กลิ่นแสบจมูกของน้ำยาอบผ้าถูกกลบเมื่อน้ำหอมปรับอากาศอัตโนมัติซึ่งซ่อนอยู่ในโคมระย้าเหนือศีรษะพ่นละอองน้ำหอมกลิ่นเอิร์ลเกรย์ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศภายในเมซงเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ “กีตอน” จากอิตาลีให้นุ่มนวลด้วยกลิ่นใบชาและเบอร์กาม็อต ผู้จัดการร้านคลี่ยิ้มเมื่อรายงานของเขาที่อยู่ในมือไดเรกเตอร์ประจำนิวยอร์กได้รับลายเซ็นรับทราบเป็นที่เรียบร้อย เขายื่นมือออกไปรับรายงานคืนก่อนจะรับอ้อมกอดซึ่งอีกฝ่ายโผเข้าหาพร้อมกับจุมพิตผิวแก้มเป็นการแสดงความชื่นชมตามปกติของชายชาวอิตาเลียน

“ขอบคุณมากครับไดเรกเตอร์จิโน่ที่ประเมินให้เราผ่าน”

ผู้จัดการร้านซึ่งผละกายออกมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน อีกฝ่ายก็ยิ้มตอบอย่างสง่างาม

“ยอดสั่งจองดีกว่าเป้าที่ตั้งเสียอีกนะครับผู้จัดการ หรือที่ปล่อยโฆษณาไปทางโซเชียลของเศรษฐีเกย์ได้ผลจริงๆ”

“ฮ่าๆๆ ไม่ทราบเหมือนกันครับ แต่รายได้เกือบครึ่งมาจากลูกค้าแค่รายเดียวเองนะครับ แถมยังเป็นยอดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ...”

ผู้จัดการพูดไม่ทันจบประโยค พนักงานหนุ่มก็รีบดิ่งเข้ามาเพื่อแจ้งข่าวว่าลูกค้าคนสำคัญมาถึงพอดี เขาส่งสัญญาณบอกว่าจะไปเสิร์ฟแชมเปญในแก้วทรงฟลุตใบสวยก่อนและรีบวิ่งจี๋จากไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายผู้จัดการหนุ่มถึงกับหันมายิ้มหน้าบาน

“ไดเรกเตอร์ครับ ลูกค้าท่านที่ผมจะบอกมาพอดีเลย ตอนนี้ท่านนั่งรออยู่ในห้องรับรอง ผมจะขอตัวไปรับรองท่าน...”

“ผมไปด้วยสิ เป็นคนทำยอดเกือบครึ่งเลยเหรอ”

จิโน่เอ่ย เขาจัดแจงดึงชายสูทจนเรียบกริบและเดินตามผู้จัดการร้านไปอย่างสงบ เมื่อบานประตูเปิดออก รอยยิ้มธุรกิจแพรวพราวในแบบหนุ่มอิตาเลียนก็ผลิบานราวกับดอกลิลี่ยามเช้า

“สวัสดีครับท่าน ผมจิโน่ ไดเรกเตอร์กีตอนประจำนิว...ยอร์ก...”

บุรุษในชุดสูทไหมสีสเลทเกรย์ (เทาอมน้ำเงิน) ซึ่งนั่งไขว่ห้างอย่างราชาสง่างามอยู่บนเก้าอี้ตัวที่ใหญ่ที่สุดในห้องรับรองส่วนตัวทำให้จิโน่พูดต่อไม่ออก ใบหน้าทรงอำนาจและหางตาตกๆ เหี้ยมลึกกับผมเสยสีดำสนิทชวนให้รู้สึกหนาววาบตั้งแต่ท้ายทอยผ่านกระดูกสันหลังไปจนถึงรูก้น ยิ่งเมื่อบุรุษเบื้องหน้าคลี่ยิ้มวางมาด จิโน่ก็แทบคว้าหัวใจที่หล่นลงตาตุ่มไม่ทัน

“ดีใจที่ได้พบกัน จิโน่”

อัล เร เนโร กราซโซมือซ้ายประดับแหวนทองคำออกมา ฝ่ายจิโน่ก็ราวกับรู้งานรี่ตรงเข้าไปคุกเข่าและคว้ามือของชายหนุ่มมาจุมพิตด้วยความเคารพ เป็นภาพชวนตะลึงซึ่งทำให้ทั้งผู้จัดการร้านและพนักงานยืนเกร็งไปทั้งตัว

“ด...ไดเรกเตอร์รู้จักท่านมาก่อนเหรอครับ”

ผู้จัดการเอ่ยถาม จิโน่ซึ่งยันกายลุกขึ้นตรงไปนั่งไม่ไกลนักจึงหันไปพยักหน้าด้วยรอยยิ้มกลบความเครียดได้อย่างแนบเนียน

“แน่นอน ท่านเนโร กราซโซ เป็นมาเฟ...เอ๊ย! นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากในอิตาลี”

จิโน่อธิบายให้ผู้จัดการและพนักงานซึ่งเป็นคนอเมริกันฟัง เขาหันมาทักทายอัล เร เนโรอีกสามสี่คำพอเป็นพิธีก่อนจะยันกายลุกขึ้นอย่างนบนอบ

“เป็นเกียรติที่ได้พบท่านอีกครั้งครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะให้ผู้จัดการร้านดูแลท่าน...”

“ฉันอยากคุยกับเธอ...สองต่อสอง”

ความเย็นแล่นซ่านไปถึงบั้นท้ายของจิโน่แทบจะทันทีเมื่อเสียงทุ้มบัญชา ผู้จัดการและพนักงานร้านที่ราวกับรู้หน้าที่จึงรีบดิ่งจี๋ออกจากห้องรับรองและจัดแจงปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย ในเมื่อสูทกีตอนทำตลาดในเศรษฐีไม่ก็เกย์ สองหนุ่มก็พอจะเดาๆ ได้ว่าลูกค้ากระเป๋าหนักที่รู้จักกับจิโน่อย่างลึกซึ้งคนนี้เลือกมาเพิ่มยอดขายให้เพราะเหตุใด

“นั่ง”

อัล เร เนโรบัญชา จิโน่ก็ลงไปนั่งยังเก้าอี้กราวกับสั่งได้

“มีเรื่องอะไรคุยกับผมเหรอครับ อัล เร เนโร”

จิโน่ยิ้มใจดีสู้เสือแต่สายตาโลมเลียอย่างเป็นปริศนาที่มองมาก็ทำให้เขาเผลอขยับเก้าอี้ไม้โรสวู้ดหนักสิบกิโลกรัมถอยไปนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

“ฉันจะถามเรื่องเด็กหนุ่มร้านน้ำชาเสียหน่อย”

“การีโน่...เอ๊ย! ชาร์ลีเป็นฝ่ายรุกครับ รุก!...จริงๆ นะครับ”

“หืม?

