KraiTong

เสียงเด็กชายวิ่งเล่นและสาดน้ำใส่กันบริเวณลานกว้างริมท่าน้ำของหมู่บ้านดงเศรษฐี แขวงเมืองพิจิตร ท่ามกลางแสงแดดจัดที่แผดแรงของเดือนเจ็ดซึ่งเป็นเดือนประจำปีใหม่ไท พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเรือนเศรษฐีคำบัดนี้ได้กลายเป็นสำนักหมอปราบจระเข้ที่ดูแลโดยศิษย์เอกของอาจารย์คงนามว่าไกรทอง หลังจากปราบชาละวันสำเร็จและสามารถนำนางตะเภาทองบุตรสาวของเศรษฐีคำกลับมาได้ ไกรทองก็ได้รับสมบัติครึ่งหนึ่งและได้นางตะเภาแก้วกับนางตะเภาทองเป็นเมีย พร้อมกับนางวิมาลาซึ่งตกพุ่มม่ายหลังการจากไปของภัสดา

ทว่าเด็กหนุ่มขอยกนางตะเภาทองและนางวิมาลาให้เป็นเมียของสินและแสง องครักษ์ทั้งสองของออกหลวงขาณคีรินทรเทพ ถือเป็นค่าทำขวัญที่ไม่อาจส่งออกหลวงคืนแก่ทัพนครชุมได้ ในภายหลังสินและแสงจึงกลับไปรับราชการต่อที่นครชุมแต่ทัพนครชุมที่ไร้ออกหลวงขาณคีรินทรเทพก็ไม่อาจต้านทัพหงสาได้ ทั้งคู่จึงย้ายไปยังเมืองชากังราวซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำปิงและได้เลื่อนเป็นออกขุนเมื่อประกอบคุณงามความดีในฐานะผู้ช่วยบูรณะพุทธศาสนสถานในชากังราว

“อาจารย์ไกร! มีคนมาหาจากชากังราวจ้ะ!

เด็กชายตะโกนจากริมน้ำ

ไกรทองเดินออกจากเรือนตรงไปทางท่าน้ำ เขายิ้มแย้มต้อนรับแขกสำคัญที่แวะมาเยี่ยมในช่วงเวลานี้ทุกปี แสงและสินเดินขึ้นจากเรืออย่างระวัง เขายื่นมือไปรับนางวิมาลาและตะเภาทองให้ขึ้นมา ก่อนจะยื่นมือไปรับเด็กชายวัยราวสามขวบขึ้นมาอุ้ม

“เดินทางมาเสียเหนื่อยเลยนะออกขุน”

ไกรทองทัก พี่น้องทั้งสองก็หัวเราะร่วน

“เรียกสินกับแสงอย่างเดิมเถอะพ่อไกร ผ่านไปห้าปีพ่อไกรยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ข้ากับเจ้าสินสิดูแก่ไปเยอะเลย”

นางวิมาลาและตะเภาทองตรงเข้ามาประณตมือไหว้ไกรทองด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ในท้องของวิมาลากำลังตั้งครรภ์ลูกของแสง ส่วนนางตะเภาทองก็จูงเด็กหนุ่มวัยสามขวบลูกชายของสินเข้ามา

“สวัสดีลุงไกรสิจ๊ะ”

เด็กน้อยยิ้มอย่างน่ารักและยกมือไหว้ตามที่มารดาบอก ไกรทองเห็นก็อุ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดู

“เจ้าวันหลานลุงโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”

เด็กน้อยหัวเราะอย่างดีใจเป็นคำตอบ

ไกรทองทราบจากนางตะเภาทองซึ่งตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “วัน” เพื่อระลึกถึงความรู้สึกผิดต่ออดีตภัสดาที่ยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้ เป็นความรู้สึกผิดเนื่องมาแต่หล่อนรับปากกับสินว่าจะยอมเป็นเมียแม้ว่าพญาชาละวันยังไม่สิ้นเมื่อครั้งนั้น จึงนำนามวันจากชาละวันมาตั้งเป็นชื่อลูก

“จริงสิตะเภาทอง เอ็งไปไหว้พ่อแม่ไหม เศรษฐีคำกับคุณนายทองมาแกรออยู่เรือนใหญ่แน่ะ พาเจ้าวันไปด้วยสิ”

