เสียงเพลง Yesterday ของเดอบีเทิลส์ดังคลออากาศเย็นสบายภายในบาร์กาแฟสไตล์อิตาเลียนที่สงบเงียบกลางนิวยอร์ค แม้บรรยากาศรอบตัวชวนให้ผ่อนคลายแต่ในมุมหนึ่งของร้านกลับมืดมนราวกับมีเมฆฝนปกคลุมอยู่โดยรอบ ชาร์ลีนั่งกุมถ้วยอเมริกาโนร้อนในมือด้วยดวงตาเหม่อลอย เขาคิดเรื่องการกลับไปคืนดีกับมิเกโลเมื่อวันก่อนจนนอนหลับไม่ลง แม้โทนี่จะเสนอให้รอดูท่าทีไปก่อนเพราะมิเกโลอาจจะกลับไปคืนดีกับภรรยาก็ได้ แต่ในใจลึกๆ เขาอยากจะกลับไปอยู่กับมิเกโลเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

“ขอเอสเพรซโซ่ 2 ช็อต”

เสียงทุ้มสอดจริตเชิดหยิ่งคุ้นหูดังขึ้นไม่ไกลจากเก้าอี้นั่งเท่าใดนัก ชาร์ลีหันไปมองเจ้าของเสียงและเห็นรอยยิ้มมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ของจิโน่ตามคาด

“อรุณสวัสดิ์การีโน่”

ชายหนุ่มในเสื้อนอกเบลซเซอร์กีตอนสีพีเจี้ยนเกรย์ (pigeon grey สีเทานกพิราบ) โทนซอฟท์พาสเทลหรูหราแฝงความลำลองคลี่ยิ้มเปี่ยมเสน่ห์แต่เด็กหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะกระดิกคิ้วตอบ ชาร์ลีหันกลับไปก้มมองถ้วยอเมริกาโนร้อนในมือที่เริ่มเย็นลงทุกขณะอีกครา

ท่าทางไม่สดชื่นของชาร์ลีทำให้ชายหนุ่มไม่สบายใจนัก เขาจัดแจงยกถ้วยเอสเพรซโซ่มานั่งฝั่งตรงข้ามและเอื้อมมือที่ประดับนาฬิกาพาเนไรลูมินอร์สายหนังไปกุมมือเด็กหนุ่มไว้แน่น

“มีอะไรไม่สบายใจเล่าให้ผมฟังได้นะครับ”

จิโน่เอ่ยด้วยเสียงเท่ ฝ่ายชาร์ลีก็เงยหน้ากลุ้มใจขึ้นมาสบมองนิดหนึ่งก่อนวาดดวงตาลงมองนาฬิกาข้อมือของชายหนุ่ม มองเบลซเซอร์ แล้วก็มองหน้าจิโน่อีกครั้ง

“คุณมันหล่อจนน่าหมั่นไส้จริงๆ จิโน่ ชีวิตนี้คุณคงได้ทุกอย่างที่คุณอยากได้สินะ เบลซเซอร์กีตอนพีเจี้นเกรย์เอย นาฬิกาพาเนไรเอย แล้วยังมีสูทกีตอนอีกเป็นคอลเลกชั่นที่ห้อง”

“ฮ่าๆๆๆ อะไรกันการีโน่ นั่นคำชมใช่มั้ย”

“ไม่ใช่คำชม!

“ถึงผมมีของที่คุณอยากได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมมีของที่ผมอยากได้นี่นา”

“คุณอยากได้อะไร”

“หัวใจคุณน่ะสิ”

จิโน่ยักคิ้วหลิ่วตาน่าเอ็นดูตามประสาหนุ่มอิตาเลียนจนความหมั่นไส้ของชาร์ลีเมื่อครู่หดหาย เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มขบขันออกมาเบาๆ จนต้องรีบยกถ้วยอเมริกาโน่ซึ่งเริ่มเย็นชืดขึ้นมาจิบแก้เก้อ ท่าทางผ่อนคลายลงของชาร์ลีช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นจนเอนหลังพิงพนักและผ่อนลมหายใจโล่งอก แต่เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ก็กลับกระเด้งตังมาตั้งหน้าคุยต่อ

“จริงสิ ทำไมวันนี้ร้านปิดล่ะการีโน่ เมื่อกี้ผมว่าจะไปอุดหนุนเสียหน่อย ปิดวันอาทิตย์เดี๋ยวก็เจ๊งหรอก”

จิโน่เอ่ยถามพร้อมกับยกถ้วยเอสเพรซโซ่ขึ้นจิบ ท่าทางไม่ได้ระมัดระวังของเขาทำให้ชาร์ลีขมวดคิ้วจ้องตรงมาเขม็งราวกับพร้อมจะเอื้อมมือไปปกป้องเบลซเซอร์ของกีตอนได้ทุกเมื่อหากกาแฟแม้แต่หยดเดียวตกลงไปเปื้อนเสื้อสีอ่อน

“ดื่มระวังหน่อยสิครับจิโน่!

“คุณห่วงเบลซเซอร์มากกว่าผมอีกแล้วนะ”

“ก็แน่ล่ะสิ ใครจะไปห่วงคุณกัน”

จิโน่ถึงกับหันหนีไปทางอื่นด้วยใบหน้าเง้างอนพอเป็นพิธี

“เอ่อ...เอาเถอะ ตกลงยังไม่ได้ตอบผมเลยนะว่าทำไมวันนี้ร้านปิด มิเกโลกลัวผมมาจีบคุณเลยสั่งให้ปิดร้านหนีรึไง”

เด็กหนุ่มอมยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับลูกค้าขาประจำที่เอาเงินมาให้แม้จะไม่ใช่เจตนาดีก็ตาม

“เปล่าครับ ร้านปิดวันอาทิตย์ที่สองของเดือนเพราะเป็น วันทำกาเนเล่ น่ะครับ”

“กา...เนเล่?

ชาร์ลีพยักหน้า เขาเห็นท่าทางมึนงงของจิโน่ก็คลี่ยิ้มขึ้นมา

“ใช่ครับ กาเนเล่ เดอ บอร์กโด (canelé de Bordeaux) ถ้าคุณอยากรู้ว่าเป็นยังไงผมพาไปดูมั้ยครับ วันนี้ผมขอหยุดเพราะสติสตังไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว โทนี่เลยไม่มีคนช่วยแพ็คขนม แต่ตอนนี้ดีขึ้นหน่อยแล้วเลยว่าจะกลับไปช่วยหน่อย”

“นี่ถึงกับปิดร้านวันนึงเพื่อทำขนมเลยเหรอ ลงทุนไปรึเปล่า”

“กาเนเล่ของโทนี่ทำส่งขายร้านอื่นด้วย รายได้ดีกว่ายอดขายชาทั้งวันอีกนะครับ”

ชายหนุ่มรู้สึกทึ่งจนเผลอพยักหน้า แต่เมื่อคิดดูดีๆ อีกครั้ง...ไอ้ร้านชาที่ร้างเหมือนป่าช้านั่นจะมียอดขายวันละสักเท่าไรกันเชียว มิน่าถึงต้องทำขนมขายไปด้วย แต่นั่นก็ยังไม่น่าแปลกใจเท่าการที่คนโหดดิบเถื่อนอย่างโทนี่ทำขนมเป็นเนี่ยสิ