“เผื่อท่านจะอยากทราบจะได้เตรียมก้น เอ๊ย! เตรียมใจไว้ก่อน”

“ทำไมฉันจะต้องรู้เรื่องชู้รักของมิเกโลด้วย”

“อ้าว”

จิโน่อ้าปากเหวอ ถ้าไม่อยากถามเรื่องชาร์ลีงั้นควรจะถามเรื่องใครล่ะ โทนี่เหรอ

“อ๋อ...โทนี่เขาก็ปากเสียแบบนี้ล่ะครับ”

“เขาเป็นชู้รักของมิเกโลด้วยรึเปล่า”

“เอ...อันนี้ผมก็...”

จิโน่ครุ่นคิดครู่ใหญ่ เขาจำได้ว่าโทนี่พูดจาหมาไม่แดกกับมิเกโลซึ่งเป็นเจ้านายได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งด่าทั้งโขกสับ ดึงหูก็เคยมาแล้ว คงไม่อาจเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในระดับปกติธรรมดาได้

อัล เร เนโนนิ่งรอฟังด้วยใจที่เริ่มลุกเดือด การคิดนานแทนที่จะปฏิเสธทันควันแสดงว่าเรื่องนี้อาจจะมีมูล

“ตกลงเป็นรึเปล่า!

“ผมไม่แน่ใจครับ ดูเขาสนิทกันมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องแบบที่ผมเคยเห็น ว่าแต่ท่านถามแบบนี้...หรือว่าที่จริง...ท่านก็แอบมีใจให้มิเกโลด้วย นั่นอดีตสามีของน้องสาวเลยนะครับ”

จิโน่เดาด้วยปัญญาเฉียบแหลม วงการเกย์มันก็กินกันอยู่แค่นี้แหละ แต่ท่าทางหงุดหงิดยิ่งขึ้นและเรียวคิ้วขมวดมุ่นของอัล เร เนโรทำให้ชายหนุ่มบอกได้ทันทีว่าเขาเดาผิด

“ทำไมฉันต้องสนใจมิเกโลด้วย”

“เพราะท่านคงไม่สนใจโทนี่ไงครับ ทั้งโหด ดุ เถื่อน ปากเสีย คนที่ไปชอบก็มีแต่พวกมาโซคิสม์แน่ๆ ไม่มีทางเป็นคนสายซาดิสม์อย่างอัล เร เนโรหรอกครับ”

“เธอว่าใครสายซาดิสม์”

น้ำเสียงดุดันพาให้วิญญาณของจิโน่ถูกสูบลงชักโครกกดเดียวถึงนรก ตายหะ...อัล เร เนโรเป็นาสายมาโซคิสม์เหรอเนี่ย แต่นั่นไม่สำคัญเท่าเขาเผลอหมกมุ่นแต่ว่าคนชอบสูทกีตอนต้องเป็นเศรษฐีเกย์ก็เลยมัวแต่คิดว่าอัล เร เนโรชอบหนุ่มๆ แต่ที่จริงถามเรื่องชู้รักของมิเกโลเพราะอาจจะอยากหาทางกำจัดศัตรูหัวใจให้น้องสาวก็ได้นี่หว่า!

“ผ...ผมมันคนขายเสื้อด้อยปัญญาครับ! ลืมไปว่าท่านแค่เป็นห่วงน้องสาว อภัยให้ความปากไวของผมด้วยเถอะครับ!

จิโน่ลุกพรวดไปนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าบุรุษที่นั่งอารมณ์เสียและจุมพิตมือที่ประดับแหวนทองอีกครั้งด้วยกิริยาตื่นกลัว อัล เร เนโรเห็นดังนั้นก็พรายยิ้ม เขาวาดมือเชยคางให้ใบหน้าหล่อเหลาตามประสาหนุ่มอิตาเลียนของจิโน่เงยขึ้น ปลายนิ้วโป้งวาดไล้ไปตามริมฝีปากสั่นระริกในระหว่างที่จิโน่กลัวจนแทบจะไม่มีแรงพยุงตัวให้นั่งต่อไปได้

“เธอมันน่ารักจริงๆ จิโน่ ตกลงตอบได้หรือยังว่าปาติซิเยร์มองโกลอยด์นั่นเป็นชู้รักอีกคนของมิเกโลรึเปล่า”

“ผมไม่แน่ใจหรอกครับ แต่สองคนนั้นสนิทกันมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องทั่วๆ ไปแน่”

“งั้นฉันเปลี่ยนคำถามใหม่ เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นเกย์รึเปล่า”

“น่าจะใช่นะครับเพราะโทนี่เคยจูบผมด้วย”

อัล เร เนโรรู้สึกตึงเปรี๊ยะที่ขมับขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่เขาก็พยายามสงบอารมณ์ถามต่อ

“รุกหรือรับ”

จิโน่ลอยตามองไปทางอื่นเพื่อคิดอีกหน่อย

“เอ...ผมไม่แน่ใจครับ ถ้าอยู่บ้านเดียวกับการีโน่ของผมได้โดยไม่มีอะไรกันอาจจะเป็นฝ่ายรุกเหมือนกันมั้งครับ ผมก็ไม่ค่อยสันทัดวงการเกย์เท่าไหร่”

“รุก...เหรอ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและใบหน้าราวมัจจุราชของอัล เร เนโรกระชากวิญญาณจิโน่ไปอีกรอบ เขาเผลอลุกพรวดขึ้นเพื่อหนีให้พ้นรัศมีความเหี้ยมแต่กลับถูกกระชากจนเซล้มลงไปนั่งบนตักในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเสียแทน กลิ่นน้ำหอมบุรุษจากมาเฟียหนุ่มราวกับกลิ่นยาพิษที่ทำให้จิโน่แทบขาดใจ

“ผ...ผมเดาเอาน่ะครับ! อาจจะรับก็ได้!

