เสียงเด็กชายวิ่งเล่นและสาดน้ำใส่กันบริเวณลานกว้างริมท่าน้ำของหมู่บ้านดงเศรษฐี แขวงเมืองพิจิตร ท่ามกลางแสงแดดจัดที่แผดแรงของเดือนเจ็ดซึ่งเป็นเดือนประจำปีใหม่ไท พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเรือนเศรษฐีคำบัดนี้ได้กลายเป็นสำนักหมอปราบจระเข้ที่ดูแลโดยศิษย์เอกของอาจารย์คงนามว่าไกรทอง หลังจากปราบชาละวันสำเร็จและสามารถนำนางตะเภาทองบุตรสาวของเศรษฐีคำกลับมาได้ ไกรทองก็ได้รับสมบัติครึ่งหนึ่งและได้นางตะเภาแก้วกับนางตะเภาทองเป็นเมีย พร้อมกับนางวิมาลาซึ่งตกพุ่มม่ายหลังการจากไปของภัสดา

ทว่าเด็กหนุ่มขอยกนางตะเภาทองและนางวิมาลาให้เป็นเมียของสินและแสง องครักษ์ทั้งสองของออกหลวงขาณคีรินทรเทพ ถือเป็นค่าทำขวัญที่ไม่อาจส่งออกหลวงคืนแก่ทัพนครชุมได้ ในภายหลังสินและแสงจึงกลับไปรับราชการต่อที่นครชุมแต่ทัพนครชุมที่ไร้ออกหลวงขาณคีรินทรเทพก็ไม่อาจต้านทัพหงสาได้ ทั้งคู่จึงย้ายไปยังเมืองชากังราวซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำปิงและได้เลื่อนเป็นออกขุนเมื่อประกอบคุณงามความดีในฐานะผู้ช่วยบูรณะพุทธศาสนสถานในชากังราว

“อาจารย์ไกร! มีคนมาหาจากชากังราวจ้ะ!

เด็กชายตะโกนจากริมน้ำ

ไกรทองเดินออกจากเรือนตรงไปทางท่าน้ำ เขายิ้มแย้มต้อนรับแขกสำคัญที่แวะมาเยี่ยมในช่วงเวลานี้ทุกปี แสงและสินเดินขึ้นจากเรืออย่างระวัง เขายื่นมือไปรับนางวิมาลาและตะเภาทองให้ขึ้นมา ก่อนจะยื่นมือไปรับเด็กชายวัยราวสามขวบขึ้นมาอุ้ม

“เดินทางมาเสียเหนื่อยเลยนะออกขุน”

ไกรทองทัก พี่น้องทั้งสองก็หัวเราะร่วน

“เรียกสินกับแสงอย่างเดิมเถอะพ่อไกร ผ่านไปห้าปีพ่อไกรยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ข้ากับเจ้าสินสิดูแก่ไปเยอะเลย”

นางวิมาลาและตะเภาทองตรงเข้ามาประณตมือไหว้ไกรทองด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ในท้องของวิมาลากำลังตั้งครรภ์ลูกของแสง ส่วนนางตะเภาทองก็จูงเด็กหนุ่มวัยสามขวบลูกชายของสินเข้ามา

“สวัสดีลุงไกรสิจ๊ะ”

เด็กน้อยยิ้มอย่างน่ารักและยกมือไหว้ตามที่มารดาบอก ไกรทองเห็นก็อุ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดู

“เจ้าวันหลานลุงโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”

เด็กน้อยหัวเราะอย่างดีใจเป็นคำตอบ

ไกรทองทราบจากนางตะเภาทองซึ่งตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “วัน” เพื่อระลึกถึงความรู้สึกผิดต่ออดีตภัสดาที่ยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้ เป็นความรู้สึกผิดเนื่องมาแต่หล่อนรับปากกับสินว่าจะยอมเป็นเมียแม้ว่าพญาชาละวันยังไม่สิ้นเมื่อครั้งนั้น จึงนำนามวันจากชาละวันมาตั้งเป็นชื่อลูก

