มิเกโลประคองชาร์ลีซึ่งยังสั่นไปทั้งตัวออกจากทางลับเดินตรงไปตามถนนซึ่งมุ่งไปยังสถานีรถไฟ ใบหน้าซีดและดวงตาตื่นๆ ทำให้มิเกโลตัดสินใจหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งและโอบเด็กหนุ่มไว้แนบอก

“ไม่เป็นอะไรแล้วชาร์ลี”

เสียงนุ่มกระซิบ เขาจุมพิตลงที่เส้นผมและหน้าผากอย่างถนอมก่อนโอบอ้อมแขนให้กระชับขึ้น

เด็กหนุ่มในอ้อมกอดรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วง เขาคลายความกลัวลงและเริ่มรู้สึกถึงมือของตัวเองที่สั่นไม่หยุด ชาร์ลีวาดมือขึ้นโอบแผ่นหลังของมิเกโลด้วยเช่นกัน เมื่อรู้สึกถึงอ้อมอกที่ปลอดภัย ใบหน้าตระหนกจึงค่อยคลี่ยิ้มได้บ้าง

“ขอบคุณครับมิเกโล”

“เธอยังสั่นอยู่เลย”

“คุณไม่กลัวเหรอครับ”

มิเกโลยิ้มแห้ง จะว่ากลัวมันก็กลัวอยู่นิดหน่อย แต่สมัยที่เขาไปร่วมงานวันรวมญาติของบอนนี่ เหล่ามาเฟียกราซโซที่แต่ละคนพกบอดี้การ์ดมาด้วยแถมถือปืนครบมือยังน่ากลัวมากกว่านี้

ชาร์ลีถอนตัวออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างสุภาพ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองมิเกโลด้วยรอยยิ้มหวานอ้อนเช่นเดิมเหมือนเมื่อครั้งยังคบหากันอยู่ มิเกโลมองตอบด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นบางอย่างในอก เขาโน้มใบหน้าลงจุมพิตเพียงแผ่วเบาที่ริมฝีปากด้วยความรักที่มีต่อชาร์ลีอย่างท่วมท้น

“ไม่น๊า! การีโน่!

เสียงตะโกนมาแต่ไกลของจิโน่ทำให้ชาร์ลียอมถอนริมฝีปากออก บุรุษสูงสง่าหล่อเหลาในสูทกีตอนสีดำเทาตรงเข้ามาด้วยใบหน้าเง้างอน เขาถลาเข้าไปดึงชาร์ลีออกมาจากอ้อมแขนก่อนจ้องหน้ามิเกโลด้วยความไม่พอใจ

“วันนี้ปิดร้านเร็วเหรอครับ ผมกำลังจะไปดื่มชาเสียหน่อย”

มิเกโลมองกลับด้วยรอยยิ้ม

“ถามชาร์ลีสิครับ”

“ผมถามการีโน่อยู่”

“แต่คุณมองหน้าผมนะจิโน่”

ชายหนุ่มเง้างอนอีกพอเป็นพิธีก่อนหันไปมองหน้าชาร์ลีด้วยรอยยิ้มน่ารักอีกครั้ง

“กำลังจะไปไหนกันเหรอครับการีโน่”

“ผมว่าจะไปขอพักที่บ้านของมิเกโลก่อนน่ะครับ พอดีเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยที่ร้าน คุณไปด้วยกันมั้ยครับจิโน่”

ชายหนุ่มที่ได้รับคำเชิญถึงกับเหลือกตาอย่างแปลกใจ

“เอ๋...ด...ได้เหรอ”

“ได้สิครับ ผมไม่อยากอยู่กับมิเกโลสองต่อสองหรอก เดี๋ยวภรรยาเขาจะเข้าใจผิด”

“ภรรยา...ของมิเกโล? ที่หย่ากันไปแล้วน่ะเหรอครับ”

“เขากลับมาคืนดีกันแล้ว”

มิเกโลหน้าจ๋อยสนิทในระหว่างที่จิโน่เริ่มมีแสงเรืองรองสว่างขึ้นในใจ เขาจึงตัดสินใจรับคำเชิญอย่างยินดี

บานประตูของอพาร์ตเมนท์หรูหราเปิดออกอย่างง่ายดายเมื่อมิเกโลประทับมือลงที่เครื่องสแกนหน้าประตู เขาแปลกใจนิดหน่อยที่ไฟเปิดอยู่ โดยปกติไฟในบ้านของเขาจะปิดอัตโนมัติเมื่อไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวในบ้าน การที่ส่องสว่างเช่นนี้แสดงว่ามีใครอยู่แน่ๆ และน่าจะเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งสามารถสแกนลายมือเข้ามาได้

“บอนนี่?

มิเกโลเอ่ยทักเข้าไปในบ้าน

“ภรรยาคุณอยู่บ้านเหรอครับ ดีที่พาจิโน่มาด้วยนะเนี่ย”

ชาร์ลีเอ่ยอย่างโล่งอก เขาเดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปอย่างคุ้นเคย แต่เมื่อเข้าไปถึงห้องรับแขก ภาพตรงหน้าก็ทำให้หยุดหายใจไปหลายวินาที เช่นเดียวกับจิโน่โน่ซึ่งยืนค้างอยู่ราวกับถูกสาปเป็นหิน

“สวัสดี ขอโทษที่เข้ามารบกวน”

เสียงทุ้มเปี่ยมอำนาจของบุรุษสูงวัยที่นั่งสง่างามอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ที่สุดในห้องดังขึ้น บอดี้การ์ดที่มีปืนในมือ 3 คนนั่งเกาะหน้าต่างอยู่คนละมุมในห้องลุกขึ้นยืนและโน้มศีรษะทักทายมิเกโลอย่างเคารพก่อนจะนั่งลงไประแวดระวังภัยที่หน้าต่างเช่นเดิม

มิเกโลยิ้มแย้มเก็บความตกใจไว้ได้อย่างแนบเนียนใต้หน้ากากทะเล้น เขาตรงเข้าไปกางแขนออกอย่างสดชื่น บุรุษสูงวัยก็ยืนขึ้นและอ้าแขนรับอ้อมกอดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

“ลมอะไรหอบมาถึงนิวยอร์กครับ ดอนเบนิโต”

ชื่อที่ได้ยินทำให้จิโน่อยากเป็นลม เขาไม่เคยเห็นหน้าเบนิโต กราซโซมาก่อนเนื่องจากไม่มีสื่อไหนได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ใบหน้าของดอนแห่งตระกูลกราซโซด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย บุรุษสูงสง่าคนนี้มีลักษณะเหี้ยมลึกตามแบบมาเฟียอิตาเลียนราวกับหลุดออกมาจากนิยายเรื่องก็อดฟาเธอร์ อายุน่าจะเลยวัยหกสิบไปแล้วแต่รูปร่างและท่ายืนที่เชิดคอสง่ายังดูน่าเกรงขามไม่แตกต่างกับอัล เร เนโรผู้เป็นลูกชาย ดูหนุ่มแน่นกว่าวัยจนหากบอกว่าเป็นพี่ชายของอัล เร เนโรก็ยังน่าเชื่อ ดอนเบนิโตสวมสูทกีตอนสีควันบุหรี่ลายตารางโดยไม่มีเวสตัวใน เสื้อเชิ้ตปกแหลมปลดกระดุมลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผ่นอกที่มีไรขนสีดำสนิททรงเสน่ห์ตามแบบชายอิตาเลียน สร้อยทองคำเส้นโตส่องประกายบนแผ่นอกอย่างน่าเกรงขาม โดยรวมแล้วดูราวกับเพลย์บอยเซอๆ ที่แฝงความเนี้ยบแบบไม่จงใจไว้อย่างจงใจ รูปร่างเมื่อเทียบความสูงแล้วถือว่าทัดเทียมกับมิเกโลซึ่งแสดงว่าสูงกว่าชายชาวอิตาเลียนทั่วไปอยู่พอดู

