง

“เจ้ามีข้อแม้ไร้สาระมากมายจริงนะออกหลวง สำหรับเราไม่ได้สนใจน้ำรักของเจ้าหรอกนะ แค่บังอาจแทรกกายเข้ามาโดยเราไม่ได้เต็มใจมันก็เรียกขืนใจแล้ว!

“แต่หากไม่มีเราด้วยเจ้าจะไม่อิ่มเอม...”

ใบหน้าจระเข้หนุ่มฝาดแดงขึ้นอีกครา

“หุบปากไปเลยออกหลวง! แล้วก็เลิกมอมยาเราเสียที ถึงมันจะช่วยให้ผิวกายเราอ่อนนุ่มจนไม่เจ็บปวดที่ถูกรุกราน แต่หากเป็นความเจ็บที่เกิดจากไกร เราก็ยินดีรับไว้อย่างเต็มใจ”

“ก็เมื่อกี้เพราะเป็นความเจ็บจากอสรพิษของเราอย่างไรจึงได้ต้องมีตัวช่วย”

พญากุมภีล์ตบฉาดไปที่แก้มของออกหลวงอย่างขัดเคือง อีกฝ่ายก็ยินดีรับฝ่ามือโดยไม่ปัดป้อง

“อย่าลิงโลดไปเจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ! ที่เราอนุญาตให้เจ้าร่วมรักกับเราได้ก็เพราะนึกขอบใจที่เจ้าสอนสั่งไกรจนเป็นงาน”

“ไม่ใช่ว่าอนุญาตเพราะลีลาของเราก็ช่วยให้เจ้าซ่านเสียวด้วยหรอกหรือ”

“อยากโดนตบอีกรึไง!

“จะตบเราอีกกี่ครั้งก็ได้ ขอให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่มาตบเราให้ได้ก็แล้วกันพญาชาละวัน”

พญากุมภีล์จ้องใบหน้าออกหลวงผ่านความมืดด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง เขาไม่อยากจะโต้ตอบเพราะรู้เต็มอกว่าอาจจะไม่รอดชีวิตหลังศึกนี้ก็เป็นได้ บุรุษกายขาวละเอียดหยิบเสื้อผ้าและเดินตรงไปทางท่าน้ำโดยไม่กล่าวอะไรอีก ผิวกายกระจ่างสะท้อนแสงจันทร์เห็นแนวกล้ามเนื้องามโดดเด่นจนออกหลวงไม่อาจละสายตาไปได้ เพียงพริบตาร่างชายหนุ่มก็คืนกายเป็นจระเข้ว่ายหายลับไปในท้องน้ำ

สวัสดีค่า ^_^

            เพิ่งกลับจากอังกฤษค่ะ ตอนไปอยู่ที่นู่นปีนึงก็เข้าใจว่าตอนกลับต้องมีช่วงปรับเวลาอยู่หลายวันหน่อย แต่นึกไม่ถึงว่าไปแค่อาทิตย์เดียวกลับมาก็เจ็ตแล็กเหมือนกันค่ะ เครื่องลงคืนวันอาทิตย์แล้วต้องไปทำงานเช้าวันจันทร์เลย ผลปรากฏว่าพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องค่ะ นั่งหลับคาโต๊ะทำงานไม่รู้ตัวเลยทีเดียว วันนี้เลยต้องหยุดนอนพัก 1 วันเพราะพรุ่งนี้ต้องไปเป็นวิทยากรอีกแล้วค่ะ (เสียดายวัยหยุดจริงๆ)

            ตอนนี้ยาวววววว...ค่ะ แรกเริ่มเขียนก็สิบหน้าตามปกติแต่เติมนิดเติมหน่อยไอ้ตรงบทอัศจรรย์นี่ล่ะค่ะ หุหุ...ใครรับ 3P ไม่ได้สงสัยอ่านแล้วคงนอนไม่หลับทั้งคืน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะประเด็นคือชาละวันกับไกรต้องหันมาสู้กันแล้วค่ะ! ออกหลวงแกก็ยุไปเรื่อย ได้โล่ตัวโกงดีเด่นของปีนี้ไปเรียบร้อย ฝ่ายเลื่อมลายวรรณที่ทำให้สองหนุ่มหลงรักจะเอายังไงต่อไปดี เกิดมาเป็นคนงามพร้อมก็มีเรื่องกลุ้มใจเหมือนกันนะคะ

            ตอนหน้าการชำระแค้นของคนกับจระเข้อาจจะทำให้ต้องเสียน้ำตากันบ้าง (หลังจากเสียเลือดมาพอสมควร) ไกรทอง yaoi มีแผนพิมพ์เป็นเล่มๆ แบบกระดาษนะคะ อยู่ระหว่างสอบถามท่านนักวาดภาพประกอบค่ะ ท่านนักอ่านท่านใดหมายตาจะอุดหนุนโปรดรีบเก็บเงินหยอดกระปุกรอค่ะ พบกันตอนหน้าค่า

Comment

Comment:

Tweet

#3 By (125.27.187.11|125.27.187.11) on 2015-06-18 15:14

ออกหลวงนี่อยู่ฝ่ายส่งเสริมสนับสนุนเสียจริงๆเลยนะคะ แหม่...จะคู่ไหนก็ขาดพี่แกไม่ได้ซะงั้น 555555

#1 By blackwings (110.168.231.157|110.168.231.157) on 2015-05-13 00:49