หญิงสาวคลี่ยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ

“ฉันฝากเจ้าวันไว้ที่พี่ไกรสักประเดี๋ยวเถอะจ้ะ ปีก่อนพ่อแม่แกยังโกรธไม่หายที่ฉันท้องก่อนออกเรือนจนไม่ยอมให้พบหน้า ปีนี้ฉันจะลองไปไหว้ดูก่อน ถ้าให้พบก็จะมาพาเจ้าวันไปด้วย”

สินและแสงกับเมียทั้งสองจึงจัดแจงเดินตรงไปทางเรือนใหญ่ ฝ่ายไกรทองซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นก็อุ้มหลานเดินตรงไปยังเรือนพัก ระหว่างทางเด็กน้อยสองคนที่วิ่งเล่นอยู่บนเรือนก็กำลังจะสวนลงบันไดมา เห็นดังนั้นจึงรีบเรียกไว้เสียก่อน

“อย่าเพิ่งไป ไม่เห็นรึว่าวันมาเยี่ยม”

เด็กทั้งสองหูตาพราวและเงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยในอ้อมแขน เห็นดังนั้นไกรทองจึงวางวันลง ทั้งสามก็ยิ้มดีใจและหัวเราะกันคิกคัก

“วันจำพี่ได้ไหม พี่ชลไง”

เด็กชายวัยราวห้าขวบยิ้มทัก เด็กน้อยก็พยักหน้า

“แล้วพี่ล่ะจำได้ไหม พี่คีรีเอง”

อีกฝ่ายก็ยังคงพยักหน้ายิ้มแป้น

ยังไม่ทันได้พาเข้าเรือน เสียงนางตะเภาทองก็ทักขึ้นมาจากด้านล่าง หล่อนเดินขึ้นเรือนมาและแจ้งข่าวดีว่าเศรษฐีคำและคุณนายทองมาอภัยให้แล้วจึงจะพาหลานไปพบ

“ขอบใจที่ดูเจ้าวันให้นะจ๊ะพี่ เดี๋ยวให้เจ้าวันไปไหว้ตากับยายแล้วฉันจะตามไปจุดธูปไหว้ท้าวรำไพกับพี่หญิงเลื่อมลายวรรณที่ริมน้ำนะจ๊ะ อ้อ...ให้อาจารย์คงด้วย”

หญิงสาวเอ่ย ไกรทองก็พยักหน้ารับทราบ

เป็นเวลาห้าปีแล้วหลังจากเสร็จศึกปราบจระเข้เจ้าซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไกรทองได้รับชื่อเสียงในฐานะหมอจระเข้ที่เหนือกว่าอาจารย์คง แต่เขาก็ต้องรำลึกถึงความตายของบุคคลมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งอาจารย์คง ท้าวรำไพ และนางเลื่อมลายวรรณที่ไม่อาจเก็บเถ้ากระดูกขึ้นมาได้จากใต้ท้องน้ำ เขาและอีกหลายคนจึงต้องจุดธูปไหว้เพื่อขอขมาดวงวิญญาณมาอย่างต่อเนื่องทุกปี บาดแผลจากปลายดาบของชาละวันเจ็บขึ้นทุกคราที่นึกถึง กระทั่งกลิ่นธูปจากห้องพระในบ้านก็ทำให้เขาใจคอไม่ดีเสมอ

“ไหนๆ เอ็งก็ขึ้นมาแล้ว ให้เจ้าวันเข้าไปไหว้พี่ขาลกับชาละวันหน่อยไหม ห้องพระเดินเข้าไปตรงนี้เอง”

หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มสุภาพ หล่อนอุ้มวันขึ้นแนบอกและเดินตรงเข้าไปยังห้องพระ ส่วนชลกับคีรีก็เดินตามเข้าไปด้วย

“อาจารย์จะเข้าไปไหมจ๊ะ”

ชลซึ่งดูยิ้มแย้มสุภาพกว่าเอ่ยถาม ส่วนคีรีที่ไม่ค่อยแสดงสีหน้าแม้เงยขึ้นมองแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร

“เอาธูปเทียนให้น้าตะเภาทองเสียด้วย แล้วก็ไปช่วยเตรียมเครื่องไหว้ด้วยล่ะเจ้าสองทโมน”