“จริงสิตะเภาทอง เอ็งไปไหว้พ่อแม่ไหม เศรษฐีคำกับคุณนายทองมาแกรออยู่เรือนใหญ่แน่ะ พาเจ้าวันไปด้วยสิ”

หญิงสาวคลี่ยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ

“ฉันฝากเจ้าวันไว้ที่พี่ไกรสักประเดี๋ยวเถอะจ้ะ ปีก่อนพ่อแม่แกยังโกรธไม่หายที่ฉันท้องก่อนออกเรือนจนไม่ยอมให้พบหน้า ปีนี้ฉันจะลองไปไหว้ดูก่อน ถ้าให้พบก็จะมาพาเจ้าวันไปด้วย”

สินและแสงกับเมียทั้งสองจึงจัดแจงเดินตรงไปทางเรือนใหญ่ ฝ่ายไกรทองซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นก็อุ้มหลานเดินตรงไปยังเรือนพัก ระหว่างทางเด็กน้อยสองคนที่วิ่งเล่นอยู่บนเรือนก็กำลังจะสวนลงบันไดมา เห็นดังนั้นจึงรีบเรียกไว้เสียก่อน

“อย่าเพิ่งไป ไม่เห็นรึว่าวันมาเยี่ยม”

เด็กทั้งสองหูตาพราวและเงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยในอ้อมแขน เห็นดังนั้นไกรทองจึงวางวันลง ทั้งสามก็ยิ้มดีใจและหัวเราะกันคิกคัก

“วันจำพี่ได้ไหม พี่ชลไง”

เด็กชายวัยราวห้าขวบยิ้มทัก เด็กน้อยก็พยักหน้า

“แล้วพี่ล่ะจำได้ไหม พี่คีรีเอง”

อีกฝ่ายก็ยังคงพยักหน้ายิ้มแป้น

ยังไม่ทันได้พาเข้าเรือน เสียงนางตะเภาทองก็ทักขึ้นมาจากด้านล่าง หล่อนเดินขึ้นเรือนมาและแจ้งข่าวดีว่าเศรษฐีคำและคุณนายทองมาอภัยให้แล้วจึงจะพาหลานไปพบ

“ขอบใจที่ดูเจ้าวันให้นะจ๊ะพี่ เดี๋ยวให้เจ้าวันไปไหว้ตากับยายแล้วฉันจะตามไปจุดธูปไหว้ท้าวรำไพกับพี่หญิงเลื่อมลายวรรณที่ริมน้ำนะจ๊ะ อ้อ...ให้อาจารย์คงด้วย”

หญิงสาวเอ่ย ไกรทองก็พยักหน้ารับทราบ

เป็นเวลาห้าปีแล้วหลังจากเสร็จศึกปราบจระเข้เจ้าซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไกรทองได้รับชื่อเสียงในฐานะหมอจระเข้ที่เหนือกว่าอาจารย์คง แต่เขาก็ต้องรำลึกถึงความตายของบุคคลมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งอาจารย์คง ท้าวรำไพ และนางเลื่อมลายวรรณที่ไม่อาจเก็บเถ้ากระดูกขึ้นมาได้จากใต้ท้องน้ำ เขาและอีกหลายคนจึงต้องจุดธูปไหว้เพื่อขอขมาดวงวิญญาณมาอย่างต่อเนื่องทุกปี บาดแผลจากปลายดาบของชาละวันเจ็บขึ้นทุกคราที่นึกถึง กระทั่งกลิ่นธูปจากห้องพระในบ้านก็ทำให้เขาใจคอไม่ดีเสมอ

“ไหนๆ เอ็งก็ขึ้นมาแล้ว ให้เจ้าวันเข้าไปไหว้พี่ขาลกับชาละวันหน่อยไหม ห้องพระเดินเข้าไปตรงนี้เอง”

หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มสุภาพ หล่อนอุ้มวันขึ้นแนบอกและเดินตรงเข้าไปยังห้องพระ ส่วนชลกับคีรีก็เดินตามเข้าไปด้วย