บุรุษสูงวัยแนบแก้มทักทายกับมิเกโลด้วยรอยยิ้มที่ระบายเพียงริมฝีปากแต่ไร้ซึ่งแววใจดีในดวงตาที่คมกริบราวกับราชสีห์ เขามองดูชาร์ลีแวบหนึ่งก่อนปรายตาไปทางจิโน่บ้าง

“พอดีมีเรื่องฉุกเฉินทางอิตาลีฉันเลยมาพักร้อนที่นิวยอร์กเสียหน่อย”

“ทุกทีเห็นไปนอนที่โรงแรมของอัล เร เนโรไม่ใช่เหรอครับ ที่นั่นน่าจะมีอุปกรณ์ระวังภัยดีกว่า”

มิเกโลกล่าวถึงโรงแรมที่ติดระบบรักษาความปลอดภัยราวกับป้อมปราการกลางนิวยอร์กของอัล เร เนโร ถ้าจะมีอะไรสักอย่างทำลายห้องสูทที่โรงแรมนั้นได้ก็คงต้องเป็นระเบิดปรมณูเท่านั้น

ดอนเบนิโตคลายอ้อมกอดออกมาและยิ้มเยือกเย็นอย่างน่าสะพรึงกลัว

“พวกอริของฉันอาจจะเดาได้ว่าฉันพักที่นั่นก็เลยต้องหาที่พักอื่นชั่วคราวก่อน บอนนี่แนะนำให้มาพักที่นี่ เลยต้องขอมารบกวนเสียหน่อยนะ”

“ยินดีเลยครับ”

“แต่เธอมีแขก”

“อ๋อ...นั่นเพื่อนผมเองครับ ชาร์ลีกับจิโน่”

ชาร์ลียิ้มหวานรับแขกด้วยหัวใจที่กริ่งเกรงภายใน เขาตรงเข้าไปจับมือทักทายดอนเบนิโตตามแบบหนุ่มอเมริกัน แต่ระหว่างที่จะคลายมือถอยออกมา มือใหญ่ที่ประดับแหวนทองคำก็กลับกุมมือของเด็กหนุ่มไว้แน่น ชาร์ลีวาดดวงตาลงมองมือและเห็นว่าดอนเบนิโตมีเจตนาจับมือของเขาไว้แน่ เมื่อปรายดวงตาขึ้นมองใบหน้า ความเหี้ยมลึกในดวงตาก็ทำให้ชาร์ลีแทบประคองขาให้ยืนอยู่ไม่ไหว

“สวัสดีชาร์ลี นี่น่ะเหรอคนที่เอาชนะบอนนี่ได้ หน้าตาน่ารักไม่เลวนี่”

มิเกโลแทบน้ำลายฟูมปาก ชาร์ลีเองก็ยืนแข็งค้างอยู่ท่าเดิมราวกับกลายเป็นแท่งปูนไปแล้ว จิโน่ซึ่งเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายสุดขีดจึงตัดสินใจงัดไม้ตายออกมาช่วยชีวิตการีโน่ของเขาทันที

“ม...ไม่ใช่นะครับ! ตอนนี้ชาร์ลีเป็นคนรักของผม กับมิเกโลเป็นแค่อดีตไปแล้ว!

จิโน่เอ่ยเปลี่ยนบรรยากาศขึ้นมากลางความเงียบ แม้เสียงจะสั่นอย่างชัดเจนแต่ความกล้าหาญก็ทำให้ดอนเบนิโตหันมามองและยอมปล่อยมือชาร์ลีแต่โดยดี เด็กหนุ่มจึงรีบหลบออกไปยืนให้ห่างดอนออกไปไกลที่สุดเท่าที่จะไม่เสียมารยาท

ดอนเบนิโตเดินตรงเข้าไปทางจิโน่อย่างเชื่องช้า ท่าทีราวกับสิงโตร้ายย่างเข้าไปหากระต่ายน้อยพาให้จิโน่เริ่มสั่นไปทั้งตัว เมื่อบุรุษสูงวัยวาดมือประดับแหวนทองคำออกมา เด็กหนุ่มก็ถลาเข้าไปกุมมือขึ้นมาจุมพิตด้วยความเคารพอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีพ่อหนุ่ม คนอิตาเลียนรึ”

“ครับดอนเบนิโต ผมจิโน่ครับ เป็นคนรักของชาร์ลี”

จิโน่ช่วยชาร์ลีเต็มที่ เขาเดาว่าหากไม่ออกตัวแรงแบบนี้ การีโน่ของเขาอาจโดนฆ่าหั่นศพในฐานะตัวการทำให้มิเกโลเลิกรากับลูกสาวของดอนแน่

“จิโน่เหรอ เธอเป็นคนที่ไหน”

“นาโปลีครับ”

“มาทำอะไรที่นิวยอร์กล่ะ”

“ผมเป็นไดเรกเตอร์ของกีตอนครับ ขอบพระคุณดอนที่อุดหนุนครับ”

ชายหนุ่มยิ้มหวานน่ารัก ดอนเบนิโตอุตส่าห์ใส่ผลิตภัณฑ์บริษัทเขาทั้งทีก็ต้องมีการสรรเสริญกันหน่อย

ดอนเบนิโตมองใบหน้าหล่อเหลาของจิโน่อย่างพึงใจ แม้ริมฝีปากจะระบายยิ้มแต่ดวงตายังคงดุดันราวกับราชสีห์เช่นเดิม เขาอ้าแขนออกเพื่อโอบกอดซึ่งอีกฝ่ายก็รู้งานเข้ามาโอบกอดและรับจุมพิตทักทายตามประสาคนอิตาเลียนท่ามกลางสายตาของมิเกโลและชาร์ลีที่ยืนเกร็งอยู่ไม่ไกล เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบถามมิเกโลด้วยเสียงที่เบาราวกับเข็มตกบนผืนพรม

“มิเกโลครับ ดอนทักทายลูกเขยอย่างคุณยังแค่จูบแก้ม แล้วทำไม...กับจิโน่ถึงจูบปาก”

“ดอนคงถูกใจจิโน่น่ะชาร์ลี เขาชอบเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ใส่สูทขึ้น”

ชาร์ลีหันขวับไปมองมิเกโลอย่างตกใจ!

“แต่ดอนมีเมียกับลูกเป็นโหลไม่ใช่เหรอครับ”

“หนึ่งในเมียเป็นโหลนั่นก็มีหนุ่มๆ อยู่นิดหน่อย”

“งั้นจิโน่...”