ไกรทองตอบ ชลและคีรีก็พยักหน้ารับทราบ

ไกรมองดูเด็กทั้งสองอย่างเมตตา เด็กชายสองคนนี้คือลูกแฝดที่เกิดแต่นางตะเภาทองกับชาละวัน คนหนึ่งมีเส้นผมสีอ่อนและผิวขาวงามเหมือนกับบิดาจึงให้ชื่อว่า “ชล” ส่วนอีกคนมีเส้นผมดำขลับและผิวสีน้ำผึ้งดั่งทองทาเหมือนมารดา ความที่หล่อนรับปากไว้แล้วว่าจะยกเด็กสองคนนี้ให้เป็นลูกของออกหลวงจึงไม่อาจรับมาเลี้ยงในฐานะมารดาได้ หล่อนจึงให้เด็กทั้งสองอาศัยอยู่ที่พิจิตรดังเดิม ส่วนหล่อนก็ตามไปปรนนิบัติภัสดาที่นครชุมก่อนจะย้ายไปชากังราว ลูกคนที่สองจึงให้ชื่อตามออกหลวงว่า “คีรี”

ชลกับคีรีวิ่งไปดักหน้านางตะเภาทอง เห็นดังนั้นหล่อนจึงวางวันลงปล่อยให้พี่ชายทั้งสองจูงวิ่งตรงไปทางห้องพระ บานประตูเปิดออกอย่างเชื่องช้าพร้อมกับหัวใจของหล่อนที่ลั่นระรัว

“คีรีเอาธูปเทียนให้น้าตะเภาทองด้วยนะ”

ชลหันมาบอก

“อยู่ตรงไหน”

“คงอยู่ใกล้ๆ เครื่องไหว้ล่ะมั้ง”

คีรีพยักหน้ารับทราบ เขาตรงเข้าไปในห้องและมองหาธูปเทียนแต่ก็ไม่เจอจึงหันไปทางบุรุษซึ่งนั่งทอดดวงตาออกไปยังท้องน้ำนอกหน้าต่าง

“พ่อขาลเห็นธูปเทียนบ้างไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยเอ่ยถาม

บุรุษสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมงามกระชับผ้าคลุมหัวไหล่ เขาปรายดวงตาข้างขวามองและเห็นว่ามีธูปเทียนมัดใหญ่อยู่ไม่ไกลจึงพยักใบหน้าเป็นคำตอบ ใบหน้าหล่อเหลายังคงคมเข้มน่าเกรงขาม ยิ่งมีแผ่นหนังปิดรอบดวงตาข้างซ้ายยิ่งทำให้ดูน่ากริ่งเกรง แขนซ้ายขาดไปถึงเหนือศอกเช่นเดียวกับขาซ้ายซึ่งตั้งแต่ใต้เข่าลงไปมีแท่งไม้มะเกลือสีดำขลับเงางามต่อลงเป็นเครื่องช่วยเดิน บุรุษสูงใหญ่วาดมือขวาลงไปหยิบและยื่นให้คีรี เด็กหนุ่มก็ยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้ม

“พ่อขาลจ๊ะ น้าตะเภาทองมาหา พาวันมาด้วย”

คีรีแจ้ง ชลซึ่งเดินจูงมือน้องเข้ามาก็พาไปไหว้ออกหลวง เมื่อได้เห็นเด็กน้อยยิ้มแย้มก็พาให้หัวใจพองโต

“น่ารักเสียจริงวัน โตเร็วเหมือนกันนะ”

ออกหลวงเอ่ย เขาอุ้มหลานขึ้นมาแนบอกอย่างคล่องแคล่วแม้จะเหลือเพียงแขนข้างเดียว จนเมื่อนางตะเภาทองเข้ามาพบจึงคลานเข่าเข้ามาและประณตมือไหว้

“คุณหลวงยังสบายดีเหมือนเดิมนะเจ้าคะ”

“ก็ตามอัตภาพ หล่อนไปหาเศรษฐีคำมาหรือยัง”

หญิงสาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น

“เจ้าค่ะ เดี๋ยวจะพาวันไปไหว้พ่อ วิมาลาเองก็ตั้งครรภ์แล้วเหมือนกัน”

ท่าทางเปี่ยมสุขของหญิงสาวทำให้ออกหลวงโล่งใจ เขาบอกให้คีรีส่งธูปเทียนให้หญิงสาว นางตะเภาทองก็รับมาและคลานไปทางโต๊ะหมู่บูชาสวยงาม หล่อนไหว้พระพุทธรูปอย่างนบนอบก่อนหันไปทางพานทองเหลืองที่มีแหวนทองหัวจระเข้วางอยู่บนผ้าไหมงาม แหวนวงนี้สืบทอดจากท้าวรำไพมาถึงชาละวันและมอบต่อให้ไกรเป็นเครื่องหมายแทนความรัก