“ไม่เอาล่ะการีโน่ ผมอยากนั่งคุยกับคุณมากกว่า”

“แต่ผมไม่มีเรื่องอะไรคุยกับคุณนี่”

จิโน่แสร้งทำหน้างอนตามจริตหนุ่มอิตาเลียนเหมือนเคยแต่สักพักก็หันมาล่อลวงต่อด้วยรอยยิ้มและหางตาตกๆ ทรงเสน่ห์

“แล้วอย่างเรื่องสูทสีพีเจี้ยนเกรย์สำหรับคอลเลกชั่นฤดูร้อนของกีตอนปีหน้าล่ะครับ ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมปีหน้าถึงเลือกสีพีเจี้ยนเกรย์แทนที่จะเป็นสีนิมบัส (nimbus เมฆฝน) ตามเทรนด์ผู้ชายปีหน้า”

คราวนี้ชาร์ลีถึงกับหูตาพราว เรื่องจะคืนดีหรือไม่คืนดีกับมิเกโลหายไปราวกับฟ้าใสหลังฝน บทสนทนาที่เกือบจะจบเมื่อครู่กลับต่อเนื่องยาวนานจนกาแฟอเมริกาโนในมือแทบจะเย็นชืดกลายเป็นโอเลี้ยงไปในที่สุด

โทนี่บรรจงเคาะขนมสีน้ำตาลเข้มขนาดประมาณผลไข่ไก่ออกจากพิมพ์ทองแดงอย่างระมัดระวัง เขาจัดแจงเรียงผึ่งลมอย่างดีจนครบทุกอันก่อนจะถอดถุงมือกันร้อนออกพาดไว้และเดินตรงไปยังประตูเพื่อเปิดออกไปทางหน้าร้านที่มืดสลัวไร้ผู้คน ดวงตาคมกริบแบบเอเชียมองไปยังนาฬิกาแอนทีคซึ่งบอกเวลา 16.00 น.ก็ผ่อนลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยออกมา

“เฮ้อ...ขาดลูกมือไปคนแล้วเหนื่อยเป็นบ้า”

เด็กหนุ่มบ่นอุบ โดยปกติในวันทำกาเนเล่จะมีชาร์ลีคอยช่วยหยิบโน่นหยิบนี่และช่วยจับเวลาอบขนม เวลาผึ่งลม เวลารอเนื้อขนมพองตัวเป็นเนื้อฟองน้ำ ถึงแม้จะมีนาฬิกาตั้งเวลาก็เถอะแต่ถ้าต้องมาคอยตั้งเองตลอดขั้นตอนการทำขนมที่น่าจะทำยุ่งยากที่สุดในฝรั่งเศสชนิดนี้แล้ว การปิดร้าน 1 วันถือว่าสมเหตุสมผลทีเดียว

กาเนเล่ เดอ บอร์กโด (canelé de Bordeaux) เป็นขนมซึ่งมีส่วนประกอบของนม ไข่ น้ำตาล วานิลลา และเหล้ารัม แม้ส่วนประกอบเหล่านี้พบได้ทั่วไปในขนมฝรั่งเศสแต่สัดส่วนแต่ละอย่างที่ผสมไม่สำคัญเท่ากรรมวิธีในการทำ ตั้งแต่สัดส่วนของไข่แดง ความแรงในการกวนส่วนผสม ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นความร้อนของเตาอบเพราะกาเนเล่เป็นขนมที่ใช้เวลาอบนานกว่าขนมอบทั่วไปมาก อุณหภูมิสูงอาจทำให้ขนมไหม้เป็นถ่านแต่น้อยเกินไปก็อาจเหลวในและเปลือกนอกแข็งเป็นหิน กาเนเล่อาจเรียกได้ว่าเป็นขนมอบที่มีความมหัศจรรย์เหลือจะเอ่ย เนื้อสัมผัสเหมือนคัสตาร์ดนุ่มเข้มข้นด้านในถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกบางกรุบกรอบหวานเจือขมนิดๆ จากน้ำตาลไหม้ ความน่ามหัศจรรย์คือส่วนผสมเพียงก้อนเดียวต้องใช้เทคนิคการอบสลับผึ่งลมจนกลายเป็นขนมกรอบนอกนุ่มในโดยไม่จำเป็นต้องสอดไส้หรือเคลือบผิวเลย

กาเนเล่เชื่อว่าได้รับการคิดค้นสูตรโดยพ่อครัวชาวบอร์กโดในประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 300 ปีก่อน มีรูปลักษณ์งามสง่าตั้งแต่ภายนอกซึ่งดูคลายลำเสาดอริกสีดำเข้ม (cannelé เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าเสาหิน) กัดคำแรกจะได้รสหวานปนขมและสัมผัสของคาราเมลกรุบกรอบบนเปลือกขนม ตามมาด้วยความนุ่มเนียนและหวานวานิลลากับรัมของเนื้อในจนกาเนเล่ได้ชื่อว่าในบรรดาขนมฝรั่งเศสที่มีลักษณะเป็นคาราเมลกรอบเคลือบแบบนี้ กาเนเล่ถือเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับแครมบูเล (crème brûlée) เลยทีเดียว แต่ด้วยความยุ่งยากซับซ้อน การทำกาเนเล่จึงอยู่ในข่ายตำนานเพราะหากย้อนไปราว 30 ปีก่อน ตำราขนมในยุคปัจจุบันกล่าวถึงวิธีทำกาเนเล่น้อยมาก พิมพ์ที่ใช้ก็ต้องทำด้วยทองแดงและมีรูปร่างเอกลักษณ์เฉพาะ ดังนั้นจึงจัดอยู่ในขนมประเภทหารับประทานยากจับใจ

ในปี 1985 ซึ่งเป็นปีที่กาเนเล่เฟื่องฟูถึงขีดสุด นักทำขนมชาวบอร์กโด 88 คนได้รวมตัวกันทำข้อตกลงเพื่อปกป้องสูตรลับต้นตำรับกาเนเล่ไม่ให้วิบัติไปมากกว่านี้จากการมั่วของนักทำขนมที่อื่นในโลก สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือเอาอักษร ‘n’ ตัวหนึ่งออกไปจากชื่อ “กานเนเล่” (cannelé) เหลือแค่ “กาเนเล่” (canelé) และให้ชื่อว่ากาเนเล่ เดอ บอร์กโด ส่วนกาเนเล่ที่ทำขึ้นจากสูตรที่แตกต่างออกไปในที่ต่างๆ บนโลกนี้ ทั้งนิวยอร์ก ปารีส โอซาก้า ลอซแองเจลีส ฯลฯ จะใช้ชื่อว่า “กานเนเล่ บอร์กดูเล” (cannelé bordelaise เสาหินแห่งบอร์กโด) แทนเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่ากาเนเล่ เดอ บอร์กโด ของแท้ต้องผลิตจากบอร์กโดในฝรั่งเศสเท่านั้น