มิเกโลพยักหน้าทั้งที่ชาร์ลียังพูดไม่จบประโยค

“ใช่แล้วชาร์ลี จิโน่คงทำยอดขายได้อีกเยอะเลย”

เด็กหนุ่มถึงกับหน้าซีด

ดอนเบนิโตนั่งลงอย่างสบายบนโซฟาตัวโตที่สุดในห้อง เขาผายมือเชิญให้จิโน่นั่งลงเคียงข้างซึ่งอีกฝ่ายก็รีบรุดไปนั่งอย่างเชื่อฟัง ระหว่างนั้นมิเกโลกับชาร์ลีก็ขอตัวไปเตรียมเครื่องดื่มเปิดโอกาสให้จิโน่เตรียมรับออร์เดอร์สั่งสูทเสียให้เรียบร้อย

“ฉันมานิวยอร์กกะทันหันเลยไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าอะไรมาเลย เธอจะช่วยเตรียมเสื้อผ้าให้ฉันสักจำนวนหนึ่งได้ไหมจิโน่”

“ค...ครับ ได้สิครับดอนเบนิโต ท่านจะพักอยู่ที่นี่นานแค่ไหนครับ”

“เตรียมสำหรับสองสัปดาห์ก่อนแล้วกัน ฉันจำขนาดเสื้อผ้าของตัวเองไม่ได้ด้วยสิ”

“ผมคิดว่าผมพอจะเดาได้ครับ”

จิโน่ตอบซื่อ แต่เมื่อประสานสายตากับดอนเบนิโตที่คลี่ยิ้มออกมาอย่างน่าสงสัย เขาก็เริ่มรู้สึกถึงรังสีประหลาดบางอย่างที่ส่งตรงมาจากดวงตาราชสีห์จนบั้นท้ายหนาววาบ

“แน่ใจเหรอ”

“พ...พอดีผมไม่ได้พกสายวัดมาด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นดูจากป้ายที่ด้านในปกเสื้อสิ”

ดอนเบนิโตเอื้อมมือไปดึงคอเสื้อด้านหลัง จิโน่ก็รู้งานขยับตัวเข้าไปนั่งเคียงข้างและยื่นหน้าเข้าไปขออนุญาตมองดูป้ายด้านในคอเสื้ออย่างเกรงใจ ตอนนี้ทั้งตัวเขาแข็งชาราวกับเลือดในกายเป็นหิน มือไม้เปะปะสั่นเทาเห็นชัดเสียจนระหว่างที่เอื้อมมือจะไปจับคอเสื้อ มือใหญ่ของดอนเบนิโตกลับคว้ามือของเด็กหนุ่มมากุมไว้เสียก่อน

“มือเธอเย็นมากเลยนะจิโน่”

“หร...เหรอครับ”

ใบหน้าของดอนที่อยู่ใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจยิ่งทำให้จิโน่สั่นไปทั้งตัว ตาอย่างนี้ เสียงอย่างนี้ มาดอย่างนี้ โอยยยย...ฉี่จะราด!

“เธอเป็นคนรักของแฟนเก่ามิเกโลก็แสดงว่าเธอเป็นเกย์น่ะสิ แสดงว่าข่าวลือที่ว่าคนใส่กีตอนมีแต่เศรษฐีกับเกย์ก็เป็นเรื่องจริงใช่ไหม”

“เอ่อ...เศรษฐีน่ะใช่ครับ”

“แล้วอย่างหลังล่ะ”

จิโน่รู้สึกราวกับนั่งทับน้ำแข็งอยู่ เขาคุ้นๆ ว่าเคยได้ยินคำถามแบบนี้มาก่อนแน่ๆ แต่ยังไม่ทันนึกออกว่าใคร มือใหญ่ที่ประดับแหวนทองคำก็ยื่นมาเชยคางราวกับจะพิจารณาใบหน้าของเด็กหนุ่มให้ชัดเจน

“หน้าตาเธอดีอย่างกับพวกนายแบบเลยนะ เคยเป็นนายแบบมาก่อนรึเปล่าจิโน่”

“ค...เคยครับ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย”

“เก่งนะ ได้เป็นถึงไดเรกเตอร์ในนิวยอร์ก มีผู้อุปถัมภ์เหรอ”

“ไม่มีครับ”

“อยากได้รึเปล่าล่ะ”

ชาร์ลีกับมิเกโลที่แอบฟังถึงกับอมยิ้มและหันไปซุบซิบกันอย่างสนุกปาก

“ผมว่าจิโน่ต้องเสร็จดอนแน่เลยครับมิเกโล ได้ป๋าอุปถัมภ์ขนาดนี้รับรองยอดขายพุ่งทะลุฟ้าแน่”

“เขาอุตส่าห์ช่วยเธอนะชาร์ลี ไม่ห่วงเขาหน่อยเหรอ จิโน่ไม่ได้เป็นเกย์ไม่ใช่รึไง”

ชาร์ลียิ้มหวานและเหลือกตากลมโตราวกับนึกขึ้นได้

“จริงด้วยสิครับ ผมลืมไปเลย”

คำถามจากดอนเบนิโตพาให้จิโน่รู้สึกราวกับถูกแช่แข็ง เขาถอนมือออกจากปกเสื้อและรีบถอยออกมาแต่กลับถูกอีกฝ่ายกระชากเข้ามาใกล้เสียแทน เด็กหนุ่มเซล้มจนต้องคุกเข่าลงเบื้องหน้า ใบหน้าของชายสูงวัยที่เปี่ยมอำนาจราวกับราชสีห์โน้มลงมาใกล้อย่างน่ากลัวจนจิโน่ต้องหลับตาแน่น เขารู้สึกได้ว่ามือใหญ่โอบศีรษะเขาเข้าไปก่อนที่ดอนจะประทับริมฝีปากจุมพิตลงมาอย่างนุ่มนวล

“อย...อย่าครับดอน! ผม...ไม่เคยกับผู้ชาย”

จิโน่ถอยออกมาได้อย่างเฉียดฉิวก่อนที่ปลายลิ้นจะรุกราน

“ไหนว่าเป็นคนรักของเด็กหนุ่มคนนั้น”

“คือ...ผมไม่เคยเป็นฝ่ายรับ”

“อยากลองมั้ยล่ะ”

จิโน่ส่ายหน้าไหวๆ อย่างน่าเอ็นดูจนดอนเบนิโตคลี่ยิ้มขำ เขายอมปล่อยมือที่ดึงแขนจิโน่ไว้เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายผละกายออกมาอย่างรวดเร็ว จังหวะดีที่ชาร์ลีกับมิเกโลเดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟด้วยรอยยิ้มแนบเนียนราวกับไม่เห็นอะไรเมื่อกี้เลย จิโน่จึงถอยห่างออกไปนั่งบนโซฟาตัวที่ไกลที่สุดและพยายามไม่หันไปมองดวงตาที่ยังคงจ้องตรงมาอย่างกระหาย

“กำลังคุยอะไรกันอยู่เหรอครับ”

มิเกโลช่วยเปลี่ยนเรื่องแต่ท่าทางราวกับราชสีห์จ้องกระต่ายน้อยไม่เลิกราก็ทำให้เขาเดาว่าถึงจิโน่รอดจากอัล เร เนโรและชาร์ลีมาได้เห็นทีจะเสร็จดอนเบนิโตแน่

“ฉันขอให้จิโน่ช่วยหาเสื้อผ้าให้น่ะ วันที่เอามาให้คงต้องรบกวนเธออีกครั้งนะ”

“ค...ครับ ดอนเบนิโต”

จิโน่ตอบด้วยเสียงสั่น ตอนเขาอยู่ที่อิตาลีก็ไม่เห็นจะมีผู้ชายคนไหนมายุ่งกับเขานี่นา แต่ทำไมตั้งแต่เขาคิดจะจีบชาร์ลี บรรดาผู้ชายท่าทางน่ากลัวถึงชอบมาวอแวเขากับเขามากขึ้นเนี่ย หรือว่าชาร์ลีเปิดสวิตช์อะไรในตัวเขาเข้าถึงได้ดึงดูดให้พวกผู้ชายเข้ามาก้อร่อก้อติกแบบนี้

“แล้วบอนนี่ล่ะครับดอน”

มิเกโลเอ่ยถามเพราะเขายังไม่เห็นภรรยาของเขาแม้แต่เงา

“เนโรโทรมาหาบอนนี่น่ะ ขอให้ไปช่วยพยาบาลคนเจ็บหน่อย”

“อัล เร เนโรบาดเจ็บเหรอครับ”

เขานึกย้อนไปก่อนหน้านี้ที่นักฆ่าตามไปยิงอัล เร เนโรถึงร้านน้ำชาของ แต่ดอนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“เปล่า เห็นว่าเด็กเสิร์ฟที่ร้านถูกยิงน่ะ”

มิเกโลกับชาร์ลีถึงกับหน้าเสีย ระหว่างที่ชาร์ลีร้อนรน มิเกโลก็หันไปปลอบใจด้วยรอยยิ้มให้เด็กหนุ่มสงบลง

“ไม่เป็นไรชาร์ลี บอนนี่เป็นหมอ โทนี่ต้องไม่เป็นอะไรแน่”

“แต่ผมเป็นห่วงโทนี่ ผมขอไปหา...”