“แล้วทำไมเขาถึงจูบเธอ”

“โทนี่จะขอบคุณที่ผมช่วยห่อขนมน่ะครับ”

“จริงเหรอ”

“จริงสิครับ! สงสัยเข้าใจไปว่าคนอิตาเลียนจูบขอบคุณกันเป็นปกติมั้งครับ”

“แน่ใจว่าเขาไม่ได้จูบเพราะพิศวาสเธอ”

“ไม่แน่นอนครับ! ถ้าพิศวาสมันต้องจูบดูดดื่มครับ นี่จูบแบบจุ๊บเดียว”

จิโน่อธิบายทั้งที่ยังนั่งบนตักซบแผ่นอกกว้างของอีกฝ่ายเช่นเดิม ท่าทางยังไม่ปักใจเชื่อของบุรุษสูงใหญ่ทำให้จิโน่หมดหนทาง เขาเปิดไพ่ใบสุดท้ายด้วยการเอื้อมมือโอบใบหน้าอีกฝ่ายเข้ามาและประทับริมฝีปากเพียงบางเบาโดยไม่สร้างความล้ำลึกเพื่อแสดงตัวอย่างให้ดูว่าโทนี่จูบเขาแค่นี้จริงๆ

“อัล เร เนโรครับ!

บอดี้การ์ดชุดดำถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่น เขาถึงกับยืนตะลึงเมื่อเห็นว่าบนตักเจ้านายมีชายหนุ่มหน้าตาดีนั่งอยู่และกำลังจูบกันพอดี

“มีอะไร”

อัล เร เนโรเอ่ยถามเมื่ออีกฝ่ายละริมฝีปากออก จิโน่ลุกพรวดขึ้นยืนเกร็งด้วยความเขินอายก่อนที่บุรุษสูงใหญ่จะยันกายลุกขึ้นเช่นกัน

“เอ่อ...ขออภัยที่ขัดจังหวะครับ ให้ผมออกไปก่อน...”

“ไม่ต้อง ฉันเสร็จธุระแล้ว มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”

บอดี้การ์ดชุดดำจึงวิ่งตรงเข้ามากระซิบข้างหู ทันทีที่รับทราบ ใบหน้านิ่งสงบของอัล เร เนโรก็ระบายความเกรี้ยวกราดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินออกจากห้องรับรองไปทางหน้าร้านเพื่อกลับอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่แม้แต่จะหันไปลาจิโน่ ไม่แม้กระทั่งมองผู้จัดการร้านและพนักงานที่โน้มศีรษะลาอย่างสุภาพ จนเมื่อรถมาเซราติสีดำราวกับรถศึกมัจจุราชพาชายหนุ่มออกไปไกล ทุกคนในร้านก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก

0              0              0              0              0

เสียงกระดิ่งเงินเหนือประตูร้านดังกังวานทันทีที่ชายหนุ่มเดินเข้ามา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาและความเย็นจากเครื่องปรับอากาศพาให้จิตใจผ่อนคลายลง มิเกโลส่งยิ้มหวานไปทางเคานท์เตอร์เหมือนทุกครั้ง โทนี่และชาร์ลีซึ่งยังคงง่วนกับงานก็หยุดมือหันมาโน้มศีรษะทักทายตามปกติ แต่ครั้งนี้สิ่งที่แปลกตาคือ...

“มีลูกค้าด้วยแฮะ”

เขาเหลือบไปทางชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่ใช่จิโน่ มิเกโลจึงเดินตรงไปนั่งห่างพอสมควร

“รับอะไรดีครับ”

โทนี่เดินมาสอบถามซึ่งถือว่าแปลกกว่าทุกครั้ง เดิมชาร์ลีซึ่งเป็นคนรักจะเป็นฝ่ายมาต้อนรับด้วยตนเอง แต่เมื่อเลิกรากันไปแล้ว โทนี่จึงอาสาเดินมารับออร์เดอร์ให้โดยที่ชาร์ลียังไม่ได้ออกปาก

“ฉันหิวจัง ขอชุดอาหารเช้าหน่อยสิ วันนี้มีอะไรเหรอโทนี่”

“ก็เหมือนเดิม มีอยู่อย่างเดียว เครป”

“ตามนั้น แล้วขอ...กาแฟ...ได้มั้ย”

“นี่ร้านชา”

“แต่ฉันเจ้าของร้านนะ”

“นี่ร้าน...ชา”

โทนี่ทอดเสียงต่ำด้วยใบหน้าไร้อารมณ์พาให้มิเกโลขนลุก

“ง...งั้นของเบรกฟาสต์เบลนด์ของฟอร์ตนัมแอนด์เมสันก็ได้”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับทราบและเดินกลับไปยังเคานท์เตอร์ พอดีกับเสียงกระดิ่งเงินหน้าบานประตูดังขึ้นอีกครั้ง บุรุษสูงใหญ่ในชุดสูทกีตอนสีสเลทเกรย์ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม แวบแรกที่มิเกโลหันไปเห็นคิดว่าคงเป็นจิโน่แน่ แต่ร่างของอัล เร เนโรที่ยืนสง่างามตามหลังมาด้วยบอดี้การ์ดชุดดำทำให้เขาแทบหยุดหายใจ

ดวงตาตกๆ เหี้ยมลึกมองตรงไปยังเคานท์เตอร์ซึ่งสองหนุ่มโน้มศีรษะทำความเคารพเช่นทุกครั้ง เขาเดินตรงไปนั่งลงที่โซฟาชุดเดียวกับมิเกโลโดยไม่แม้แต่จะไถ่ถามว่ามีคนนั่งด้วยหรือเปล่า แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขับไล่แต่อย่างใด

“ส...สวัสดีครับ”

“อืม”

อัล เร เนโรรับคำทักทายจากมิเกโลเพียงสั้นๆ เขาสบตาแจ้งให้บอดี้การ์ดชุดดำนั่งที่เก้าอี้ห่างไปไม่ไกลนักเพื่อให้พร้อมสำหรับเข้ามาช่วยเขาหากมีเหตุร้ายแต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะได้ยินบทสนทนา

“รับอะไรดีครับคุณสุภาพบุรุษ”

ชาร์ลียิ้มหวานเข้ามาทักทายพร้อมกับยื่นเมนูให้ ฝ่ายอัล เร เนโรไม่ได้หยิบมาเปิด เขาหันไปเงยหน้าสบตาเด็กหนุ่มหน้าหวานที่ยิ้มเกร็งอย่างชัดเจน

“อาหารเช้ามีอะไร”

“มีเครปกับผลไม้ตามฤดูกาลครับ วันนี้เป็นกล้วย พีชสด สตรอเบอรี่ แล้วก็แอปเปิ้ล เลือกโรยหน้าด้วยไอซิ่งหรือนูเทลล่าก็ได้ครับ”

“เครป...ฝรั่งเศสรึ ฉันต้องการอาหารเช้าอิตาเลียน”

“เอ่อ...”