“อาจารย์จะเข้าไปไหมจ๊ะ”

ชลซึ่งดูยิ้มแย้มสุภาพกว่าเอ่ยถาม ส่วนคีรีที่ไม่ค่อยแสดงสีหน้าแม้เงยขึ้นมองแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร

“เอาธูปเทียนให้น้าตะเภาทองเสียด้วย แล้วก็ไปช่วยเตรียมเครื่องไหว้ด้วยล่ะเจ้าสองทโมน”

ไกรทองตอบ ชลและคีรีก็พยักหน้ารับทราบ

ไกรมองดูเด็กทั้งสองอย่างเมตตา เด็กชายสองคนนี้คือลูกแฝดที่เกิดแต่นางตะเภาทองกับชาละวัน คนหนึ่งมีเส้นผมสีอ่อนและผิวขาวงามเหมือนกับบิดาจึงให้ชื่อว่า “ชล” ส่วนอีกคนมีเส้นผมดำขลับและผิวสีน้ำผึ้งดั่งทองทาเหมือนมารดา ความที่หล่อนรับปากไว้แล้วว่าจะยกเด็กสองคนนี้ให้เป็นลูกของออกหลวงจึงไม่อาจรับมาเลี้ยงในฐานะมารดาได้ หล่อนจึงให้เด็กทั้งสองอาศัยอยู่ที่พิจิตรดังเดิม ส่วนหล่อนก็ตามไปปรนนิบัติภัสดาที่นครชุมก่อนจะย้ายไปชากังราว ลูกคนที่สองจึงให้ชื่อตามออกหลวงว่า “คีรี”

ชลกับคีรีวิ่งไปดักหน้านางตะเภาทอง เห็นดังนั้นหล่อนจึงวางวันลงปล่อยให้พี่ชายทั้งสองจูงวิ่งตรงไปทางห้องพระ บานประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับหัวใจของหล่อนที่ลั่นระรัว

“คีรีเอาธูปเทียนให้น้าตะเภาทองด้วยนะ”

ชลหันมาบอก

“อยู่ตรงไหน”

“คงอยู่ใกล้ๆ เครื่องไหว้ล่ะมั้ง”

คีรีพยักหน้ารับทราบ เขาตรงเข้าไปในห้องและมองหาธูปเทียนแต่ก็ไม่เจอจึงหันไปทางบุรุษซึ่งนั่งทอดดวงตาออกไปยังท้องน้ำนอกหน้าต่าง

“พ่อขาลเห็นธูปเทียนบ้างไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยเอ่ยถาม

บุรุษสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมงามกระชับผ้าคลุมหัวไหล่ เขาปรายดวงตาข้างขวามองและเห็นว่ามีธูปเทียนมัดใหญ่อยู่ไม่ไกลจึงพยักใบหน้าเป็นคำตอบ ใบหน้าหล่อเหลายังคงคมเข้มน่าเกรงขาม ยิ่งมีแผ่นหนังปิดรอบดวงตาข้างซ้ายยิ่งทำให้ดูน่ากริ่งเกรง แขนซ้ายขาดไปถึงเหนือศอกเช่นเดียวกับขาซ้ายซึ่งตั้งแต่ใต้เข่าลงไปมีแท่งไม้มะเกลือสีดำขลับเงางามต่อลงเป็นเครื่องช่วยเดิน บุรุษสูงใหญ่วาดมือขวาลงไปหยิบและยื่นให้คีรี เด็กหนุ่มก็ยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้ม

“พ่อขาลจ๊ะ น้าตะเภาทองมาหา พาวันมาด้วย”

คีรีแจ้ง ชลซึ่งเดินจูงมือน้องเข้ามาก็พาไปไหว้ออกหลวง เมื่อได้เห็นเด็กน้อยยิ้มแย้มก็พาให้หัวใจพองโต

“น่ารักเสียจริงวัน โตเร็วเหมือนกันนะ”