“ถ้าเป็นห่วงแค่โทรไปก็ได้ อยู่เป็นเพื่อนฉันรอบอนนี่ก่อนเถอะ พักที่นี่กับจิโน่ก็ได้ มีห้องว่างตั้งเยอะแยะ นะชาร์ลี...น้า...”

มิเกโลอ้อนด้วยใบหน้าโศก เขาไม่อยากอยู่กับพ่อตามาเฟียที่อาจจะจับเขามาหั่นเป็นชิ้นๆ ข้อหาขโมยทองและทำร้ายจิตใจลูกสาวหรอก อย่างน้อยมีชาร์ลีอยู่เป็นเพื่อนคงอุ่นใจกว่า และที่สำคัญที่สุดคือถ้าจิโน่อยู่ด้วย ดอนเบนิโตคงอารมณ์ดีหันไปคิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องสังหารเขาแน่

ความเย็นของผ้าชุบน้ำที่ไล้ไปตามแผ่นอกปลุกให้เด็กหนุ่มลืมดวงตาชั้นเดียวขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงสว่างเบื้องหน้าทำให้เขาตาพร่าไปนิดหนึ่ง แต่สักพักก็สามารถลืมตาขึ้นได้เต็มที่ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าไม่ชัดเจนนักแต่พอเดาได้ว่าเป็นผู้ชายตัวโตซึ่งแปลความได้ว่าอันตราย

“ตื่นแล้วเหรอโทนี่”

อัล เร เนโรถอนมือที่ถือผ้าชุบน้ำออก เขาโยนผ้าไว้ในอ่างน้ำก่อนหันมาช่วยประคองเด็กหนุ่มที่พยายามจะยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากเย็นแต่อีกฝ่ายกลับสะบัดออกอย่างแรง

“ปล่อยฉันนะ!

“อย่าดิ้นสิโทนี่! ไม่กลัวแผลเปิดรึไง!

“ฉันบอกให้ปล่อย!

โทนี่กระแทกแขนผลักอัล เร เนโรให้พ้นทางก่อนจะกระโจนหนีออกจากเตียงพุ่งตรงไปทางประตูซึ่งด้วยสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดทำให้คิดได้ว่าคือทางหนีที่ปลอดภัย แต่ยังไม่ทันวิ่งออกไป ร่างของหญิงสาวที่มีเส้นผมสีดำสนิทหยักศกสลวยและรูปร่างอวบอัดในชุดรัดรูปสั้นติ้วโชว์ร่องอกก็ปรากฏขึ้นหยุดขาของโทนี่ไว้ได้ทันท่วงที

“อ้าว...ลุกขึ้นมาทำไมล่ะ”

บอนนี่ กราซโซยิ้มทัก เธอหันไปทางพี่ชายซึ่งดิ่งตรงเข้ามาจับโทนี่ไว้ก่อนหันไปมองหน้าโทนี่อีกครั้งด้วยรอยยิ้ม

“เธอ...”

“ปล่อยฉันนะ!

โทนี่พยายามสลัดมือของอัล เร เนโรที่ดึงแขนเขาไว้ด้วยความตระหนก ระหว่างที่พยายามจะวิ่งหนีอีกครั้ง บอนนี่ก็ยื่นมือมาสัมผัสแขนของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา โทนี่หยุดชะงักและมองดูใบหน้างามที่ระบายยิ้มบนริมฝีปากสีแดงสดด้วยดวงตาตื่นตะลึง

“ไม่ต้องกลัวนะโทนี่ ฤทธิ์ยาชาทำให้เธอเมา ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครทำอันตรายเธอหรอก”

เสียงของหญิงสาวที่ผ่านเข้าโสตพาให้เด็กหนุ่มยอมสงบแต่โดยดี เขายอมให้บอนนี่จูงมือเพื่อกลับไปนั่งลงที่เตียงอย่างว่าง่ายแต่ยังคงส่งสายตาดุดันและแยกเขี้ยวใส่อัล เร เนโรอย่างระแวงใจ

“นอนลงเถอะ เธอเสียเลือดไปเยอะแล้วก็คงไม่ค่อยได้พักผ่อน ขอบตาดำเชียว”

โทนี่ยอมนอนลงตามที่หญิงสาวบอกแต่โดยดี เขามองดูรอยยิ้มที่ประดับบนริมฝีปากสีแดงสดของบอนนี่ราวกับจ้องมองสิ่งที่น่าอัศจรรย์ในโลก ไม่นานเด็กหนุ่มก็คลี่ยิ้มบนริมฝีปากออกมาอย่างน่ารัก

ใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มราวกับเด็กของโทนี่เป็นภาพที่อัล เร เนโรไม่เคยเห็นมาก่อน เขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวในอก แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นของแปลกแต่อีกใจหนึ่งก็ลอบเก็บความไม่พอใจไว้อย่างอดทนเมื่อคิดว่าคนที่ทำให้โทนี่ยิ้มได้คือน้องสาวคนสวยของเขาแทนที่จะเป็นเขา

“ขอบคุณที่ช่วยผมครับ”

โทนี่เอ่ย บอนนี่ก็ยิ้มตอบอย่างน่ารัก

“พักผ่อนเถอะจ้ะ เดี๋ยวพี่เนโรจะอยู่กับเธอเอง”

ใบหน้าของโทนี่ระบายความหงุดหงิดทันที

“ไม่เอาเนโร ผมจะอยู่กับคุณ”

“แต่พี่เนโรเป็นคนรักของเธอนะ”

“ผมไม่ใช่คนรักของเจ้ามาเฟียวิปริตนั่น”

หญิงสาวถึงกับหน้าซีด คนที่กล้าเรียกอัล เร เนโรว่ามาเฟียวิปริตแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ใช่คนที่รักกันแล้วจะเป็นใครอีก เธอไม่กล้าคิดต่อว่าวิปริตหมายถึงอะไรจึงตัดสินใจลุกออกจากเตียงและเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

อัล เร เนโรมองร่างของโทนี่ซึ่งเปลือยท่อนบนกำลังลุกขึ้นคลานหนีไปในทิศตรงข้ามกับที่เขายืนอยู่ เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็ชักไม่สบอารมณ์ เขาเดินอ้อมเตียงขนาดคิงไซส์ไปดักโทนี่แต่เด็กหนุ่มก็คลานหนีกลับไปอีกด้านของเตียงเสียแทน

“หยุดได้แล้วโทนี่! ถึงมียาชาแต่แผลที่แขนเธอเพิ่งเย็บนะ”

เสียงทุ้มบัญชา

โทนี่ก้มลงมองผ้าพันที่ต้นแขนซ้ายก็เริ่มเรียบเรียงความคิดทีละน้อยว่าก่อนมาอยู่ที่นี่เขาทำอะไร ยังคิดไม่ทันออก บุรุษสูงใหญ่ก็จัดแจงคว้าร่างเด็กหนุ่มกระชากลงให้นอนลงกับเตียง อัล เร เนโรยันกายคร่อมอยู่เหนือร่างของโทนี่ราวกับจะพันธนาการไม่ให้หนีไปไหน โทนี่ซึ่งมองขึ้นมาก็ยังคงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดระคนแปลกใจ

“ไปให้พ้น!