ชาร์ลีถึงกับอ้าปากค้าง เขาไม่รู้จะบอกอย่างไรดีว่าเมนูอาหารเช้าที่นี่มีอย่างเดียว จะเอาสปาเก็ตตี้หรือพิซซ่าน่ะไม่มีหรอกนะ นี่มันร้านน้ำชา มีเมนูอาหารเช้าได้ก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว แต่การปฏิเสธอาจไม่เป็นผลดีต่อเจ้าของร้านซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เท่าใดนัก เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจรับไปสอบถามเชฟซึ่งคือโทนี่นั่นเอง

เมื่อชาร์ลีเดินกลับเคานท์เตอร์ไปแล้ว อัล เร เนโรจึงปรายตามองไปทางมิเกโลซึ่งยิ้มแห้งๆ และหัวเราะแหะๆ

“ดื่มชาเหรอ ยังไม่บ่ายนี่”

เสียงทุ้มเอ่ยถาม

“เปล่าครับ ผมมากินอาหารเช้า”

“ไม่กินอาหารเช้าที่โรงแรมรึไง”

บุรุษสูงใหญ่เอ่ยถามต่อ เขาไม่ได้อยากรู้สารทุกข์สุกดิบอะไรของมิเกโลหรอก ที่อยากรู้คือเมื่อวานมิเกโลควรจะอยู่กับบอนนี่น้องสาวของเขาในโรงแรมของเขาซึ่งมีอาหารเช้าบริการแน่ๆ การที่ไม่ได้กินก็แสดงว่าอาจจะไม่ได้ค้างที่โรงแรม และเป็นไปได้มากว่าจะกลับไปหาชู้รัก

“คือ...ผมตื่นสายไปหน่อยเลยไม่ทันบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรมน่ะครับ”

“รูมเซอร์วิสก็มี”

มิเกโลยิ้มเฉา เขาไม่พูดออกไปแน่ว่าอาหารของรูมเซอร์วิสที่นั่นห่วยแตกเลยคิดว่ามากินที่ร้านของตัวเองดีกว่า ส่วนบอนนี่ซึ่งรักษารูปร่างด้วยการกินแต่สมูตตี้ผักผลไม้เป็นมื้อเช้าจึงไม่ได้ตามมาด้วย

“เอ่อ...โทนี่เขาฝีมือดีนะครับ กินอาหารของโทนี่แล้วจะลืมอาหารฝีมือคนอื่นไปเลย ผมก็เสพติดอาหารของโทนี่เสียด้วยสิ”

“อาหารเช้าได้แล้วครับ”

บุคคลที่กล่าวถึงปรากฏตัวพอดี

โทนี่จัดแจงวางจานเครปสองจานลงเบื้องหน้าชายทั้งสอง ของมิเกโลเป็นเครปสีดำราวกับใส่หมึกจากปลาหมึก สอดไส้ผลไม้สดราดน้ำผึ้งและธัญพืชเสิร์ฟคู่สมูตตี้ผลไม้สดและชาเบรกฟาสต์เบลนด์ของฟอร์ตนัมแอนด์เมสัน ดูอย่างไรก็เป็นสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ ส่วนจานเบื้องหน้าอัล เร เนโร คือเครปดำสอดไส้ผักโขมชีสราดด้วยไวท์ซอส รับประทานคู่กับสมูตตี้และชาแบบเดียวกันแทนที่จะเป็นกัปปูชิโน่ซึ่งจัดเป็นกาแฟสำหรับมื้ออาหารเช้าของอิตาเลียน

มิเกโลถึงกับหน้าซีด

“ท...โทนี่! ทำไมไม่ทำแบบอิตาเลียนหน่อยล่ะ เครื่องชงกัปปูชิโน่ก็มีไม่ใช่เหรอ”

“ที่นี่...ร้านชา”

ใบหน้าไร้อารมณ์หันไปสบตาและตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม โทนี่ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มอีก เขาหันหลังเตรียมเดินกลับไปทางเคานท์เตอร์แต่กลับถูกมือใหญ่ของอัล เร เนโรกระชากแขนไว้จนเด็กหนุ่มเกือบล้ม

“มีอะไรสงสัยเหรอครับคุณผู้ชาย”

โทนี่ถามด้วยใบหน้าไม่ออกอาการตื่นกลัวในระหว่างที่มิเกโลพยายามกวาดเครปเข้าปากหนีความจริงอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบออกจากร้านไปเสียที

“สงสัยมากด้วย ทำไมเครปเป็นสีดำแบบนั้น”

“เครปดั้งเดิมทำจากบัควีต ดีต่อสุขภาพมากกว่าเครปแป้งขาว นึกว่าคุณผู้ชายจะถามเรื่องเครปเป็นอาหารฝรั่งเศสเสียอีก ผมเตรียมคำตอบไว้แล้วเชียว”

แม้ใบหน้าจะยังเรียบนิ่งแต่ทั้งอัล เร เนโรและมิเกโลรู้สึกได้ว่าโทนี่ต้องวางกับดักอะไรไว้แน่ ยืนยันได้จากแววตาที่พร้อมจะเหยียบย่ำหากอีกฝ่ายพลาดพลั้ง

อัล เร เนโรคลี่ยิ้มเหี้ยม เขาปล่อยมือออกจากแขนของโทนี่และเอนหลังด้วยสีหน้ารู้ทัน

“เรื่องนั้นจะถามทำไม นี่ 11 โมงไม่มีคนอิตาเลียนที่ไหนกินกัปปูชิโน่เวลานี้หรอก แล้วนั่นก็เครสเปลเล่ อัลลา ฟิโอเรนติน่า ราดซอสเบชาเมล อาหารเช้าอิตาเลียนตามที่สั่ง”