“ถ้าเจ้าพี่ชาละวันได้เกิดใหม่ ก็ขอให้เกิดมาเป็นลูกฉันหรือวิมาลานะเจ้าคะ”

ตะเภาทองเอ่ยด้วยน้ำตา หล่อนรีบปักธูปและกราบลงก่อนขอตัวจากไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะไม่อาจสะกดกิริยาฟูมฟายไม่งามต่อไปได้

ออกหลวงกระชับผ้าคลุมไหล่สีเลื่อมฟ้าเขียวงดงามที่เขาได้รับมาจากพญากุมภีล์ เขาตัดสินใจไม่กลับไปคุมทัพนครชุมโดยอ้างกับทางการว่าบัดนี้ไร้ซึ่งแขนขาและดวงตาข้างซ้าย คงไม่อาจนำทัพต่อกรกับหงสาเหมือนเดิมได้ แต่ความที่ปราบชาละวันสำเร็จกอปรกับมีสายเลือดพระญาติของพระธรรมราชาลิไทแห่งวงศ์สุโขทัย ออกหลวงจึงได้เลื่อนเป็นคุณหลวงขาณคีรินทรบดี ผู้สำเร็จราชการแขวงเมืองพิจิตร แม้มีคฤหาสน์ใหญ่โตสมแก่ฐานะปลูกอยู่กลางแขวงเมืองแต่เขามักจะแวะมาพำนักยังสำนักหมอจระเข้แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งจนผู้คนเล่าลือว่าการศึกปราบชาละวันเมื่อห้าปีก่อนยังติดตรึงในจิตจนคุณหลวงต้องแวะเวียนมารำลึกถึงอยู่เป็นประจำ

ความร้อนอบอ้าวของเดือนเจ็ดบรรเทาลงเมื่อมีสายลมเย็นพัดยอดไม้เกิดเป็นเสียงไหวไพเราะ เสียงกบเขียดแผดคอเบาลงกว่าเมื่อครั้งหน้าน้ำแต่หรีดหริ่งเรไรกลับยังคงร้องระงมอยู่เช่นเดิม เดือนเพ็ญกระจ่างฟ้าสาดแสงนวลส่องไปทั่วท้องน้ำที่บัดนี้เรียบนิ่งไร้ซึ่งแนวคลื่นจากหางปลาที่คอยผุดพรายมาทักทายอยู่เป็นนิจ แต่ความเงียบกลับถูกทำลายเป็นครั้งคราวเมื่อฝูงค้างค้าวบินว่อนดั่งลมพายุสีรัตติแหวกม่านฟ้าเพื่อไปหาผลไม้กัดกิน

“ลมเย็นหอบมาแบบนี้เดี๋ยวฝนคงตกนะพี่ขาล”

เด็กหนุ่มผิวกายสีน้ำผึ้งเข้มเอ่ย เขาขัดผ้านุ่งไว้โดยไม่มีอาภรณ์เบื้องบนบดบังให้ยิ่งร้อนกาย ขณะเอนหลังที่ศาลาริมน้ำอย่างสบาย มือหนึ่งก็ยกจอกสุราเย็นฉ่ำขึ้นมาจิบ เมื่อเห็นจอกอีกฝ่ายพร่องไปก็จัดแจงรินให้ด้วยไมตรี

“ยังทำกับแกล้มเก่งเหมือนเดิมนะไกร”

บุรุษสูงใหญ่เอ่ยชม เขายังคงทอดดวงตาขวามองท้องน้ำเบื้องหน้าเหมือนเช่นวันที่ได้พบชาละวันเมื่อห้าปีก่อน ยามใดที่แวะเวียนมาเยี่ยมสำนักหมอจระเข้แห่งนี้ก็เป็นต้องมาขอนอนพักที่ศาลาริมน้ำโดยหวังว่าพญากุมภีล์อาจจะดำเนินขึ้นมาเหมือนเช่นเคย แต่แม้จะรอมาห้าปี ก็ไม่มีแม้แต่กลิ่นกาย

“ชาละวันมันสัญญาจะเป็นเมียพี่ชาติหน้าไม่ใช่เหรอ บางทีมันอาจจะเกิดใหม่เป็นเจ้าชลก็ได้ นับวันหน้ายิ่งเหมือนชาละวันขึ้นทุกที พี่จะเอาเป็นเมียไหม”