“อย่าดื้อโทนี่”

อัล เร เนโรสอดเข่าแยกขาของโทนี่ออกจนโอบอยู่รอบเอวของเขา ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับท่าเริ่มต้นของบทรักแต่ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อป้องกันแม่ไม้ของโทนี่ซึ่งอาจจะกระแทกเข่าเข้ากล่องดวงใจของเขาจนแตกเอาได้

เมื่อเริ่มคืนสติและรู้ว่าตัวเองหมดทางสู้เนื่องจากถูกจับกดล็อกติดเตียงแถมยาชายังทำให้แขนขาไม่มีแรง โทนี่จึงยอมสงบปากและจ้องใบหน้าด้านบนด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“นายจะเอายังไงเนโร”

“ก็ไม่เอายังไง ตกลงหายเมาแล้วใช่มั้ย”

“หายแล้ว”

“งั้นตอบมาว่าทำไมถึงยิ้มหวานให้น้องสาวฉัน นั่นเมียของมิเกโลเจ้านายเธอนะ”

โทนี่นิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนกรีดดวงตามองด้วยแววตาเย้ยหยัน ใบหน้าที่ยังคงไร้อารมณ์ราวกับสวมหน้ากากแม้ไม่ฉายชัดว่ารู้สึกอย่างไรแต่อัล เร เนโรเดาได้ว่าเด็กหนุ่มกำลังนึกเยาะเขาอยู่แน่

“อย่าเอามิเกโลมาอ้างเลย ฉันไม่ได้คิดอะไรอกุศลเสียหน่อย”

“มองอย่างกับจะปล้ำน้องฉันน่ะนะ”

“คนที่มองอย่างกับจะปล้ำฉันคือนายต่างหากเนโร”

บุรุษสูงใหญ่ถึงกับชะงัก เขาบดฟันอย่างหงุดหงิดก่อนยอมถอยออกมาและปล่อยให้โทนี่ยันกายลุกขึ้นคลานหนีไปอีกด้านหนึ่งของเตียง

โทนี่มองแผ่นหลังของเนโรซึ่งนั่งครุ่นคิดอยู่ที่ขอบเตียง เขาสังเกตเห็นเลือดสีแดงติดบนเสื้อเชิ้ตที่ยับยู่ยี่และหลุดออกนอกกางเกงของเนโร ถ้าชาร์ลีมาเห็นกีตอนในสภาพยับเยินแบบนี้คงเป็นลมแน่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงผิดกับทุกครั้งที่ต้องเนี้ยบเสมอจนน่าหมั่นไส้ เมื่อลองทบทวนแล้วก็เริ่มนึกออกว่าเขานอนอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนนี้ขณะกำลังอยู่ในรถ เสียงของอัล เร เนโรที่เร่งให้คนขับรถรีบขับให้เร็วที่สุดและเสียงคุยโทรศัพท์เรียกน้องสาวให้มารักษาเขาจึงค่อยผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ราวกับตาน้ำ เมื่อระลึกได้ดังนั้น โทนี่จึงยันกายลุกขึ้นจากเตียง เขาเดินอ้อมไปยืนหน้าร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง เมื่อเห็นว่าอัล เร เนโรไม่เงยหน้าขึ้นมา โทนี่จึงคุกเข่าลงเบื้องหน้าและเงยขึ้นมองใบหน้าของบุรุษสูงใหญ่ที่ไม่สบตาและพยายามเลี่ยงไปมองทางอื่น

“ขอบใจที่ช่วยฉัน เนโร”

“ไม่กลัวโดนฉันปล้ำแล้วรึไง”

“ฉันก็แค่แซวเล่น นี่นายคิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้นเลยเหรอ”

“คิดสิ ฉันช่วยเธอไม่ได้ช่วยฟรีๆ นี่ ไม่คิดจะตอบแทนอะไรเลยรึไง”

บุรุษสูงใหญ่ยิ้มเยาะกลับบ้าง เขาก้มลงมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยังคุกเข่าเบื้องหน้าอย่างท้าทาย อีกฝ่ายก็มองกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม

“ตอบแทน...อยากบอกอยู่หรอกนะว่าไม่ได้ขอร้องให้ช่วยแต่ก็คงใช่ที่”

“ถูกต้อง หัดกตัญญูซะบ้างโทนี่ ลูกก็ไม่เคยขอให้พ่อแม่ช่วยแต่ลูกก็ต้องกตัญญูกับพ่อแม่”

โทนี่ถึงกับขำขึ้นมาในลำคอ

“หึ...นายเป็นแม่ฉันรึไงเนโร”

“อย่านอกเรื่อง ตกลงจะตอบแทนฉันยังไง ถ้ามีแค่ร่างกายก็ใช้อันนั้นตอบแทนก็ได้ ฉันไม่ถือ”

“เอาสิ ฉันทำของหวานตอบแทนให้ก็แล้วกัน อยากกินอะไรล่ะ”

โทนี่ยันกายลุกขึ้นและทำไม่รู้ไม่ชี้กับคำขอของอัล เร เนโร มุขนี้เด็กประถมยังรู้เลยว่าสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการไม่ใช่ขนมหวานฝีมือโทนี่แน่ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบดวงตากับโทนี่อย่างเหนื่อยใจ เขาเหล่ไปมองศอกของโทนี่แวบหนึ่งก่อนตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียงดีกว่า

“ทีรามิสุ...ฉันอยากกินทีรามิสุ”

“รับทราบ”

เด็กหนุ่มเอ่ยสั้นๆ ก่อนหันหลังเดินไปทางครัวอย่างคุ้นเคย

“ทีรามิสุ” (Tiramisu) คือขนมที่โด่งดังที่สุดของอิตาลีแต่ไม่น่าเชื่อว่าไม่พบวิธีทำขนมชนิดนี้ในตำราทำขนมช่วงปี 1985 คือราว 30 ปีที่แล้ว ชื่อทีรามิสุเป็นภาษาอิตาเลียนหมายถึง “บางสิ่งที่ช่วยชุบชูจิตใจให้เปี่ยมพลัง” มีความหมายในเชิงให้ให้กำลังใจโดยเฉพาะในวันที่มีแต่เรื่องชวนให้เหนื่อยหน่าย ส่วนผสมของทีรามิสุประกอบด้วยสารอาหารเปี่ยมพลังงานจากไข่และน้ำตาล ร่วมกับคาเฟอีนจากกาแฟเอสเพรซโซ่เข้มข้น