เสียงกระดิ่งเงินเหนือบานประตูดังขึ้นปลุกให้โทนี่ซึ่งเผลองีบหลับไปด้วยความอ่อนเพลียลืมตาตื่น ความมืดรอบตัวทำให้เขาตกใจที่เผลอหลับไปนานจนดวงอาทิตย์คงลับขอบฟ้าไปแล้ว ร่างสูงใหญ่ดำทะมึนท่ามกลางความมืดสลัวหน้าประตูทำให้เขาเดาไม่ออกว่าใคร แต่คนที่มีกุญแจไขประตูร้านเข้ามาได้ก็ไม่พ้นชาร์ลีไม่ก็มิเกโล

“ใคร”

โทนี่ถามด้วยเสียงเรียบแต่แฝงแววดุดันเช่นเดิม

บุรุษในเงาเดินตรงเข้ามายังเด็กหนุ่มที่ลุกพรวดขึ้นเชิดหน้ามองด้วยดวงตาชั้นเดียวและสีหน้าไร้รอยยิ้ม ร่างที่ปรากฏตัวกระทบแสงไฟสลัวจากป้ายไฟด้านนอกดูจะทำให้โทนี่แปลกใจพอดู เขาไม่รู้จักชายคนนี้แน่ บุรุษคนนี้มีหน้าตาออกทางฝรั่งเศสผสมอิตาลี รูปร่างสูงใหญ่กว่ามาตรฐานชายอิตาเลียนทั่วไปซึ่งน่าจะสูงกว่าทั้งจิโน่และมิเกโลทำให้คิดถึงสายเลือดฝรั่งเศสแต่เส้นผมเรียบหนาดำขลับหวีเสยเรียบแปล้ส่อเค้ามาทางอิตาเลียนมากกว่า น่าจะเป็นลูกครึ่ง คิ้วดำหนากับหางตาตกๆ และมุมปากตกไร้รอยยิ้มดูราวกับอัล ปาชิโนตอนแสดงเป็นไมเคิล คอร์เลโอเน่ในก๊อดฟาเธอร์ภาค 2 ก็ไม่ปาน ภายในเทรนช์โค้ตดูมีราคาคือสูทไหมเนื้อดีที่ขับความงามสง่าได้จัดจ้านเนื่องจากชายที่เป็นไม้แขวนเสื้อมีไหล่และรูปร่างที่ดีทีเดียว ยิ่งชวนให้นึกถึงมาร์ลอน แบรนโดวัยหนุ่มตอนสวมชุดทหารนาซีแสดงใน The Young Lions

“วันนี้ร้านไม่เปิดครับ”

เด็กหนุ่มเผลอยิ้มการค้าด้วยความเคยชิน เขาแปลกใจว่าลืมล็อกประตูหรือย่างไรจึงได้มีลูกค้าเข้ามาเช่นนี้ แต่ชายที่เดินตรงเข้ามาดูจะไม่ได้ใส่ใจกับคำบอกเล่าแต่อย่างใด

“คุณผู้ชาย...”

“ฉันต้องการพบชู้รักของมิเกโล”

เสียงทุ้มสำเนียงอิตาเลียนเพียงสั้นๆ ทำให้โทนี่กระจ่าง

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไร”

“เธอคงไม่ใช่คนที่ฉันตามหา เพราะมิเกโลไม่มีรสนิยมชอบหน้าตาแบบมองโกลอยด์”

“รู้รสนิยมกันขนาดนั้น หรือว่าคุณเป็นเมียของมิเกโล”

บุรุษสูงใหญ่ปรายดวงตามองโทนี่ด้วยสีหน้าไร้รอยยิ้มเช่นเดิม เขาไม่ขำกับมุขนี้และไม่มีท่าทีจะให้เล่นหัวด้วย

“จะโง่ก็มีขอบเขตบ้างมองโกลอยด์ ส่วนไหนในตัวฉันบอกว่าเป็นผู้หญิงบ้าง”

“จะใสซื่อก็ควรมีขอบเขตบ้างคุณผู้บุกรุก ไม่รู้รึไงว่าเมียไม่ได้มีแต่ผู้หญิง”

ครั้งนี้คิ้วของชายหนุ่มขมวดมุ่นนิดหนึ่งฉายแววไม่สบอารมณ์ชัดเจน

“อย่ากวนประสาทฉัน บอกมาว่าชู้รักของมิเกโลอยู่ที่ไหน”

“คุณก็อย่ากวนประสาทผม คิดว่าผมจะพูดอะไรกับคนที่ไม่รู้มารยาทกระทั่งจะแนะนำตัวรึไง”

“โทนี่! ฉานมาแล้ววววว!

เสียงร่าเริงจากประตูร้านพร้อมกับร่างที่เมาแอ๋ของชาร์ลีทำลายบรรยากาศกรุ่นด้วยความเหี้ยมลงได้อย่างฉับพลันทันที เด็กหนุ่มเดินเป๋ๆ เข้ามาตามด้วยจิโน่ซึ่งรีบหันไปปิดประตูและรีบเข้ามาประคองก่อนที่เด็กหนุ่มจะล้มแผละไปบนพื้น

ฝ่ายโทนี่เห็นเพื่อนเมายับอย่างนั้นก็จ้องดวงตาคมกริบราวงูพิษไปยังชายหนุ่มสวมเบลซเซอร์กีตอนสีพีเจี้ยนเกรย์ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นจำเลยเพียงคนเดียว

“มีธุระอะไรซินยอร์กีตอน”

เสียงเหี้ยมของโทนี่พาให้จิโน่หนาวทั่วสันหลังเช่นเดิม เขาเอื้อมมือไปเปิดไฟให้ในร้านสว่างขึ้นพร้อมกับประคองให้ชาร์ลียืนนิ่งๆ ตรงๆ แต่ยังไม่ทันแก้ตัว บุรุษสูงใหญ่หน้าไม่คุ้นก็หยุดสายตาเขาไว้ได้ พูดให้ถูกคือเครื่องแต่งกายของชายคนนั้นมากกว่าที่หยุดสายตาของเขา

“เทรนช์โค้ตกับสูทกีตอน คุณผู้ชายรสนิยมไม่เลวเลยนะครับ”

จิโน่เอ่ยชม มีกีตอนมากกว่า 2 ชิ้นบนตัวแบบนี้เดาได้ไม่ยาก ชายคนนี้ถ้าไม่ใช่เศรษฐีก็ต้องเป็นเกย์แน่ๆ หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง

บุรุษสูงใหญ่ปรายดวงตาเยือกเย็นมามองและไม่มีทีท่าจะเห็นดีเห็นงามไปตามคำชมของจิโน่แม้แต่น้อย

“ขอบใจ ฉันยังไม่เสร็จธุระกับมองโกลอยด์คนนี้”

“แต่ผมไม่มีธุระกับคุณ กีตอนหมายเลข 2”

จิโน่แทบขำพรวด แต่เขาก็กลืนเสียงหัวเราะลงคอไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าทั้งโทนี่และชายหนุ่มสูงใหญ่ที่น่าจะมีเชื้อสายอิตาเลียนคนนี้ดูเหี้ยมกลืนกันไม่ลง ชายหนุ่มจัดแจงประคองชาร์ลีให้นั่งลงที่เก้าอี้ได้อย่างในที่สุด

