ร่างของไกรทองนอนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนเตียง อาจารย์คงที่ทรุดกายนั่งเคียงข้างได้แต่มองใบหน้าของศิษย์รักอย่างห่วงหาเหลือล้น ดั่งจะเศร้าก็ไม่เศร้า ดั่งจะเวทนาก็ไม่เวทนา คงเป็นความรักที่บิดามีต่อบุตรซึ่งแม้จะชื่นชมที่ไกรได้สู้จนสุดใจแล้วแต่อีกใจหนึ่งก็นึกโกรธตัวเองที่ส่งลูกไปเจ็บเจียนตายเช่นนี้

ออกหลวงเปิดบานประตูเรือนเข้ามาพร้อมดวงประทีปในมือ เขามองผ่านความมืดในห้องและเห็นว่าอาจารย์คงยังนั่งมองไกรอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับแม้แต่น้อย ตั้งแต่ตะวันยังตรงหัวจนกระทั่งบัดนี้มีแต่ฟ้ามืดเบื้องบนก็ยังคงไม่ขยับไปไหน กระทั่งสำรับอาหารที่จัดมาให้ก็ไม่มีวี่แววถูกแตะต้อง

“กินอะไรเสียหน่อยเถิดท่านอาจารย์”

ไม่มีปฏิกิริยาใดจากร่างเบื้องหน้า

ออกหลวงจ้องมองร่างของเด็กหนุ่มที่มีรอยช้ำเป็นแนวรอบคอก็นึกสงสาร เขาไม่ได้บอกความจริงกับอาจารย์คงไปว่าพญากุมภีล์ชาละวันคือผู้อุ้มพาเด็กหนุ่มขึ้นมาส่งให้เขาถึงเรือน หาใช่เด็กหนุ่มนอนสิ้นสติอยู่ริมน้ำอย่างที่เขาบอกกับอาจารย์ไป ในเวลานั้น เขาไม่อาจบอกได้ว่าจะเวทนาใครมากกว่ากันระหว่างไกรทองซึ่งมีบาดแผลเต็มตัวกับชาละวันซึ่งยังคงมีสายน้ำตาร่วงไม่หยุดแม้ว่าดวงหน้าจะราวกับไร้วิญญาณก็ตาม

ออกหลวงรับร่างของเด็กหนุ่มมาจากอ้อมกอดของชาละวัน เขาจัดแจงเดินตรงไปวางร่างของไกรลงที่เตียง สำรวจดูก็เห็นว่ายังหายใจจึงนึกโล่งอก เมื่อหันกลับไปมองหาพญากุมภีล์ที่ยังสั่นเทิ้มก็พบว่าทั้งร่างมีรอยเลือดและเศษเนื้อกระเด็นติด เขานึกสนุกคาดเดาในใจว่าไกรทองอาจจะระเบิดร่างนางตะเภาทองทิ้งเสียด้วยความหึงหวงจึงอดปากไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

“บอกเราสักนิดได้ไหมว่าเลือดเนื้อบนกายเจ้าเป็นของใคร”

พญาชาละวันถึงกับสะดุ้งเฮือก ใบหน้าราวกับไร้วิญญาณเมื่อครู่ยิ่งซีดสลดหนักขึ้นกว่าเดิม สองตามีสายน้ำเอ่อและร่วงลงโดยไร้แม้แต่เสียงโศกสะอื้น

“ท้าวรำไพ...”