แววตาของโทนี่แสดงความเหม็นเบื่อทันทีแม้ว่าสีหน้าจะยังคงเดิม เขาเตรียมหันหลังเดินกลับไปแต่ชายหนุ่มก็คว้าแขนไว้อีกรอบ

“เดี๋ยวก่อน”

โทนี่ยอมหยุดยืนแต่โดยดี

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ขัดขืน บุรุษสูงใหญ่จึงกระชากร่างเด็กหนุ่มจนลอยลงมาใกล้เสียจนได้ยินเสียงกระซิบ อัล เร เนโรถามเบาๆ ข้างหูด้วยเสียงทุ้มทรงเสน่ห์แต่แฝงความเด็ดขาดและเหี้ยมลึก

“ทำไมเมื่อวานเย็นฉันกลับมาห้องแล้วไม่เห็นเธอ”

“เพราะฉันกลับบ้านแล้วน่ะสิ”

“ไม่ได้ยินที่ฉันบอกให้รอกินข้าวเย็นด้วยกันรึไง”

“ฉันไม่ใช่แม่นายนะ”

“อยากเป็นเมียเหรอ”

“อยากเป็นผัวมากกว่า”

อัล เร เนโรถึงกับสะอึก เขาปล่อยมือโทนี่ให้เด็กหนุ่มเดินกลับไปยังเคานท์เตอร์แต่โดยดี บุรุษสูงใหญ่หยิบจานพอร์ซเลนไมเซนของเยอรมนีใบสวยสีขาวสว่างกรุขอบเป็นลายราวกับคลื่นทะเลสาดผืนทรายเป็นริ้วงาม เครสเปลเล่ราดไวท์ซอสประดับใบผักโขมสดสีเขียวเข้มดูโดดเด่นราวกับงานศิลปะ บุรุษสูงใหญ่จัดแจงใช้ส้อมเงินตัดและรับประทาน รสชาตินวลเนียนทำให้เขาเผลอคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

เครสเปลเล่ อัลลา ฟิโอเรนติน่า (Crespelle alla Fiorentina) ราดซอสเบชาเมล (béchamel sauce) คืออาหารในตระกูลเดียวกับเครปบางเบาของฝรั่งเศสและแพนเค้กเนื้อฟูฟ่องแบบอเมริกัน เชื่อว่ามีกำเนิดจากเมืองฟลอเรนซ์ในอิตาลีซึ่งหนึ่งในเครปต้นตำรับของฟลอเรนซ์คือ เครสเปลเล่ อัลลา ฟิโอเรนติน่า เป็นภาษาอิตาเลียนหมายถึงเครปสไตล์ฟลอเรนซ์นั่นเอง เครสเปลเล่ของอิตาลีมีส่วนผสมเดียวกับเครปของฝรั่งเศสแต่ต่างกันตรงที่หวานน้อยกว่าและมักจะรับประทานคู่กับอาหารคาว โดยทั่วไปจะสอดไส้ริคอตต้าชีสกับผักโขม พับหรือม้วนแล้วจึงราดด้วยซอสเบชาเมลก่อนนำไปอบจนมีสีเหลืองทอง ดังนั้นเครสเปลเล่จึงรับประทานในลักษณะที่เหมือนพาสต้าชนิดอื่นๆ อย่างราวิโอลี่ กานเนลโลนี่ และลาซานญา

เครสเปลเล่ อัลลา ฟิโอเรนติน่า เป็นอาหารเก่าแก่ซึ่งถือกำเนิดในชนบทของฟลอเรนซ์ในชื่อ เพซโซเล่ เดลลา นอนน่า แปลว่าผ้าเช็ดหน้าของคุณยายเนื่องจากการรับประทานในถิ่นนั้นมักจะพับครึ่งแผ่นแป้งวงกลมสองครั้งเหมือนพับผ้าเช็ดหน้า แรกเริ่มเครสเปลเล่เป็นเพียงออมเล็ตแผ่นบางสอดไส้ริคอตต้าชีสกับผักตามฤดูกาลในซอสซัลซ่าคอลล่าหรือไวท์ซอสเท่านั้น ไวท์ซอสนี้ได้ชื่อฝรั่งเศสหรูหราในภายหลังว่าเบชาเมลซอส ต่อมามีการทำให้แผ่นออมเล็ตให้มีราคาขึ้นด้วยการเพิ่มนมและแป้งลงไปด้วยจึงกลายมาเป็นเครสเปลเล่แบบที่เห็นในปัจจุบัน

ไม่มีใครทราบว่าเครสเปลเล่จากฟลอเรนซ์เข้าสู่ครัวฝรั่งเศสเมื่อใดแต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับแคทเธอรีน เดอ เมดิซี หญิงสาวผู้มั่งคั่งจากอิตาลีซึ่งแต่งงานกับเจ้าชายฝรั่งเศสผู้กลายเป็นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 ในภายหลัง เธอมาพร้อมกับนำพ่อครัวและวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบราชสำนักมาด้วย ถือว่ามีความพิถีพิถันมากกว่าราชสำนักฝรั่งเศสในยุคนั้นซึ่งเพิ่งผ่านยุคกลางที่มีแต่อัศวินและการล่าแม่มดมาหมาดๆ เธอแนะนำอาหารและขนมหวานมากมายให้ราชสำนักฝรั่งเศสรู้จัก นำส้อมมาใช้บนโต๊ะอาหาร และเป็นคนแรกที่แยกรับประทานอาหารคาวกับอาหารหวานทั้งที่ก่อนหน้านี้โต๊ะอาหารแบบฝรั่งเศสรับประทานของหวานและคาวพร้อมกัน นอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้บุกเบิกการจัดโต๊ะอาหารที่หรูหราด้วยการวางผ้าเช็ดปากประดับผ้าลูกไม้ซึ่งเป็นของหายากราคาแพงมาก รวมถึงใช้เครื่องเงินสำหรับอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารและใช้แก้วใสใส่เครื่องดื่มด้วย ในยุคนั้น การครัวของฝรั่งเศสจึงถือว่ารุ่งเรืองถึงขีดสุด