เมื่อก้นหย่อนลงเรียบร้อย ชาร์ลีจังเงยหน้าขึ้นมองอย่างอารมณ์ดีและถึงกับตาค้างเมื่อใบหน้าแขกผู้มาเยือนปรากฏชัดกลางแสงไฟ

“อัล เร เนโร...กราซโซ”

เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงสั่น จิโน่ฟังแล้วรู้สึกกระดิกหูขึ้นมานิดหน่อยเพราะเป็นชื่ออิตาเลียนแน่และคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

“อัล เร เนโร เกรซโซ (ราชาดำผู้ป่าเถื่อน) เหรอการีโน่”

จิโน่หันไปถามให้แน่ใจอีกครา เมื่อบุรุษสูงใหญ่ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าราวกับมาเฟียก็คลี่ยิ้มเยือกเย็นออกมาเพียงมุมปาก เขาเดินตรงเข้ามายืนเหนือร่างชาร์ลีที่นั่งสั่นจนหน้าซีดอย่างใจเย็น

“เธอสินะชู้รักของมิเกโล รู้จักฉันได้ยังไง”

“ผมเคย...เห็นรูปถ่ายวันแต่งงาน”

ชาร์ลีเสียงสั่น หลังจากมิเกโลบอกเลิกกับเขาเพื่อไปแต่งงาน ภาพถ่ายวันแต่งงานของมิเกโลก็ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารซุบซิบของไฮโซยุโรปเพราะเจ้าสาวของมิเกโลคือคุณหนูผู้ร่ำรวยจากตระกูลกราซโซแห่งอิตาลี หล่อนเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสอิตาเลียนที่มีใบหน้างามคมและรักศิลปะเหมือนมิเกโล บิดาของหล่อนคือดอนเบนิโต กราซโซ มาเฟียชื่อดังของอิตาลี พี่ชายของหล่อนซึ่งมีใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มตามแบบพิมพ์นิยมชายอิตาเลียนและมีเส้นผมกับดวงตาสีดำสนิทคือ เนโร กราซโซ แต่คนทั่วไปมักเรียกเขาว่า อัล เร เนโร (ราชาดำ)

“เธอไปกับฉันเดี๋ยวนี้”

บุรุษสูงใหญ่บัญชาด้วยเสียงทุ้มเยือกเย็น อย่าว่าแต่เสียงเลย แค่เห็นดวงตาเยือกเย็นกับหางตาตกๆ นั่นก็ทำให้จิโน่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลแข้งขาอ่อนหมดแล้ว

“คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”

“มิเกโลหย่ากับน้องสาวฉันแล้ว”

“เรื่องนั้นผมทราบ แล้วเกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับ”

“เจ้านั่นเอาลูกไปด้วย”

“ก็เขาเป็นพ่อนี่ครับ!

“พร้อมกับทองคำ 10 กิโลกรัมที่เป็นของรับขวัญวันเกิดหลานฉัน ดอนเบนิโตให้ฉันมารับทั้งหลานของฉันและทองคำคืน จะยินดีคืนเปล่าๆ หรือแลกกับกระสุนก็ได้”

ชาร์ลีกับจิโน่ที่ได้ยินถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าของอัล เร เนโรดูจะไม่ล้อเล่นเสียด้วย ทองคำ 10 กิโลกรัมราคาราว 3 แสนกว่าดอลล่าร์ (10 ล้านบาท) ก็สมควรที่จะโดนทวงอยู่หรอก

โทนี่ซึ่งมองอยู่นานก็ชักเห็นว่าการสนทนาคงไม่สิ้นสุดเร็วๆ นี้ เขาเดินกลับไปหลังเคานท์เตอร์และหยิบถ้วยกาแฟเอสเพรซโซ่ขึ้นมาพร้อมกับเปิดกระป๋องเมล็ดกาแฟบลูเมาเท่นชั้นดีจากจาไมกา ระหว่างนั้นก็เลิกผ้าคลุมเครื่องทำกาแฟออกและเปิดสวิตซ์อย่างชำนาญ เด็กหนุ่มเทเมล็ดกาแฟคั่วเข้าเครื่องบดเหนือเครื่องชงกาแฟ กดผงกาแฟบดให้แน่นก่อนสวมกลับไปและเดินเครื่อง ทันทีที่เอสเพรซโซ่ไหลออกมาจนกลิ่นหอมกาแฟฟุ้งกระจายทั่วห้อง ชาร์ลีที่เคลิ้มลอยกับกลิ่นหอมนุ่มจึงตัดสินใจเดินตรงไปแบบเซๆ จนถึงหลังเคานท์เตอร์เพื่อช่วยโทนี่ตระเตรียมกาแฟสำหรับรับแขก

“ไม่ชงชาเหรอโทนี่”

“คนอิตาเลียนที่ต่อมรับรสโดนคาเฟอีนจากกาแฟระเบิดไปแล้วดื่มชาไม่รู้เรื่องหรอก เอสเพรซโซ่เนี่ยแหละ”

ชาร์ลีได้ฟังก็พยักหน้า

จิโน่ซึ่งยืนเครียดอยากจะวิ่งตามไปหลังเคานท์เตอร์ด้วยแต่เกรงว่าจะหยาบคายเกินไปจึงหันไปยิ้มให้อัล เร เนโรอย่างญาติดีเสียแทน

“เชิญนั่งก่อนไหมครับคุณกราซโซ”

จิโน่ผายมือเชื้อเชิญ ชื่อกราซโซไม่มีคนอิตาเลียนคนไหนไม่รู้จักในฐานะมาเฟียใหญ่แห่งตลาดทองคำและศิลปวัตถุโบราณ ดอนเบนิโต กราซโซมีภรรยาและลูกหลายคนซึ่งไม่ค่อยปรากฏกายหน้าสื่อเท่าใดนัก เขาเคยได้ยินข่าวบอนนี่ กราซโซ ลูกสาวที่เกิดแต่ดาราหนังโป๊ชาวฝรั่งเศสของดอนเบนิโตแต่งงาน นึกไม่ถึงว่าแต่งกับมิเกโลศัตรูหัวใจของเขานี่เอง

บุรุษสูงใหญ่ถอดเทรนช์โค้ตออกพาดไว้บนโซฟาและจัดแจงนั่งลงตามคำเชิญ ดวงตาทรงอำนาจราวกับเสือดำชวนให้จิโน่ใจหาย แต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดมากไปกว่านี้เขาจึงยิ้มสู้และหาเรื่องชวนคุย

“เทรนช์โค้ตกับสูทไหมกีตอนของคุณสวยมากเลยนะครับ”

ภาษาอิตาเลียนของจิโน่ทำให้อัล เร เนโรดูผ่อนคลายขึ้น

“เบลซเซอร์กีตอนของเธอก็ดูดีเหมือนกัน ฉันไม่เคยเห็นกีตอนใช้สีพีเจี้ยนเกรย์มาก่อน เคยเห็นแต่สีนิมบัส”