ออกหลวงได้ยินก็นวดขมับอย่างเหนื่อยใจ

“ชลยังไม่ห้าขวบปีเลยนะ แล้วนั่นก็ลูกเรา”

“ลูกพี่แต่เอามาฝากข้าเลี้ยง แบบนี้ข้าควรเป็นแม่ไหม แล้วพี่เป็นพ่อ คีรีหน้าคล้ายข้าด้วยนี่ ไม่เห็นจะคล้ายพี่เลย”

“หึ...ให้เป็นพ่อกันทั้งคู่เถิด”

“ถ้าอย่างนั้นชาละวันก็ต้องเป็นแม่ เจ้าทโมนสองคนกำพร้าเสียแล้ว”

บุรุษสูงใหญ่ขบขัน แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มในแขวงเมืองพิจิตรล้วนอยากมาฝากตัวเป็นศิษย์สำนักอาจารย์ไกรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกผู้ดีหรือลูกพ่อค้า การมีวิชาอาคมติดตัวถือเป็นเกียรติยศแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลอย่างสูง ดังนั้นที่เขาฝากลูกทั้งสองไว้ที่นี่จึงมิได้แปลกอย่างใด นอกจากถือเป็นข้ออ้างในการแวะเวียนมาเยี่ยมแล้ว เขาก็ยังรู้ว่าไกรทองเองก็ปรารถนาจะได้เลี้ยงดูลูกของชาละวันด้วยเช่นกัน

ออกหลวงเอนหลังลงนอนอย่างสบาย ฝ่ายไกรทองเห็นดังนั้นก็ทิ้งกายลงนอนหนุนแขนบ้าง เมื่อสายลมเย็นพัดมาอีกระรอกและสายฝนเริ่มโปรยปราย อากาศเย็นสบายก็พาให้ใจเริ่มสงบและคิดถึงวันเก่าๆ

“ฮึก...ข้าคิดถึงชาละวัน”

ไกรทองเริ่มสะอื้น ออกหลวงเห็นดังนั้นก็ดึงเด็กหนุ่มเข้ามาในอ้อมกอด ใบหน้าคมเข้มที่อาบน้ำตาซบลงบนแผ่นอกกว้างทั้งที่ยังส่งเสียงกระซิกไม่หาย วันนี้เป็นวันครบรอบคงยิ่งพาให้ใจกระเจิดกระเจิงด้วยความคิดถึงจนไม่อาจห้ามอารมณ์ได้ เห็นดังนั้นบุรุษสูงใหญ่จึงเชยคางวาดใบหน้าของไกรทองให้ขึ้นมารับจุมพิตปลอบประโลมอย่างนุ่มนวล

“ฆ่าข้าให้ตายเถอะพี่ จะให้ข้าทนอยู่ไปเพื่ออะไร”

“อย่าพูดอย่างนี้อีก เจ้าต้องดูแลชลกับคีรีแทนชาละวัน เราเองก็จะมองดูเด็กสองคนนั้นเติบโตเหมือนกัน แม้ว่าเราอยากจะรีบตายไปจากชาตินี้เพื่อไปเกิดชาติหน้าแล้วก็ตาม”

ไกรทองได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้องไห้แทบเสียจริต ไม่มีวันคืนใดเลยที่เขาจะไม่คิดถึงชาละวัน แต่ที่ต้องทนอยู่ก็เพราะคำของออกหลวงที่ให้ช่วยดูแลลูกทั้งสองของชาละวันจนกว่าจะเติบใหญ่

บุรุษสูงใหญ่โอบกอดไกรทองไว้แน่น ท่าทางร่ำไห้คร่ำครวญยิ่งพาให้ออกหลวงแสนสงสารจนปรารถนาจะปลอบประโลม เขาวาดมือลงปลดอาภรณ์เบื้องล่างให้เด็กหนุ่มเวลาเดียวกับที่อีกฝ่ายก็ช่วยปลดให้ออกหลวงเช่นกัน ผิวกายลุกชันที่ถูกปลุกจากริมฝีปากเมื่อครู่เบียดสีราวกับดาบเหล็กไหลร้อนระอุ เด็กหนุ่มโอบสองมือดังรั้งด้วยจังหวะเร่าร้อนในระหว่างที่บุรุษที่นอนแนบข้างประทับริมฝีปากแนบชิด ดูดดึงปลายลิ้นและริมฝีปากรุนแรงจนแทบบวมช้ำ มือใหญ่นวดคลึงผิวกายสีน้ำผึ้งอย่างหนักหน่วงเร้าอารมณ์ วาดลงบีบรัดบั้นท้ายแน่นและบดคลึงดอกตูมที่ยังคงผนึกแน่น