ชาร์ลีเดินตรงเข้ามาหยิบกาน้ำชาเพื่อรินลงถ้วยให้มิเกโลพร้อมกับเก็บจานเครปที่ว่างเปล่าไปด้วย รอยยิ้มนุ่มนวลจากใบหน้างามราวกับนางฟ้าแทบทำให้มิเกโลหัวใจสลายแต่เขาก็ยังเก็บสีหน้าไว้ได้อย่างแนบเนียน ขืนออดอ้อนง้องอนต่อหน้าพี่เขยมีหวังหัวเป็นรูแน่

อัล เร เนโรยกถ้วยชาเปล่าขึ้นบ้างซึ่งชาร์ลีก็รู้งานตรงมารินชาจากกาส่วนตัวของชายหนุ่มให้เช่นกัน

“วันนี้มีอะไรแปลกๆ ที่ร้านไหม”

เสียงทุ้มเอ่ยถามซึ่งชาร์ลีไม่อยากจะเชื่อหู เด็กหนุ่มหัวใจเต้นรัวและหายใจติดขัดขึ้นมาแทบจะทันที อย่างไรเสียอัล เร เนโรก็เป็นผู้ชายที่น่ากลัวอยู่ดีต่อให้มาในฐานะลูกค้าก็เถอะ

“แปลก...แบบไหนเหรอครับ”

“อะไรก็ได้ที่แปลก”

ชาร์ลียิ้มหวาน มันก็แปลกทุกอย่างนั่นแหละ ร้านเพิ่งจัดและซ่อมอย่างรวดเร็วหลังพังไปบางส่วนนี่นา

“เอ่อ...ที่แปลกอาจจะเป็นที่วันนี้ลูกค้าเยอะน่ะครับ ทุกทีมีแต่มิเกโลไม่ก็จิโน่ นี่มีอัล เร เนโรกับคุณสุภาพบุรุษโต๊ะนู้นด้วย”

บุรุษสูงใหญ่มองไปยังชายโต๊ะนู้นที่ว่าซึ่งห่างไปไม่มากนักและเขาก็ต้องลุกพรวดกระชากร่างของชาร์ลีลงหมอบกับพื้นอย่างรวดเร็วเมื่ออีกฝ่ายชักปืนออกมา!

เปรี้ยง!!

“ชาร์ลี!

เสียงมิเกโลและโทนี่ประสานกันเมื่อมือปืนยิงตรงไปทางชาร์ลีและอัล เร เนโร ไม่มีใครรู้ว่ากระสุนโดนใครแต่บอดี้การ์ดชุดดำก็กระโจนเข้าไปคว้ามือที่ถือปืนและต่อสู้กันอย่างสูสี

ทั้งมิเกโลและโทนี่ตรงเข้าไปประคองชาร์ลีโดยปล่อยให้อัล เร เนโรยันกายลุกขึ้นเพียงเดียวดาย

“พาชาร์ลีไปหลังร้าน”

โทนี่บัญชา มิเกโลรับทราบและปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มกรีดดวงตาชั้นเดียวแบบเอเชียแฝงแววหงุดหงิดเล็กน้อยไปทางมือปืนที่ยังปลุกปล้ำกับบอดี้การ์ดชุดดำไม่เลิก เขาเตรียมพุ่งไปร่วมแจมด้วยแต่ถูกบุรุษสูงใหญ่คว้าแขนไว้เสียก่อน

“อย่าเข้าไปโทนี่! มันมีปืนแต่เธอมือเปล่า คิดจะไปตายรึไง”

“อย่ายุ่งได้ม...”

พริบตาเดียวโทนี่กลับโผเข้ากอดบุรุษเบื้องหน้า...อาจเรียกได้ว่าโผเข้ากระแทกจนล้มโครมลงพื้นไปทั้งคู่ มือปืนซึ่งเล็งยิงนัดที่สองออกไปแล้วถูกบอดี้การ์ดชุดดำจัดการล็อกแขนและยึดปืนไว้ได้ในที่สุด ความสงบจึงกลับมาที่ร้านอีกครั้ง

ร่างของโทนี่ซึ่งยังนอนทับอัล เร เนโรเบื้องล่างไม่มีทีท่าจะขยับออก เด็กหนุ่มหันหน้าไปมองจนมั่นใจว่ามือปืนถูกรวบไว้แน่แล้วก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกทั้งที่สีหน้ายังไม่เปลี่ยนเท่าไร

“ออกไปได้แล้วโทนี่ ฉันไม่ใช่เบาะรองนอน”

บุรุษเบื้องล่างสั่งการ อีกฝ่ายจึงหันกลับมาก้มมองเบื้องล่างและลุกออกไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก

อัล เร เนโรลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่เสื้อพอประมาณ เขาโทรไปเรียกบอดี้การ์ดคนอื่นให้รีบมาที่ร้านก่อนหันไปมองโทนี่ซึ่งเตรียมหันหลังเดินไปทางเคานท์เตอร์

“ขอโทษที่วุ่นวาย สายข่าวฉันแจ้งว่านักฆ่ามันอาจจะย้อนกลับมาอีกแต่คิดว่าคงมาตอนฟ้ามืด นึกไม่ถึงว่าจะมาตั้งแต่เปิดร้าน...”

“ไม่ต้องพูด กลับไปได้แล้ว พลิกป้ายหน้าร้านว่าปิดให้ด้วย”

เด็กหนุ่มเอ่ยโดยไม่หันกลับมามอง บุรุษสูงใหญ่จึงยังคงจ้องแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในชุดสูทบริกรสีดำสนิทอย่างครุ่นคิด

“ถ้าปิดร้านแล้ว ให้ฉันเลี้ยงข้าวเย็นเป็นการขอโทษที่ทำเรื่องวุ่นวายได้ไหม”

“ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยงมิเกโลเถอะ เจ้านั่นเป็นเจ้าของร้าน ฉันจะไปดูชาร์ลีก่อน นายกลับไปได้แล้ว”

โทนี่เดินหายลับเข้าไปทางประตูหลังร้านโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมาลา ไม่นานนักบอดี้การ์ดอีก 4 คนก็กรูกันเข้ามาช่วยจับมือปืนออกจากร้านไปอย่างง่ายดาย ฝ่ายบอดี้การ์ดชุดดำซึ่งกลับมาอารักขาต่อจึงหยิบเสื้อโค้ตของนายที่แขวนไว้มาให้ตามหลังอัล เร เนโรที่เปิดประตูเตรียมออกจากร้าน เขาไม่ลืมจะหมุนป้ายปิดร้านให้ตามคำขอเมื่อครู่

“อัล เร เนโรบาดเจ็บตรงไหนเหรอครับ”

บอดี้การ์ดชุดดำเอ่ยถามด้วยเสียตระหนก

“ไม่นี่”

“แต่เลือด...”