มีหลายตำนานกล่าวถึงที่มาของทีรามิสุ เรื่องแรกบอกว่ามันคือเค้กที่ประดิษฐ์เป็นชั้นซึ่งคล้ายกับขนมหวานชื่อดังของตูสกานี (Tuscany) ชื่อ “ซุปปาอิงเกเลเซ่” (Zuppa Inglese) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่าซุปของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับอังกฤษและไม่เกี่ยวข้องกับซุป แต่เป็นเค้กซึ่งทำจากขนมเลดี้ฟิงเกอร์หรือเค้กฟองน้ำชุ่มด้วยลิเคียวร์ วางเป็นชั้นแทรกด้วยช็อกโกแลตหรือคัสตาร์ดไข่ ถึงแม้การจัดเป็นชั้นคือหนึ่งในเอกลักษณ์ของทีรามิสุ แต่ความน่าอัศจรรย์ของขนมชนิดนี้ไม่ใช่การจัดเป็นชั้น แต่เป็นการคิดค้นวิธีควบรวมเอากาแฟ ซาบากลิโอเน่ครีม และช็อกโกแลตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

คำว่าทีรามิสุปรากฏในตำราขนมครั้งแรกราวปี 1998 ในหนังสือ “La Marca Gastronomica” เขียนโดยเฟอร์นานโด เอ ตินา ราริส ซึ่งทั้งเล่มกล่าวถึงขนมที่มาจากเมืองเตรวิสโตซึ่งเรียบเรียงจากบทความของจุยเซปเป้ มาฟฟิโอลีซึ่งเขียนขึ้นในปี 1981 ว่าทีรามิสุเกิดขึ้น 10 ปีก่อนหน้านั้นในเมืองเตรวิสโต พบครั้งแรกในภัตตาคารเลอเบกเกรี หลังจากวางจำหน่ายก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ถูกนำไปเลียนแบบจนขายกันทั่วเตรวิสโตและทั่วอิตาลี ทุกวันนี้ภัตตาคารเลอเบกเกอรีก็ยังคงเสิร์ฟทีรามิสุด้วยสูตรต้นตำรับประกอบด้วยขนมเลดี้ฟิงเกอร์ชุ่มโชกด้วยกาแฟเอสเพรซโซ่ มาสกาโปเน่-ซาบากลิโอเน่ครีม และผงโกโก้ขม

โทนี่ยื่นทีรามิสุในถ้วยแก้วให้ชายหนุ่มที่ยังคงนั่งครุ่นคิดอยู่ข้างเตียงเช่นเดิม อัล เร เนโรหยิบถ้วยและช้อนขึ้นมา เขาตักขนมคำหนึ่งเข้าปากและรู้สึกได้ถึงรสหวานเล็กน้อยกับความมันและพลังงานจากเอสเพรซโซ่ที่ถาโถมเข้ามาซึ่งช่วยให้ร่างกายสดชื่น

“เอาไปให้บอนนี่ด้วยรึยัง”

โทนี่ส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนนั่งลงบนเตียงเคียงข้าง

“เปล่า เธอเพิ่งกลับไปเมื่อกี้”

“เธอก็อยู่กับฉันสองต่อสองแล้วสิ”

ครั้งนี้เด็กหนุ่มพยักหน้า

“ใช่ เงาของนายออกเวรไปนอนเอาแรงที่ห้องแล้ว เขาบอกให้ระวังนายไว้ด้วยเพราะนายชอบเด็กหนุ่มๆ ก่อนหน้านี้ก็จูบจิโน่ที่ร้านสูทมาใช่มั้ย”

บุรุษสูงใหญ่ถึงกับสะอึก โทนี่ไปสนิทกับบอดี้การ์ดของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงขนาดเป็นห่วงเป็นใยเตือนกันขนาดนี้

“ก็ถูกของเขา ระวังฉันไว้ด้วยแล้วกันโทนี่”

“ฉันรู้แล้วว่านายเป็นเกย์วิปริต”

“ฉันไม่ได้เป็นเกย์แล้วก็ไม่ได้วิปริตด้วย”

“ปากแข็ง”

“รู้ได้ยังไง เคยจูบกับฉันซักกี่ครั้งกัน”

อัล เร เนโรหันไประบายยิ้มหยอก เขาตักทีรามิสุและยื่นให้เด็กหนุ่มราวกับจะป้อน โทนี่มองดูและขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนงับขนมในช้อนราวกับลูกแมวรับอาหาร

“อืม...อร่อยสมเป็นฝีมือฉัน”

“ใช่ เธอทำขนมอร่อยมาก”

“หึ...หัดปากหวานเป็นด้วยเหรอ”

“อยากพิสูจน์มั้ยล่ะ”

ชายหนุ่มหันไปยิ้มท้าทาย ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งอยู่เสมอของโทนี่กลับระบายยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา ไม่มีทีท่าจะต่อต้านหรือศอกเขาเหมือนเช่นเคย เห็นดังนั้นอัล เร เนโรจึงวางถ้วยขนมไว้ที่โต๊ะปลายเตียง เขาหันกลับมาวาดมือใหญ่ขึ้นโอบใบหน้าของเด็กหนุ่มให้เข้ามารับจุมพิตอย่างอ่อนหวาน กลิ่นหอมจากเอสเพรซโซ่และความหวานมันของขนมไม่สามารถเอาชนะความหวานของลีลาได้ แรงดูดดึงปลายลิ้นและความวาบหวามทุกครั้งที่ริมฝีปากของโทนี่ถูกประทับและถอดถอนชวนให้เด็กหนุ่มใจเต้น ยังไม่ทันอิ่ม อีกฝ่ายก็ถอนริมฝีปากออกและจ้องมองใบหน้าเด็กหนุ่มที่ลมหายใจหอบระรัวเช่นเดิม

“หวานพอมั้ย”

อัล เร เนโรกระซิบถามซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้า

“นายจูบได้หวานมาก ดีกว่าจูบเฮงซวยก่อนหน้านี้เยอะ บอกตามตรงคือฉันชอบจูบเมื่อกี้ของนาย”

คำชมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยบนใบหน้านิ่งราวทะเลไร้คลื่นส่งกระแสให้ชายหนุ่มรู้สึกชุ่มชื่นในอก เขายิ้มขำออกมาเบาๆ ก่อนหันไปมองใบหน้าของโทนี่อีกครั้ง

“ขอบใจ ถ้าเธอเป็นผู้หญิงฉันคงจับเธอกดลงบนเตียงไปแล้ว”

“ถ้านายกดฉันลงบนเตียง รับรองว่านายลืมตาขึ้นมาอีกทีตอนอยู่ในห้องไอซียูแน่”

อัล เร เนโรหันหน้าหนีทันที โชคดีที่เขาหยั่งเชิงก่อน ขืนทึกทักเอาว่าคำชมเมื่อกี้หมายถึงโทนี่โอเคแล้วมีหวังโดนศอกกระแทกหน้าหักแน่ๆ

ท่าทางตื่นกลัวของอัล เร เนโนพาให้โทนี่พรายยิ้มขำออกมาอย่างอดไม่ได้ เด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้น หันหลังและจัดแจงถอดกางเกงออกกองไว้ที่พื้นตามด้วยกางเกงชั้นในจนเปลือยเปล่ามองเห็นบั้นท้ายและแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักอย่างชัดเจน

“ขอยืมห้องอาบน้ำหน่อยนะ”

โทนี่แจ้งให้ทราบทั้งที่ยังเดินตรงไปทางห้องอาบน้ำโดยไม่ใส่ใจบุรุษที่ลุกขึ้นมาเก็บกางเกงบนพื้นให้เบื้องหลัง

“ฉันบอกแล้วไงว่าทำอะไรให้เรียบร้อยหน่อยโทนี่! ถอดทิ้งแบบนี้ได้ยังไงเล่า เดี๋ยวฉันเอาไปลงเครื่องซักให้แล้วกัน”

