ออกหลวงมองดูเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งที่เคยเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญบัดนี้กลับราวกับเปลือกถั่วไร้วิญญาณ เขามองดูสำรับอาหารที่ไร้การแตะต้องตั้งแต่เช้า จนบัดนี้ในมือเขาถือสำรับกลางวันแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าเด็กหนุ่มจะขยับกายออกไปไหน

ไกรทองมองออกนอกหน้าต่างเรือนไปทางกลุ่มต้นบุนนาคที่สูงเสียดบังชายคลองและศาลาริมน้ำซึ่งเคยเป็นสถานที่พลอดรักระหว่างเขากับชาละวัน บัดนี้ความรักของเขากลายเป็นควันไปเสียแล้ว ถูกบดบังด้วยความเกลียดชังเช่นเดียวกับต้นบุนนาคหนาทึบเบื้องหน้า

“ไกร กินอะไรเสียหน่อยเถอะ”

ไม่มีเสียงตอบจากร่างเบื้องหน้า สักพักเสียงฝีเท้าดิ่งตรงจากใต้เรือนก็ใกล้เข้ามาจนออกหลวงต้องวางสำรับในมือลง เขาเปิดบานประตูไม้ออกจังหวะเดียวกับที่องครักษ์หนุ่มผู้น้องกำลังจะเอื้อมมือเปิดพอดี ท่าทางตื่นตระหนกไม่แปลกตาชายหนุ่มเท่าใดเนื่องว่าสินเองก็ขี้ตื่นเป็นทุนอยู่แล้ว

“อ...ออกหลวงขอรับ”

“อะไร”

เด็กหนุ่มที่หอบตัวโยนพยายามชี้มือไปทางตัวหมู่บ้านซึ่งบุรุษสูงใหญ่ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี

“ตกลงมีอะไร”

“เมื่อครู่ชาวบ้านมาแจ้งว่าที่ตลาดและลานวัดมีจระเข้เต็มไปหมด”

“ชาละวันอย่างนั้นหรือ”

ออกหลวงขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม แต่สินส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ไม่มีจระเข้เจ้าขอรับ เป็นเพียงจระเข้ลิ่วล้อธรรมดา แต่จระเข้ที่ไม่เคยทำร้ายคนบนฝั่งตอนนี้กลับขึ้นฝั่งมายั้วเยี้ยเต็มไปหมด กัดคนจนเจ็บตายไปก็มาก ทุกคนเลยคิดว่าพวกมันอาจจะได้รับคำสั่งจากชาละวันให้ขึ้นมาแก้แค้นก็ได้”

“ไม่มีทาง! ชาละวันมันไม่ทำตัวเยี่ยงเดรัจฉานแน่!

ไกรทองหันควับมาแก้ต่างให