ชาร์ลีซึ่งแม้จะไม่ค่อยรู้ภาษาฝรั่งเศสแต่พอจับใจความได้ว่าสองหนุ่มกำลังสนทนาเรื่องสูทกีตอนอยู่ เด็กหนุ่มถึงกับหูตาแพรวพราวมาทันที เขาอยากจะเข้าไปร่วมวงสนทนาใจจะขาดแต่โทนี่ก็บังคับให้ช่วยเตรียมกาแฟให้เสร็จเสียก่อน

ท่าทางเปี่ยมภูมิของอัล เร เนโรทำให้จิโน่ยิ้มดีใจ เขาจัดแจงหยิบนามบัตรและยื่นให้ด้วยไมตรี บางทีชายคนนี้อาจจะเป็นลูกค้าชั้นดีของกีตอนก็ได้ อีกฝ่ายเพียงปรายดวงตาดูแลเงยกลับมามองหน้าจิโน่ที่ยิ้มอ้อนอีกครา

“หืม...ไดเรกเตอร์ของกีตอนประจำนิวยอร์ก”

“ย...ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณกราซโซ ผมจิโน่”

“เนโร กราซโซ ใครๆ เรียกฉันว่าอัล เร เนโร”

มือใหญ่ยื่นไปหาจิโน่ราวกับต้องการจะสัมผัสมือด้วยไมตรีแต่บุคลิกทรงอำนาจอย่างน่ากลัวทำให้จิโน่ลุกขึ้นตรงไปคุกเข่าข้างเก้าอี้และคว้ามืออัล เร เนโรเข้ามาจุมพิตอย่างนับถือเสียแทน ท่าทางพินอบพิเทาทำให้สองหนุ่มหลังเคาน์เตอร์ที่จ้องมองอดจะแปลกใจไม่ได้

ท่าทางน่าเกรงขามของอัล เร เนโรชวนให้จิโน่ใจหวั่นๆ ชายคนนี้น่าจะอยู่ในวัยสี่สิบต้นๆ มากกว่าเขาไม่เท่าไรและอาจจะพอๆ กับมิเกโล แม้ใบหน้าจะหล่อเหลาแต่รังสีเหี้ยมเปี่ยมบารมีก็นับว่าไม่แพ้อัล ปาชิโน่ในก๊อดฟาเธอร์ภาค 2 เลยทีเดียว

เนโรเท้าแขนและวางมือประดับแหวนอัญมณีน่าเกรงขามประสานบนหน้าขาที่ไขว่ห้างอย่างราชา ดวงตาดุดันที่ซ่อนอยู่ในความเยือกเย็นมองพิจารณาใบหน้าคู่สนทนาอย่างสงบยิ่งทำให้จิโน่กลืนน้ำลายแทบไม่ลง

“จริงเหรอจิโน่ที่มีคนบอกว่าสูทกีตอนเป็นที่นิยมในเศรษฐี...ไม่ก็เกย์”

“เอ่อ...ในเศรษฐีคงใช่ครับ”

“แล้วอย่างหลังล่ะ”

“คือ...ผมคิดว่า...”

ท่าทางอ้ำอึ้งของจิโน่ดูจะถูกใจอัล เร เนโร...อย่างน้อยก็ในสายตาของสองหนุ่มหลังเคานท์เตอร์ โทนี่และชาร์ลีเห็นได้ชัดว่าอัล เร เนโรดูสนุกกับการรุกไล่จิโน่ที่นั่งสั่นเหมือนลูกเจี๊ยบตกถังน้ำแข็งอยู่ไม่น้อย

“ฉันก็แค่เดาเพราะเห็นมิเกโลชอบสูทกีตอน”

“เหรอ...นึกว่าเดาเพราะตัวเองก็เป็นเกย์เสียอีก”

โทนี่ซึ่งไม่เคยเกรงกลัวแม้แต่ยมทูตเอ่ยแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา เขาเดินยกถาดที่มีถ้วยเอสเพรซโซ่ใบเล็กและจานขนมลงมาวางให้บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง แม้เนโรจะปรายดวงตามองโทนี่อย่างไม่ใคร่จะพอใจนักแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายยังคงทำหน้านิ่งเฉยเหมือนทองไม่รู้ร้อนเช่นเดิม เขาจึงละสายตาไปมองขนมชิ้นเล็กที่มีลักษณะเหมือนลำเสาดอริกสีน้ำตาลไหม้เบื้องหน้าเสียแทน

“กาเนเล่ เดอ บอร์กโด”

เสียงทุ้มเอ่ย ชาร์ลีที่ยังเมานิดๆ ถึงกับยิ้มกริ่มและช่วยสรรเสริญเพื่อนต่อ

“ใช่ครับคุณกราซโซ กาเนเล่พวกนี้โทนี่ทำเองเลยนะครับ”

“หึ...ไม่ได้มาจากบอร์กโดหรอกเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเรียกกานเนเล่ บอร์กดูเล ฉันไม่สนใจของปลอมที่ไร้ราคาหรอกนะ”

ชาร์ลีหน้าซีดลงไปเสียแทนแต่ดูเหมือนโทนี่ไม่ได้สะทกสะท้านอย่างใด เขายังคงหยิบแก้วน้ำใบสวยวางลงบนโต๊ะต่อไปเช่นเดิมจนชาร์ลีคิดว่าเปลี่ยนหัวข้อสนทนาดีกว่า

“เอ่อ...แล้วคุณกราซโซอยากคุยกับผมเรื่องอะไรเหรอครับ”

“สร่างเมาแล้วรึไง ฉันไม่เสวนากับคนเมาหรอกนะ”

“ก็...ยังไม่ค่อยสร่าง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคุยแล้วทำตามที่ฉันสั่ง พาฉันไปที่พักของเธอเดี๋ยวนี้ ฉันให้คนค้นที่พักมิเกโลแล้วแต่ไม่เจอทองคำ ไม่มีรายงานว่ามิเกโลเอาทองไปฝากเซฟที่ธนาคารไหนดังนั้นเจ้านั่นอาจจะฝากไว้กับเธอก็ได้”

“ผมไม่รู้เรื่องนะครับ!

“ฉันบอกแล้วว่าไม่เสวนากับคนเมา หุบปากแล้วทำตามที่ฉันบอก...เดี๋ยวนี้”

สายน้ำเย็นจากแก้วบักคาร่าใบสวยในมือโทนี่ราดรดลงบนเส้นผมสีดำสนิทของอัล เร เนโรอย่างเชื่องช้า ใบหน้าแบบเอเชียยังคงไม่แสดงอารมณ์อะไรผิดกับชาร์ลีและจิโน่ที่แทบจะกรีดร้องลั่นร้านด้วยเหตุผลแตกต่างกัน ชาร์ลีแทบร้องเพราะสูทไหมกีตอนอลังการเปียกน้ำในระหว่างที่จิโน่อยากร้องเพราะคนที่โทนี่เอาน้ำรดหัวคือมาเฟียกราซโซของอิตาลีนะ!