ชายสูงวัยชี้ไปทางชายสูทสีสเลทเกรย์ซึ่งมีรอยเลือดแดงติดไม่มากนัก เห็นดังนั้นบุรุษสูงใหญ่จึงหันหลังตรงดิ่งไปทางประตูหลังร้าน เขาเปิดผัวะเข้าไปและเห็นโทนี่ซึ่งเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นรอยสักมากมายกำลังเอาผ้ากดแผลที่ต้นแขนซ้ายไว้ แม้เลือดจะไม่ได้ทะลักนักแต่ก็มากพอที่จะย้อมผ้าเช็ดหน้าให้กลายเป็นสีแดงสดอย่างชัดเจน

“มิเกโลกับชู้รักล่ะ”

อัล เร เนโรถามอย่างสงบผิดกับท่าทีตื่นตูมเมื่อครู่ เขาเดินตรงเข้ามา ถอดสูทออกโยนไว้พร้อมกับปลดกระดุมปลายแขนเสื้อเชิ้ตและพับขึ้นถึงศอกอย่างคล่องแคล่ว มือใหญ่หยิบกล่องปฐมพยาบาลซึ่งวางอยู่ที่เดิมเหมือนครั้งที่แล้วออกมาและจัดแจงหาอุปกรณ์ทำแผล ฝ่ายโทนี่ก็มองดูอย่างไม่ใคร่จะวางใจ

“ไม่ต้อง กลับไปได้แล้ว นายอยู่นี่เดี๋ยวคงมีมือปืนตามมาถล่มอีกชุดแน่”

“ฉันถามว่ามิเกโลกับชู้ไปไหน”

“ให้หนีไปตามทางลับแล้ว”

“แปลว่าตอนนี้เหลือฉันกับเธอสองคนในร้าน”

โทนี่ไม่ตอบทันที เขาจ้องดวงตาชั้นเดียวแบบเอเชียไปยังบุรุษเบื้องหน้าที่กำลังเทน้ำยาเบตาดีนลงบนกอซแผ่นโตและดึงมือโทนี่ออกจากแผลก่อนจะใช้กอซใส่น้ำยาฆ่าเชื้อกดลงไปแทนผ้าที่ถูกย้อมจนแดงฉาน เมื่อเสร็จงานเบื้องต้น อัล เร เนโรจึงจ้องดวงตาสีดำสนิทที่ยังคงสงบราวกับคืนเดือนมืดกลับไปทางเด็กหนุ่มบ้าง

“เจ็บไหม”

“ไม่...ฉันหมายถึงไม่ใช่ฉันกับนายสองคน ยังมีบอดี้การ์ดชุดดำที่ประตูด้วย”

“เขาเป็นเงาของฉัน ไม่นับ”

“อาจจะมีใครซ่อนอยู่ในร้านอีกก็ได้ นายรีบไปให้พ้นๆ หน้าเลยไป”

“ฉันถามว่าเจ็บไหม”

คำที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทางหลุดออกมาจากปากชายหนุ่มเป็นรอบที่สองจนโทนี่ต้องมองใบหน้าอีกฝ่าย อัล เร เนโรยังคงสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม เขาหยิบม้วนผ้ายืดมาพันทับที่ต้นแขนโทนี่ให้มั่นใจว่าเลือดจะไม่ไหลเพิ่มก่อนลุกขึ้นยืนและเสนอมือเพื่อช่วยฉุดอีกฝ่ายขึ้นมา แต่โทนี่ก็จัดแจงลุกขึ้นได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งมือชายหนุ่ม

“ไปโรงพยาบาลกัน ฉันจ่ายค่ารักษาให้เอง”

“นายต้องจ่ายทั้งค่ารักษากับค่าซักรีดให้ฉันแน่ แต่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล อาจจะมีมือปืนไปดักรออยู่ที่นู่นแล้วก็ได้”

บุรุษสูงใหญ่ดูจะแปลกใจกับไหวพริบของเด็กหนุ่มพอดู

“โทนี่ ทำไมเธอถึงรู้เรื่องอะไรแบบนี้เยอะแยะ”

“ไม่เคยดู CSI รึไง ละครเรื่องไหนๆ ก็บอก”

อัล เร เนโรเงียบไปอีกรอบ

“แล้วแผลเธอ...”

“แค่ถากๆ ไม่ต้องเย็บหรอก”

“อย่ามาโกหก เมื่อกี้ฉันเห็นแผลกระสุนเฉี่ยวเนื้อหลุดเป็นยวงเชียว ยังไงก็ต้องเย็บ ไปที่โรงแรมเถอะ ที่นั่นมีอุปกรณ์เย็บแผล เดี๋ยวฉันเย็บให้”

โทนี่ซึ่งกำลังเปิดตู้ล็อกเกอร์หยิบเสื้อตัวใหม่ออกมาหันไปมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งระคนความประหลาดใจ

“หึ...มุขใหม่ของการชวนสาวเข้าโรงแรมรึไง”

“งานแบบฉันมันต้องมีบาดเจ็บอยู่แล้ว ฉันกับบอดี้การ์ดรู้วิธีเย็บแผลไปจนถึงใส่เฝือกเบื้องต้นเลยล่ะ ถ้าไม่อยากไปโรงพยาบาลก็ไปกับฉัน”

“ไม่จำเป็น”

“เลิกเถียงได้แล้วโทนี่ เธอเจ็บจนปากซีดเหงื่อแตกไปทั้งหน้าแล้วไม่รู้ตัวรึไง”

บุรุษสูงใหญ่เอ่ยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีเม็ดเหงื่อผุดพรายไปทั่วหน้าผากและตัวสั่นด้วยความเจ็บแต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนสักนิด

“ไม่”

“คิดจะให้ฉันคุกเข่าอ้อนวอนรึไง”

“ถ้าจูบเท้าฉัน ฉันจะยอมคิดใหม่ก็ได้”

“อย่าดูถูกฉันโทนี่!