“หึ...นายอยากเป็นแม่ฉันจริงๆ ใช่มั้ยเนโร”

“อย่ากวนประสาทน่า”

“มาช่วยฉันอาบน้ำหน่อยสิคุณแม่ แขนข้างนี้โดนน้ำไม่ได้ อาบเองคงลำบากน่าดู”

เนโรจัดแจงโยนกางเกงของโทนี่ลงเครื่องซักผ้าก่อนถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกและโยนตามลงไปด้วยเช่นกัน เขาสวมชุดคลุมอาบน้ำและขัดผ้าคาดที่เอวจนกระชับก่อนเดินตรงไปทางห้องอาบน้ำพร้อมกับเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่ง

“อย่าเดินโป๊ในบ้านโทนี่ นี่เสื้อคลุมของเธอ”

ชายหนุ่มจัดแจงแขวนเสื้อคลุมไว้บนตะขอ เขามองดูโทนี่ซึ่งนั่งรออยู่ที่ขอบอ่างจากุชชี่ขนาดสี่คนลงพร้อมกันได้สบายพลางปลดสายคาดเอวและถอดเสื้อคลุมของตนเองแขวนไว้เช่นกัน ผิวกายเปลือยเปล่าหนักแน่นด้วยกล้ามเนื้อสะกดสายตาของเด็กหนุ่มให้จ้องมองอยู่นานจนชวนผิดสังเกต

“มองอะไรของเธอ”

“หุ่นนายก็เฟิร์มเหมือนกันนะเนโร”

“อย่าจ้องได้มั้ย เสียมารยาท”

“ทีตอนฉันหลับนายยังจ้องรอยสักบนตัวฉันซะละเอียดเลยนี่”

อัล เร เนโรไม่ได้ตอบคำถามนี้ เขาก้าวขาเข้าไปในอ่างจากุชชี่ที่ไร้น้ำ มือหนึ่งเอื้อมหยิบฝักบัวและกระดิกนิ้วเรียกให้โทนี่เข้ามานั่งใกล้ๆ

“มานี่ ฉันจะสระผมให้”

เด็กหนุ่มก็ตรงเข้ามาแต่โดยดี โทนี่นั่งลงเอนหลังพิงและพาดคอบนขอบอ่าง อีกฝ่ายก็จัดแจงเปิดฝักบัวรดเส้นผมสีดำสนิทจนเปียกชุ่มก่อนจะกดแชมพูมาและสระผมให้อย่างเบามือ

ปลายนิ้วที่นวดวนบนหนังศีรษะพาให้โทนี่เคลิ้มจนตาปรือ

“อืม...นายสระผมเก่งจัง”

“ก็ทำแบบที่ตามร้านเขาทำเท่านั้นแหละ”

“ฉันไม่เคยเข้าร้านทำผม มันแพงเกินไป”

“แล้วใครตัดผมให้เธอ”

“ชาร์ลี”

อัล เร เนโรคลี่ยิ้ม เขาล้างแชมพูออกก่อนใส่ครีมนวดผมและจัดแจงนวดหนังศีรษะให้อีกครั้ง ความสบายแล่นซ่านไปทั่วศีรษะจนโทนี่ลืมตาไม่ขึ้น

“เธอสนิทกับชู้รักของมิเกโลมากเลยนะ รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

คราวนี้โทนี่ลืมตาขึ้น เขากวาดดวงตาขึ้นมองทางบุรุษสูงใหญ่เบื้องหน้าที่ห่างไปไม่ไกล

“ก็ไม่นาน ชาร์ลีเป็นคนดีนะ เขาเก็บฉันที่ถูกซ้อมปางตายไปดูแล ให้ที่พัก ให้ข้าวให้น้ำ พอฉันหายดีก็ยังให้เงินอีกจำนวนนึงเป็นค่าเดินทางกลับบ้านด้วย ดังนั้นใครทำให้ชาร์ลีเสียใจฉันจะตามไปฆ่ามันแน่”

อัล เร เนโรพยักหน้า

“อย่างนี้นี่เองเธอถึงเป็นเดือดเป็นร้อนแทนทุกเรื่อง แต่ฉันสนใจว่าทำไมเธอถูกซ้อมปางตายมากกว่า”

“เป็นชู้กับเมียเจ้าพ่อ”

อัล เร เนโรพยักหน้าอีกครั้ง

“อย่างนี้นี่เองเธอถึงได้เกลียดมาเฟียเข้ากระดูกดำ แต่ฉันสนใจว่าทำไมเธอเป็นชู้กับเมียเจ้าพ่อได้ เธอเป็นเกย์ไม่ใช่เหรอโทนี่”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วและปรายมองอย่างไม่สบอารมณ์จนอัล เร เนโรถึงกับกลืนน้ำลายไม่ลง

“ใครบอกว่าฉันเป็นเกย์”

“ก็เธอเล่นขู่จะปล้ำฉันตั้งไม่รู้กี่ครั้ง!

“ฉันก็ขู่ไปงั้น ไล่ให้นายไปไกลๆ ศอกเท่านั้นเอง”

“แต่เมื่อกี้เธอยอมให้ฉันจูบนี่ ไม่มีผู้ชายแท้คนไหนยอมให้ผู้ชายอื่นจูบหรอก ดังนั้นเธอต้องเป็นเกย์ เป็นไบก็ได้ แต่ยังไงเธอต้องชอบผู้ชายแน่นอน!

โทนี่มองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูจริงจังในเรื่องที่ไม่ควรจริงจัง เขาหลับตาลงและขำขึ้นในลำคออย่างสนุก

“อยากให้ฉันเป็นเกย์เหลือเกินนะ ไม่ต้องห่วงเนโร ถึงฉันไม่ได้ชอบผู้ชายแต่เรื่องเสียบเนี่ยอีกฝ่ายเป็นชายหรือหญิงก็ทำได้เหมือนกัน อยากเป็นเมียฉันเมื่อไหร่ก็บอก รับรองบริการถึงใจจนกลับไปกอดผู้หญิงอีกไม่ได้เลย”

“นี่ก็ขู่ไปงั้นใช่มั้ย”

อัล เร เนโรถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ใบหน้าของโทนี่ที่คลี่ยิ้มทลายหน้ากากเย็นชาทำให้เขาหัวใจพองโตขึ้น เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมองทั้งที่ยังนอนพาดคอรับการนวดศีรษะอยู่เช่นเดิมแต่ครั้งนี้ยิ้มอย่างจงใจ แม้จะไม่ใช่ยิ้มน่ารักเหมือนครั้งที่ยิ้มให้บอนนี่แต่ก็ถือว่าเป็นภาพหายากจนไม่อยากกระพริบตา

“ก็แล้วแต่จะคิด”

โทนี่เอ่ย อัล เร เนโรยังคงไม่ไว้ใจจึงเปรยขึ้นมาราวกับสอนลิงโง่ให้รู้งาน

“เซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันไม่ต้องทำเหมือนชายกับหญิงก็ได้นี่ มีวิธีแบบอื่นอีกตั้งเยอะ”

“รู้ดีจริงนะ ปากบอกไม่ได้เป็นเกย์แท้ๆ”

“เธอก็รู้จักปากฉันดีเหลือเกินนะโทนี่ สมแล้วที่ทำอะไรฉันก็ถูกปากไปหมด”