“ค...คุณกราซโซ! ถอดสูทออกเถอะครับ! เดี๋ยวผมเอาไปซักแห้งให้! โธ่...โทนี่...อย่าทำให้ฉันหัวใจวายได้มั้ย”

ชาร์ลีเข้าไปช่วยถอดสูทอย่างระวังซึ่งอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ได้คัดค้านอย่างไร เขายินยอมลุกขึ้นยืนและหันใบหน้าไปจ้องมองโทนี่ซึ่งวางแก้วไว้ไม่ไกลและจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว

“มองโกลอยด์นิวยอร์กอย่างเธอคงไม่รู้จักมาเฟียอิตาลี”

“กุ๊ยอิตาเลียนอย่างคุณก็คงไม่รู้จักขนมดีๆ ในนิวยอร์กเหมือนกัน กลับไปได้แล้ว อัล เร เนโร”

“ไม่พอใจที่ฉันดูถูกขนมของเธอรึไง ปาติซิเยร์มองโกลอยด์”

“ผมไม่อยากเสวนากับกุ๊ยกระจอกที่มีปากเอาไว้ขู่คนมากกว่าจะไว้ใช้แยกแยะของกินดีๆ หรอกนะ”

ดวงตาตกๆ เหี้ยมลึกของอัล เร เนโรลุกโพลงขึ้นมานิดหนึ่ง เขาก้าวเข้ามาใกล้โทนี่อีกก้าวแต่ไม่มีทีท่าว่าเด็กหนุ่มจะถอยหนี

“เมื่อกี้...พูดกับฉันเหรอ”

จิโน่ซึ่งอยู่ไม่ไกลแทบลมจับ หน้าอย่างนั้น มาดอย่างนั้น เสียงอย่างนั้น โอย...ฉี่จะราด! เขาอยากรู้เหลือเกินว่าโทนี่ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรจึงไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย หรือเด็กหนุ่มคนนี้เกิดใต้ดวงดาวมรณะที่คิดว่ายมทูตเป็นเพื่อนบ้านให้เล่นหัวได้

อัล เร เนโรคลายสีหน้าลงนิดหนึ่งก่อนจะมองกราดลงหัวจรดเท้าโทนี่และยิ้มเยาะที่มุมปาก

“หึ...ถ้าที่นี่เป็นอิตาลี ปากเธอคงได้กินลูกกระสุนฉันแน่”

“แต่บังเอิญที่นี่เป็นนิวยอร์ก ผมเลยเอาปากไว้ด่าคนแทน”

คนที่อยู่นอกวงทั้งสองฟังบทสนทนาที่โต้ตอบไปมาด้วยท่าทีและน้ำเสียงเยือกเย็นราวกับต่างคนต่างก็ไม่ได้โกรธกัน เหมือนไม่ได้แค้นอะไรกันเลย...ถ้าไม่ได้ฟังเนื้อหานะ ชาร์ลีเริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงจัดแจงกระซิบชายหนุ่มที่ยังนั่งหน้าซีดอยู่ข้างกาย

“จ...จิโน่...คุณช่วยไปกระซิบบอกโทนี่ให้หน่อยสิครับว่านั่นน่ะ มาเฟียกราซโซนะ”

ชาร์ลีกระซิบกระซาบแต่ดูเหมือนจิโน่ซึ่งเป็นคนอิตาเลียนจะใจไม่กล้าเสียยิ่งกว่า ชายหนุ่มส่ายหน้าซีดสลดและกลับไปสบตาชาร์ลีอีกครั้ง

“ไม่ไหวหรอกการีโน่ แค่โดนจ้องด้วยหางตาผมก็ฉี่จะราดแล้ว”

เด็กหนุ่มอมยิ้มเมื่อเห็นจิโน่ซึ่งมักจะรักษามาดดูสติแตกแบบนี้แต่ก็รีบสงบอารมณ์แล้วกลับไปลุ้นมวยคู่เอกต่อ

อัล เร เนโรละสายตาจากใบหน้าที่ไม่เกรงกลัวไปทางจานวางกาเนเล่อีกครั้ง เขายื่นมือที่ยังคงเปียกไปหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งและลองขบฟันลงบนเปลือกกรอบ ปลายลิ้นสัมผัสได้ถึงเนื้อเนียนราวกับคัสตาร์ดด้านในตัดกับรสขมของคาราเมลกรอบด้านนอก จนเมื่อหมดชิ้น ชายหนุ่มจึงยกถ้วยเอสเพรซโซ่ขึ้นมาซดอย่างรวดเร็ว

“นั่งจิบแบบผู้ดีก็ได้นะอัล เร เนโร”

โทนี่เอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม อีกฝ่ายก็ดูจะไม่ได้อยากเหยียดหยามต่อจากเมื่อครู่เท่าไร

“กาเนเล่ เดอ บอร์กโด เธอทำเองรึปาติซิเยร์มองโกลอยด์ ชื่อโทนี่ใช่ไหม”

“ไม่ต้องจำชื่อผมก็ได้นะ ไม่มีใครอยากให้มาเฟียจำชื่อได้หรอก”

“ฉันจำชื่อได้ทุกคน ทั้งชื่อ...ทั้งหน้า...”

บุรุษสูงใหญ่ปรายดวงตาไปทางชาร์ลีบ้าง ครั้งนี้เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกและลุกขึ้นยืนราวกับรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา

“ตกลงจะพาฉันไปที่พักเธอได้รึยัง ชู้รักของมิเกโล”

“ต...แต่ว่าผมต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน...”

“ไม่อนุญาต”

โทนี่เอ่ยแทรกขึ้นกลางวงจนอัล เร เนโรต้องปรายหางตาไปมองอย่างไม่สบอารมณ์อีกครั้ง เขาเห็นท่าทางเฉยชาไม่เกรงกลัวของเด็กหนุ่มก็คลี่ยิ้มขึ้นมานิดหนึ่งที่มุมปาก

“เห็นทีวันนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่อง”

“ก็คงอย่างนั้น”

โทนี่ตอบแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนเดิม บุรุษสูงใหญ่จึงเบนเข็มเดินตรงไปทางจิโน่ซึ่งยังจิบกาแฟอยู่อย่างหวั่นๆ เมื่อชายหนุ่มในเบลซเซอร์สีพีเจี้ยนเกรย์มองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครอื่นที่อัล เร เนโรจะเดินมาหาอีกแล้ว สองมือจึงรีบวางถ้วยลงและลุกขึ้นยืนหลังตรงรายงานตัวอย่างรวดเร็ว

“โอกาสหน้าคงต้องให้เธอช่วยแนะนำคอลเลคชั่นสูทของกีตอนให้บ้างแล้วจิโน่”

“ค...ครับ! ด้วยความยินดีครับคุณกราซโซ!