“ดูถูกแล้วจะทำไม...เนโร”

เด็กหนุ่มท้าทาย เขายกเท้าประดับรองเท้าหนังขึ้นวางบนลังใส่แป้งอเนกประสงค์ที่สูงระดับเข่าเบื้องล่างด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบนิ่งแต่สอดแววสนุกในดวงตา ฝ่ายอัล เร เนโรซึ่งมองดูกิริยาท้าทายกลับคลี่รอยยิ้มเย้ยอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ถ้าเธอไปกับฉันดีๆ อย่าว่าแต่จูบเท้าเลย ฉันจะจูบเธอทุกส่วนจนไม่ให้มีส่วนไหนในร่างกายของเธอที่ไม่เคยผ่านปากฉันแน่”

“วิปริต”

“เธอเริ่มก่อนเองนะ หรือจะให้จูบปากมัดจำ...”

หมัดของเด็กหนุ่มวาดไปหยุดเบื้องหน้าห่างจากจมูกของอัล เร เนโรไปไม่ถึง 3 เซนติเมตร สายลมที่พัดจากความเร็วของหมัดปะทะใบหน้าจนแวบหนึ่งชายหนุ่มดีใจเหลือเกินที่จมูกยังติดอยู่บนหน้าของเขา โทนี่ซึ่งหน้าซีดจ้องตรงด้วยดวงตาที่เริ่มหงุดหงิด

“ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้กุ๊ยอิตา...”

จู่ๆ ในหัวของโทนี่ก็เบาหวิว รอบตัวมืดสนิทราวกับใครมาดับไฟ ทั้งตัวเขาราวกับไร้เรี่ยวแรงคาดว่าเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้นอนเมื่อคืนนี้ ข้าวปลาก็แทบไม่ได้กินตั้งแต่เมื่อวาน แล้วยังต้องมาเสียเลือดอีก ยังไม่นับที่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับมาเฟียกวนประสาทนี่ แต่หลังจากคิดทุกอย่างเรียบร้อย เด็กหนุ่มก็หมดสติไปโดยไม่รู้ตัว

บอดี้การ์ดชุดดำเดินตรงเข้ามาเสนอความช่วยเหลือเมื่อเห็นนายของตนอุ้มเด็กหนุ่มที่สิ้นสติราวกับอุ้มเจ้าสาวแต่อีกฝ่ายก็ปฏิเสธ

อัล เร เนโรซึ่งมีร่างของเด็กหนุ่มอยู่ในอ้อมแขนเดินออกจากร้านตรงไปยังมาเซราติสีดำเงาวับราวกับรถศึกมัจจุราช ในหนแรกเขาคิดจะวางโทนี่ลงที่เบาะหลังอีกข้างหนึ่ง แต่เมื่อคิดอีกครั้งก็เปลี่ยนใจอุ้มเด็กหนุ่มไว้บนตักของเขาเองแนบอกเช่นเดิมระหว่างที่นั่งบนเบาะหลังอย่างสงบ

สวัสดีค่ะ ^_^

เขียนไปเขียนมากลายเป็นคู่นี้ชักสนุกมือค่ะ มันเหมือนจะกลายเป็นเรื่องรักหวานแหววแต่ก็ไม่เชิง อีโรติกก็ไม่ใช่ บู๊ดุเดือดดูอาจจะใกล้เคียง ยังนึกไม่ออกว่าสุดท้ายเนโรกับโทนี่จะลงเอยอีท่าไหน เช่นเดียวกับจิโน่กับชาร์ลีที่ตกลงจะเอายังไงกันเนี่ย เรื่องสั้นรายสัปดาห์ก็เงี้ยค่ะ ไม่ได้คิดพล็อตล่วงหน้า คิดแต่คาแรกเตอร์ ดังนั้นคงต้องรออารมณ์พาไปล่ะค่ะ

Blueฯ เป็นคนชอบเครปมากนะคะ เครปที่ชอบที่สุดคือเครปเย็นที่ญี่ปุ่นค่ะ ตอนนั้นพี่ทัวร์พาลอดอุโมงค์ใต้น้ำเชื่อมโตเกียวกับโยโกฮาม่า อุโมงค์นี้โผล่กลางทางขึ้นมาเหนือน้ำกลางอ่าวเลยค่ะเพราะอีกครึ่งทางที่เหลือเป็นสะพาน (คือเป็นอุโมงค์ครึ่งสะพานครึ่ง) Blueฯ รีบลงไปเดินเล่นเลยค่ะ มีร้านเครปอยู่ร้านนึงน่ากิน เลยสั่งใส่ครีมสดกับชีสเค้ก เขาใส่แล้วก็ม้วนเป็นกรวยมาให้ แป้งนุ่มหนึบ ไส้อร่อยไม่หวานมากค่ะ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นก็ไม่เคยกินเครปไหนในไทยที่อร่อยขนาดนั้นเลย

ตอนหน้าคิดถึงขนมชนิดนึงไว้ค่ะ หาแรงบันดาลใจเขียนนิยายจนอ้วนพีเพราะต้องหาขนมแปลกๆ มีประวัติศาสตร์มาเขียนค่ะ พบกันเมื่อองค์ลงครั้งหน้านะคะ

Comment

Comment:

Tweet

แก้นะคะ พิมพ์ผิด #NeroTony

#2 By pp (101.108.107.124) on 2015-09-21 12:50

#ทีมเนโรโทนี่  มาชูป้ายไฟให้กำลังใจคะkiss   ที่จริงโอกาศหนึ่งในร้อบ(ล้านๆๆๆๆ)ล้านแบบนี้อยากให้เนโรปล้ำโทนี่  แต่กลัวว่าฮีจะเสียชีวิต  ดังนั้น ขอแค่ฉาก  หวานๆ ให้นิดๆ ก็ยังดี  จิโน่ก็มาโชว์แบ๊วนิดๆ ด้วยน่ารักจัง

 

 

ปล  เนโรรอบนี้นายแมนมาาาากก  #NeroYony

#1 By pp (101.108.107.124) on 2015-09-21 12:49