“จะให้เราเข้าไปไหม”

ออกหลวงกระซิบด้วยเสียงทุ้มเจืออารมณ์ ไกรทองซึ่งยังมีน้ำตาอาบแก้มก็ซบลงบนแผ่นอกทั้งที่สองมือยังดึงรั้งร่างกายที่ลุกชันแนบชิดไม่ขาด

“ข้าคงไม่ไหวหรอก”

“เจ้ายังไม่เคยถูกเรารุกราน รู้ได้อย่างไรว่าไม่ไหว”

“ก็เคยอมของพี่มาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง อมทีไรก็ทำใจให้พี่เยดไม่ได้สักที ใหญ่เกิ๊น! คงมีแต่ชาละวันนั่นแหละที่ทนโดนพี่เยดได้”

อีกฝ่ายได้ฟังก็ถึงกับยิ้มขำ เขาคิดว่าถ้าชาละวันยังอยู่คนต้องขมวดคิ้วปวดประสาทกับภาษาชาวบ้านของเด็กหนุ่มเป็นแน่

สายฝนโปรยลงมาเหนือหลังคาของศาลาไม้ริมน้ำพาให้อากาศเย็นขึ้นอีกเล็กน้อย ออกหลวงนอนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกลจากไกรทองที่หลับอย่างสบาย เสียงพื้นไม้ลั่นดังอย่างแผ่วเบาเสียยิ่งกว่าเสียงสายฝนที่โปรยตัวอยู่ภายนอกแต่ก็ไม่อาจลอดหูออกหลวงไปได้ เขาลืมดวงตาขึ้นและปรายไปทางต้นเสียงอย่างระวัง สิ่งที่เห็นแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น ร่างขาวโปร่งแสงและเส้นผมสีอ่อนคุกเข่าลงเคียงข้างไกรทองซึ่งยังคงนอนหลับสนิท วิญญาณที่แสนงามโน้มกายลงจุมพิตเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน จนเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาออกหลวงที่จับจ้องมาจึงหันมาสบดวงตาอย่างตกใจ

“ชาละวัน...”

ออกหลวงเอ่ย เขาลุกพรวดขึ้นและพยายามขยับกายไปหา มือใหญ่เอื้อมคว้าร่างโปร่งแสงดั่งวิญญาณแต่อีกฝ่ายก็ถอนกายหนีไปเสียก่อน

“เจ้ามาเยี่ยมเรากับไกรหรือ กำลังจะไปเกิดใหม่แล้วใช่ไหม”

บุรุษสูงใหญ่รู้สึกได้ถึงน้ำตาเอ่อล้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตาด้วยกลัวว่าวิญญาณที่แสนคะนึงหาจะหายไป มือข้างเดียวที่เหลืออยู่ยื่นออกราวกับวอนขอให้ได้สัมผัสแม้เพียงนิด แต่ร่างโปร่งแสงเบื้องหน้าก็ยังคงมองตรงมาอย่างสงบ

“เจ้าร้องไห้ทำไมกัน ออกหลวง”

เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยถาม

“เราดีใจเหลือเกิน เฝ้ารอมาตลอดห้าปีหวังจะได้เห็นใบหน้านี้อีกครั้ง หรือเราตายไปแล้ววิญญาณจึงได้มองเห็นร่างเจ้าแบบนี้”

“หากตายไปแล้วได้พบกันจริง เจ้าจะยอมตายอย่างนั้นหรือ”

“แน่นอนยอดรัก ยอดปรารถ...”

ร่างขาวกระจ่างกระโจนเข้าโอบกอดและประทับริมฝีปากก่อนที่ออกหลวงจะสิ้นคำ มือใหญ่โอบร่างเบื้องหน้าและพบว่าไม่ใช่วิญญาณ ทั้งผิวกายขาวละเอียดที่ยังคงแน่นหนักด้วยกล้ามเนื้อ เส้นผมสีอ่อนงามจับตา และดวงหน้าที่ชวนให้หลงใหลลุ่มหลง

“ช...ชาละวัน!