เสียงตื่นๆ พาให้บุรุษสูงใหญ่พรายยิ้ม เขาวาดมือใหญ่โอบผิวแก้มของจิโน่ก่อนลากผ่านใบหูไปยังท้ายทอยและโน้มใบหน้าเข้ามาจุมพิตที่ริมฝีปาก ฝ่ายจิโน่ก็ยิ้มใจดีสู้เสือยอมรับจุมพิตจากแต่โดยดี

ร่างสูงใหญ่ที่มีเทรนช์โค้ตคลุมเสื้อเชิ้ตเปียกลู่ติดกายยินดีเดินออกจากร้านไปในกิริยาสงบ จิโน่ถึงกับผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งอก เขาทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม แต่ความเงียบและรังสีบางอย่างทำให้เขาหันมามองสองหนุ่มร้านน้ำชาอย่างแปลกใจ

“อะไร...พวกคุณมองผมแปลกๆ อย่างนี้ทำไม การีโน่ โทนี่”

เด็กหนุ่มสองคนหรี่ดวงตามองพร้อมกับอมยิ้มก่อนหันไปซุบซิบกันอีกครั้งพาให้จิโน่ยิ่งเขินอายจนหน้าแดง

“ค...คุณซุบซิบอะไรกัน!

“ก็แหม...ให้จูบดูดดื่มขนาดนั้น ผมว่าคอลเลคชั่นสูทกีตอนที่บ้านคุณคงได้อัล เร เนโรไปเยี่ยมชมก่อนผมแน่”

ชาร์ลีแซวด้วยรอยยิ้ม เขาหยิบสูทไหมกีตอนเปียกโชกของบุรุษที่กล่าวถึงเมื่อครู่ไปแขวนบนไม้อย่างรวดเร็วก่อนขอตัวออกไปร้านซักรีดเป็นการด่วน ยังไงเขาไม่ยอมให้น้ำแห้งจนสูทกรอบไปเสียก่อนแน่

ท่าทางเง้างอนของจิโน่ตามประสาหนุ่มอิตาเลียนรักสนุกพาให้โทนี่ระบายยิ้มมุมปากขึ้นมานิดหนึ่ง

“หึ”

“คุณหึอะไรโทนี่!

“กินขนมซะ ฉันจะได้เก็บจาน”

ใบหน้าไร้อารมณ์ของโทนี่พาให้มือของชายหนุ่มยอมหยิบขนมรูปร่างน่าเอ็นดูขึ้นมาแต่โดยดี เขาขบลงบนเปลือกน้ำตาลไหม้หอมสีเข้มกรุบกรอบและลิ้มรสเนื้อในนุ่มฉ่ำหวานมันละมุนลิ้นอย่างแปลกใจ เมื่อความหวานซ่านในปากได้ที่จึงรีบหยิบเอสเพรซโซ่มาดื่มตามเพื่อตัดรส

“เหมือนแครมบูเลที่ไม่ได้อยู่ในถ้วยเลย คุณมีพรสวรรค์นะครับโทนี่”

“ขอบใจที่ชม”

โทนี่จัดแจงเก็บถ้วยกาแฟและจานขนมที่ใช้เสร็จแล้ว ฝ่ายจิโน่เห็นก็รีบมาช่วยเก็บเช่นกัน เขาเดินตรงไปหลังร้านและเห็นว่ามีกาเนเล่ผึ่งลมอยู่ในถาดอลูมิเนียมมากมาย

“โห...การีโน่บอกผมว่าคุณทำขนมพวกนี้ส่งให้ร้านอื่นด้วย”

“ใช่ กาเนเล่เป็นขนมที่ทำยุ่งยากจนมีน้อยร้านจะคิดทำเอง ต่อให้รับไปขายแต่ตอนเสิร์ฟก็ยุ่งยากอยู่ดีเพราะต้องเอาออกมาจากช่องแข็ง อบไฟแรงที่ 500 ฟาเรนไฮต์ 5 นาทีแล้วผึ่งทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนจัดวางในตู้ พอลูกค้าสั่งก็อบอีก 5 นาทีแล้วเอาออกมาผึ่งลมรอจนกว่าเปลือกจะกลับมากรอบอีกครั้ง นานไปไหม้เป็นถ่าน สั้นไปเหลวเป็นพุดดิ้ง”

จิโน่ฟังคำอธิบายของโทนี่ด้วยความทึ่ง เขาหยิบถ้วยเอสเพรซโซ่ที่เด็กหนุ่มล้างเสร็จมาเช็ดให้ท่ามกลางความเงียบและเสียงมอเตอร์ตู้แช่แข็งที่ยังดังต่อเนื่อง เมื่อหยุดคิดเรื่องขนมแล้วเขาก็นึกถึงเรื่องอัล เร เนโรเมื่อครู่ขึ้นมา

“โทนี่ครับ ผมว่าคุณไม่ควรไปต่อล้อต่อเถียงกับอัล เร เนโรนะ ถึงเป็นนิวยอร์กแต่คุณก็รู้ว่าเครือข่ายมาเฟียอิตาลีที่นี่ก็เข้มแข็งไม่แพ้บ้านเกิดผมเลย ผมเกิดที่อิตาลี รู้ดีว่าตระกูลกราซโซมีอิทธิพลขนาดไหน”

“ขนาดไหนล่ะ”

“ทำไปเล่นไป! ก็ขนาดที่...”

“อัล เร เนโรถูกใจนายนี่กีตอน เขาจูบนายด้วย”

ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เขาอ้าปากค้างและผิวแก้มแดงเรื่อขึ้นมาอีกครา

“ผู้ชายอิตาเลียนก็จูบทักทายกันเป็นปกตินั่นแหละ! แล้วผมชื่อจิโน่! ไม่ใช่กีตอน!

“ใครจะเป็นสนใจชื่อนายกัน จริงสิ ลืมบอกไปว่าท่าทางชาร์ลีจะกลับมาคืนดีกับมิเกโลนะ นายก็ไปเป็นเมียอัล เร เนโรแทนแล้วกัน”

“แต่มิเกโลฉกทองของกราซโซมานะครับ! อัล เร เนโรไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ถ้ามิเกโลไม่เอาทองไปคืนมีหวังคนใกล้ชิดมิเกโลทุกคนต้องเดือดร้อนไปด้วย การีโน่ก็คง...”

“นายก็เอาตูดไปแลกให้หน่อยสิ”

“ผมบอกแล้วไงครับว่าผู้ชายอิตาเลียนจูบลากันเป็นเรื่องปกติ! คุณยัดเยียดตูดผมให้มาเฟียรึไง!

ครั้งนี้โทนี่ไม่ตอบ เขาหันไปมองชายหนุ่มที่ยังคงเช็ดถ้วยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง รังสีประหลาดแผ่ออกมาจากดวงตาชั้นเดียวของเด็กหนุ่มจนจิโน่เองก็รู้สึกได้ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื้อกนิดหนึ่งและวางถ้วยกับผ้าเช็ดลงก่อนถอยออกไปนั่งที่มุมห้องด้วยตัวสั่นเทา

“ค...คุณโกรธอะไรโทนี่”

“รู้ได้ยังไงว่าฉันโกรธ”

“ก็แผ่รังสีเหมือนจะฆ่าคนได้ขนาดนั้น!