ครั้งนี้โทนี่ถึงกับหัวเราะร่วนเบาๆ ยิ่งเป็นภาพชวนตะลึงจนอัล เร เนโรไม่อยากเชื่อสายตา เขาละมือออกมาจากเส้นผม วาดลงสัมผัสแผ่นอกและหน้าท้องของเด็กหนุ่ม สอดมือไล้เอวอ้อมไปด้านหลังเพื่อโอบร่างบางขึ้นมาแนบในอ้อมแขน ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงจุมพิตผิวแก้มเพียงแผ่วเบาก่อนกระซิบด้วยเสียงทุ้มเจือลมหายใจที่ข้างหู

“ฉันจูบเธอได้ไหม”

“จูบเท้าฉันเหรอ นึกว่าจะลืมไปแล้วซะอีก”

อัล เร เนโรคลี่ยิ้ม เขาทิ้งกายลงนั่งในอ่างพลางมองดูร่างเปลือยเปล่าที่ประดับรอยสักมากมายกับฟองครีมนวดผมบนศีรษะเบื้องหน้าอย่างพึงใจ

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้จูบแค่เท้า ฉันจะจูบเธอทั้งตัวเลย”

“กินทีรามิสุเข้าไปเลยคึกรึไง เลิกพูดเรื่องลามกแล้วอาบน้ำให้มันเสร็จๆ ไปเสียที ถ้านายไม่ช่วยฉันก็จะอาบเองแล้วนะ”

โทนี่เอื้อมมือไปหยิบฝักบัวแต่มือใหญ่ของชายหนุ่มก็กระชากแขนอีกฝ่ายให้ถลาเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง อัล เร เนโรวาดมือขึ้นเชยคางให้ใบหน้าของโทนี่เงยขึ้นมารับริมฝีปากที่บดคลึงและดื่มด่ำอย่างหวานซ่าน ครั้งนี้เขาเพียงลิ้มรสแต่น้อย ทิ้งรอยหวานละมุนให้ติดที่ปลายลิ้นและถอนออกอย่างสุภาพนุ่มนวลผิดกับภาพลักษณ์มาเฟียปากจัดอย่างที่เป็นมาตลอด

“ฉันจะอาบต่อให้เอง”

เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบ

“แต่น้องชายนายเคารพธงชาติอยู่นะ”

“อย่ายั่วฉันโทนี่ เดี๋ยวก็อาบไม่เสร็จกันพอดี”

“นายจูบหวานแบบนี้กับทุกคนเลยเหรอ”

คำถามที่ดูไม่น่าเชื่อว่าจะออกจากปากปาติซิเยร์เดนตายคนนี้ทำให้อัล เร เนโรพูดไม่ออก เขาหันใบหน้าดิบเถื่อนไปทางอื่นและหายใจติดขัดจากความกระดากในคำตอบ

“ไม่...กับเธอคนแรก”

“ทำไม”

“ก็กลัวศอกเธอน่ะสิ! ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าจูบหนักไปคงได้สลบเหมือนคาศอกเธอพอดี”

โทนี่แอบขำในลำคอแม้ว่าใบหน้าจะยังเรียบนิ่งเช่นเดิม เขายินยอมเอนหลังพิงอ่างและพาดคอรอการล้างเส้นผมเหมือนเมื่อครู่แต่โดยดี

“ฉันไม่ได้ถามว่าทำไมถึงจูบหวาน ฉันถามว่าทำไมฉันถึงเป็นคนแรกที่นายจูบแบบนี้ต่างหาก”

“เลิกถามแล้วอาบน้ำต่อได้แล้ว เดี๋ยวหยิบบวบตรงนู้นมาให้ด้วย ฉันจะขัดตัวให้”

“นายเป็นแม่ฉันรึไงเนี่ยเนโร”

“ไม่ชอบรึไง”

โทนี่ยิ้มในดวงตาอย่างสนุก

“เปล่า ชอบมากต่างหาก ฉันไม่เคยมีแม่เลยคิดว่าได้นายเป็นแม่คงสนุกดี”

บุรุษสูงใหญ่คลี่ยิ้มระหว่างที่มือหนึ่งถือฝักบัวรดไปยังเส้นผม อีกมือก็สางผมให้ครีมนวดถูกชำระออกไปอย่างเบามือ

สวัสดีค่า ^_^

เรื่องนี้มันชักจะกระจุ๋มกระจิ๋มเข้าไปทุกทีแล้ว ตกลงอัล เร เนโรจะเอายังไงกันแน่ เหมือนจะกล้าแต่ก็เหมือนจะกลัว ถ้าชักช้าเดี๋ยวป๊ะป๋ามาพากลับอิตาลีก็เป็นอันหมดเวลานะคะ โทนี่บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์! ก็ไม่เชิงบอกว่าไม่ได้เป็นค่ะ แค่ถามว่าใครบอกมาเฉยๆ หนุ่มคนนี้ยังคงมีความลับดำมืดอีกมากมาย ชีวิตกร้านโลกของโทนี่จะค่อยๆ เผยออกมาเรื่อยๆ จนกว่าจะจบเรื่องนู่นน่ะค่ะ ฝั่งจิโน่ก็ดูเหมือนจะมีผู้ชายมาสนใจอีกแล้ว เปิดตัวมาอย่างแมนแต่อยู่ไปเรื่อยๆ พรหมจรรย์ด้านหลังก็ชักถูกเล็งมากขึ้นทุกที พ่อหนุ่มคนนี้ดูจะจริงจังในความรัก (กับชาร์ลี) นะคะ แต่ชาร์ลีซะอีกที่ใช้ชีวิตลั๊นลาไม่คิดอะไรเหมือนมิเกโลเป๊ะ มิเกโลได้เมียเอาการเอางานอย่างบอนนี่น่ะดีแล้วค่ะ แล้วใครจะมาคุมคนลั๊นลาแบบชาร์ลีได้อีกในเมื่อขนาดโทนี่ก็ยังเกรงใจชาร์ลี โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

Blueฯ รู้จักขนมหวานอิตาเลียนชนิดแรกเห็นจะเป็นทีรามิสุนี่ล่ะค่ะ จนปัจจุบันยังไม่เคยกินทีรามิสุที่รู้สึกว่าอร่อยเลยนะคะ มันเหมือนขนมเค้กขมๆ กลิ่นกาแฟรุนแรง คนอิตาเลียนที่นิยมดื่มเอสเพรซโซ่หลังอาหารอยู่แล้วคงชอบค่ะ แต่เรากินเป็นขนมเลยรู้สึกพิลึกๆ ขนมอะไรไม่เห็นจะหวานสักนิด เลยกินคู่กับชาหรือกาแฟไม่ได้ค่ะ น่าจะเหมาะกับน้ำหวานมากกว่า

ตอนหน้าไม่ทราบว่าจะคลอดเมื่อไหร่ค่ะ แรงบันดาลใจยังหดอยู่เลย ตอนนี้เขียนได้เพราะกินกาแฟหนักหน่วงเข้าไปตอนบ่ายเลยคึกเขียนได้ถึงตีสามครึ่ง แต่เช้านี้ง่วงมากค่ะ ต้องไปนอนต่อซะแล้ว ราตรีสวัสดิ์นะคะ (สิบโมง) พบกันเมื่อองค์ลงครั้งหน้าค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

จิโน่นี่เคะแน่ๆ  ชาร์ลีออกโลงทีไร  ความแมนจิโน่หายเกลี้ยงsmile  น่าสงสารอยู่เหมือนกันcool

 

เนโรสู้ๆ  เนโรสู้ตาย  เนโรไว้ลาย  กดโทนี่ให้ได้นะเธอ

 

#ทีมเนโรกดโทนี่

#1 By pp (180.180.130.129) on 2015-10-05 16:10