ออกหลวงเอ่ย เขาอุ้มหลานขึ้นมาแนบอกอย่างคล่องแคล่วแม้จะเหลือเพียงแขนข้างเดียว จนเมื่อนางตะเภาทองเข้ามาพบจึงคลานเข่าเข้ามาและประณตมือไหว้

“คุณหลวงยังสบายดีเหมือนเดิมนะเจ้าคะ”

“ก็ตามอัตภาพ หล่อนไปหาเศรษฐีคำมาหรือยัง”

หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น

“เจ้าค่ะ เดี๋ยวจะพาวันไปไหว้พ่อ วิมาลาเองก็ตั้งครรภ์แล้วเหมือนกัน”

ท่าทางเปี่ยมสุขของหญิงสาวทำให้ออกหลวงโล่งใจ เขาบอกให้คีรีส่งธูปเทียนให้หญิงสาว นางตะเภาทองก็รับมาและคลานไปทางโต๊ะหมู่บูชาสวยงาม หล่อนไหว้พระพุทธรูปอย่างนบนอบก่อนหันไปทางพานทองเหลืองที่มีแหวนทองหัวจระเข้วางอยู่บนผ้าไหมงาม แหวนวงนี้สืบทอดจากท้าวรำไพมาถึงชาละวันและมอบต่อให้ไกรเป็นเครื่องหมายแทนความรัก

“ถ้าเจ้าพี่ชาละวันได้เกิดใหม่ ก็ขอให้เกิดมาเป็นลูกฉันหรือวิมาลานะเจ้าคะ”

ตะเภาทองเอ่ยด้วยน้ำตา หล่อนรีบปักธูปและกราบลงก่อนขอตัวจากไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะไม่อาจสะกดกิริยาฟูมฟายไม่งามต่อไปได้

ออกหลวงกระชับผ้าคลุมไหล่สีเลื่อมฟ้าเขียวงดงามที่เขาได้รับมาจากพญากุมภีล์ เขาตัดสินใจไม่กลับไปคุมทัพนครชุมโดยอ้างกับทางการว่าบัดนี้ไร้ซึ่งแขนขาและดวงตาข้างซ้าย คงไม่อาจนำทัพต่อกรกับหงสาเหมือนเดิมได้ แต่ความที่ปราบชาละวันสำเร็จกอปรกับมีสายเลือดพระญาติของพระธรรมราชาลิไทแห่งวงศ์สุโขทัย ออกหลวงจึงได้เลื่อนเป็นคุณหลวงขาณคีรินทรบดี ผู้สำเร็จราชการแขวงเมืองพิจิตร แม้มีคฤหาสน์ใหญ่โตสมแก่ฐานะปลูกอยู่กลางแขวงเมืองแต่เขามักจะแวะมาพำนักยังสำนักหมอจระเข้แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งจนผู้คนเล่าลือว่าการศึกปราบชาละวันเมื่อห้าปีก่อนยังติดตรึงในจิตจนคุณหลวงต้องแวะเวียนมารำลึกถึงอยู่เป็นประจำ

ความร้อนอบอ้าวของเดือนเจ็ดบรรเทาลงเมื่อมีสายลมเย็นพัดยอดไม้เกิดเป็นเสียงไหวไพเราะ เสียงกบเขียดแผดคอเบาลงกว่าเมื่อครั้งหน้าน้ำแต่หรีดหริ่งเรไรกลับยังคงร้องระงมอยู่เช่นเดิม เดือนเพ็ญกระจ่างฟ้าสาดแสงนวลส่องไปทั่วท้องน้ำที่บัดนี้เรียบนิ่งไร้ซึ่งแนวคลื่นจากหางปลาที่คอยผุดพรายมาทักทายอยู่เป็นนิจ แต่ความเงียบกลับถูกทำลายเป็นครั้งคราวเมื่อฝูงค้างค้าวบินว่อนดั่งลมพายุสีรัตติแหวกม่านฟ้าเพื่อไปหาผลไม้กัดกิน

“ลมเย็นหอบมาแบบนี้เดี๋ยวฝนค