“หึ...ไม่โกรธหรอก แค่หงุดหงิดไอ้เจ้าของร้านเฮงซวยขึ้นมานิดหน่อย”

โทนี่นึกเรื่องที่มิเกโลขอไปง้อชาร์ลีถึงห้องแบบสองต่อสองจนทำให้เขาต้องนอนอบขนมอยู่ที่ร้านเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมาได้ บางทีเรื่องที่อัล เร เนโรพูดอาจจะเป็นความจริง ไอ้ปารีเซียงซังกาบ๊วยนั่นอาจจะเอาทองคำไปซ่อนไว้ที่บ้านเขาซึ่งก็คือที่พักของชาร์ลีก็เป็นได้ เขาล่ะอยากรีบกลับบ้านไปตอนนี้แต่อีกชั่วโมงเดียวจะมีคนมารับกาเนเล่ไปแล้ว ดังนั้นต่อให้ห่วงสวัสดิภาพเพื่อนแต่ขืนห่อขนมไม่ทันมีหวังเสียลูกค้าหมด ยังไงอัล เร เนโรก็คงไม่ฆ่าชาร์ลีหรอก จะฆ่ามิเกโลหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องห่วง

“เฮ้ยกีตอน! ไปหยิบแร็ปพลาสติกมาช่วยห่อขนมหน่อยซิ”

โทนี่ชี้มือสั่ง ฝ่ายชายหนุ่มก็ทำหน้าเซ็งอย่างเสียไม่ได้ เขาถอดเบลซเซอร์กีตอนสีพีเจี้ยนเกรย์ออกแขวนและจัดแจงพับแขนเสื้อก่อนสวมผ้ากันเปื้อนที่เด็กหนุ่มโยนมาให้แต่โดยดี

“คุณนี่สั่งผมตลอดเลยโทนี่ จิกหัวใช้ผมไม่เห็นขอบคุณซัก...”

ฝ่ายที่โวยตกใจเสียเองเมื่อเด็กหนุ่มตรงเข้ามากระชากคอเสื้อเชิ้ตของเขาให้โน้มใบหน้าไปรับริมฝีปาก เพียงแค่สัมผัสแนบแน่นไร้การรุกรานก็มากพอที่จะทำให้ขนทั้งตัวของจิโน่ลุกเกรียว จนเมื่อโทนี่ถอนริมฝีปากออกไป ชายหนุ่มก็ยังคงตัวแข็งเป็นหินอยู่ในท่าเดิม

“ไปทำงานได้แล้ว”

“ค...คุณจูบผม...”

“ก็งอแงว่าไม่ยอมขอบคุณไม่ใช่รึไงเล่า!

“แต่นั่นมันจูบ...”

“ก็ไหนบอกผู้ชายอิตาเลียนจูบขอบคุณเป็นเรื่องปกติ หรือแค่นี้ไม่พอใจ อยากให้ฉันขอบคุณแบบทะลุทะลวงไหม เผื่อตอนอัล เร เนโรรวบหัวรวบหางนายนายจะได้เป็นงานก่อน”

รอยยิ้มสะใจในตาของโทนี่ชวนให้หนาวไปทั่วก้น จิโน่ถึงกับหนีไปติดประตูและห่อไหล่สั่นๆ ด้วยความหวาดกลัว เมื่อครู่อัล เร เนโรว่าน่ากลัวแล้ว แต่โทนี่น่ากลัวกว่าเยอะเลย

“ผ...ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมโทนี่...”

“อยากรู้ว่าทะลุทะลวงเป็นยังไงเหรอ”

“ไม่ใช่! ผมจะถามว่าคุณไม่โทรไปบอกมิเกโลหน่อยเหรอว่าอัล เร เนโรตามหาตัวอยู่ เดี๋ยวมิเกโลก็ได้เอากะโหลกไปรับกระสุนหรอก”

“จะห่วงทำไม มิเกโลตายนายก็จะได้กำจัดศัตรูหัวใจไง”

“คุณเหี้ยมไปแล้วโทนี่! ตกลงคุณเป็นพวกใครกันแน่เนี่ย”

เด็กหนุ่มที่ยังคงห่อขนมมือเป็นระวิงหันดวงตาแบบเอเชียมามองอย่างไร้อารมณ์เช่นเดิม

“หุบปากแล้วขยับมือได้แล้วกีตอน ไม่อย่างนั้นนายได้ตายคาเท้าฉันก่อนจะจีบชาร์ลีสำเร็จแน่”

จิโน่ถึงกับน้ำตาเล็ด เขากระเด้งตัวรีบเข้าไปช่วยห่อขนมอย่างรวดเร็วโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว

สวัสดีค่ะ ^_^

เมื่อวานเป็นวันเปิดจองหนังสือของ Blueฯ รอบเดือนสิงหาคมนะคะ สำหรับท่านไหนยังเก็บตังค์ไม่พร้อมสามารถรอสั่งได้ถึง 9 ส.ค.และชำระเงินได้ถึง 15 ส.ค.58 ค่ะ หลังเปิดรอบนี้หมด (ซึ่งป่านนี้ยังไม่หมด) อาจจะพักไปซักช่วงค่ะ ความเครียดทำให้สิวเต็มหน้าไปหมดแล้ว ขนาดจ้าง distributor ให้จัดการแต่ก็ยังเครียดอยู่ดีค่ะ ฮือ...เจ็บสิวจุงเบย

เรื่องสั้นร้านกาแฟตอนนี้เขียนหลังจากดู The Godfather ภาค 1 กับ 2 จบค่ะ สมัยเด็กๆ ดูไม่รู้เรื่องเลย ตอนนี้ดูอีกรอบเริ่มเข้าใจมากขึ้น ทราบแล้วค่ะว่าทำไมถึงเป็นสุดยอดหนังของอเมริกา นอกจากบทดี๊ดีแล้ว มาเฟียอิตาเลียนแต่งตัวเนี๊ยบทุกคนค่ะ ดื่มเอสเพรซโซ่กันทั้งเรื่องด้วย หล่อด้วย เรื่องสั้นร้านขนมเลยมีกลิ่นดินปืนขึ้นมานิดนึงค่ะ

ขนมครั้งนี้คือกาเนเล่ซึ่ง Blueฯ เพิ่งได้กินที่ La Baguette ที่พัทยาค่ะ รสชาติไม่เหมือนที่บรรยายแม้แต่น้อยแต่เอาเถอะค่ะ ดูความยากแล้วก็พอเข้าใจ ถ้ามีโอกาสก็อยากหากินตามร้านปาติเซรีแบบฝรั่งเศสแท้ค่ะ ส่วนเอสเพรซโซ่ใช้เมล็ดบลูเมาเท่นของจาไมก้าซึ่งเป็นหนึ่งในกาแฟที่แพงที่สุดในโลก หอมนุ่มจริงๆ ค่ะ แต่กินแล้วยังง่วงอยู่เลย สงสัยจะอ่อนไปสำหรับ Blue

พบกันใหม่เมื่อเกิดนิมิตครั้งหน้านะคะ ช่วยนี้เป็นฤดูมุขตันจริงๆ ค่ะ


Comment

Comment:

Tweet

โทนี่น่ารักจังเลยค่ะะะ  //ชูป้ายไฟ  

#1 By ´ω` (180.183.153.95|180.183.153.95) on 2015-08-08 21:01