เสียงเด็กหนุ่มที่ลุกพรวดขึ้นตะโกนเรียก ใบหน้าคมเข้มที่ระบายความตกใจสร้างความขบขันให้ชาละวันจนต้องพรายยิ้ม ชายหนุ่มขาวกระจ่างละจากอ้อมกอดของออกหลวงตรงไปโอบร่างที่ยังคงนั่งอยู่บนฟูกนอนอย่างตกตะลึง จุมพิตริมฝีปากดื่มด่ำด้วยความคิดถึงและกดร่างสีน้ำผึ้งที่ประดับรอยสักลงกับพื้นอีกครา

“ข้าคิดถึงเอ็ง ฮึก...”

“อย่าร้องไห้สิไกร”

พญากุมภีล์กระซิบทั้งที่ดวงตาสีอ่อนก็เอ่อน้ำตาเช่นกัน ใบหน้างามโน้มลงดื่มด่ำปลายลิ้นโลมเล้าอย่างแสนคิดถึงเนิ่นนาน จนเมื่ออารมณ์กรุ่นร้อนจึงละริมฝีปากลงจุมพิตลำคอและแผ่นอกที่แน่นหนักด้วยแนวกล้ามเนื้อ มือหนึ่งวาดลงปลดผ้านุ่งและโอบรัดผิวกายร้อนแข็งดั่งแท่งทองแดง ชักดึงเร่งเร้าจนฉ่ำชุ่มก่อนจะวาดปลายนิ้วลื่นไหลผ่านลึกในกายรุกรานอย่างร่านราคะ

ไกรทองครวญเครืออย่างเสียวซ่าน ขนในกายลุกชันจากความคิดถึงจนแทบร่ำไห้ ยิ่งปลายนิ้วเพิ่มแรงบดเบียดเป็นสองก็แทบไม่อาจห้ามอารมณ์ได้

“อา...เอ็งจะเยดข้าเลยเหรอ แต่ข้าอยากเยดเอ็งก่อนนะ”

ชาละวันยิ้มขำ ไกรของเขานั้นหนา...ซื่อตรงอย่างไรก็ยังคงซื่อตรงอย่างนั้น

“คิดถึงเราไม่ใช่รึไกร”

“มันก็ใช่”

“กินเราเสียให้หายคิดถึงสิ”

พญากุมภีล์ถอนร่างขาวกระจ่างออกมานั่งชันเข่าอย่างสบาย ผิวกายเปลือยเปล่าประดับแนวกล้ามเนื้องามวาดเรียวขาออกเผยให้เห็นส่วนสัดงามตา มือหนึ่งสัมผัสผิวกายเร้าเร่งอย่างยั่วยวน ไกรทองเห็นดังนั้นก็ไม่อาจระงับความกระหายได้ ต้องตรงดิ่งเข้าไปโน้มใบหน้าลงกลืนกินความร้อนที่ลุกชันอย่างรวดเร็ว

แรงดูดดึงของเด็กหนุ่มช่างซ่านกระสัน ชาละวันสัมผัสได้ถึงแผ่นอกอุ่นเบื้องหลังที่ยังคงแข็งแกร่งและเป็นที่พักพิงให้เขาได้เสมอ ใบหน้างามหันกลับไปเงยขึ้นรับริมฝีปากจุมพิตจากออกหลวงอย่างเต็มใจ มือใหญ่ที่วาดไล้ผิวกายและเด็ดดึงยอดอกสีชมพูเรื่อยิ่งพาให้อารมณ์ของพญากุมภีล์โหมพัด

“อ...ออกหลวง เข้ามาสิ”

พญากุมภีล์กระซิบอย่างยั่วยวน มือใหญ่จึงสนองให้ด้วยการบดคลึงผิวกายที่ตูมแน่นอย่างนุ่มนวล แต่เพียงแทรกผ่านก็ทวีความร้อนลื่นไหลจนผิวกายคลี่บานเปิดรับปลายนิ้วที่เพิ่มการรุกรานได้เป็นสอง แต่ความคับแน่นเช่นนี้ทำให้บุรุษสูงใหญ่หวั่นวิตก ห้าปีที่ผ่านมาชาละวันคงร้างราจากบทสวาทด้านหลังนี้ ผิวกายจึงได้คับแน่นบริสุทธิ์ราวกับสาวรุ่น

“เราจะวางยาเจ้าเสียหน่อยได้ไหมยอดรัก”

ออกหลวงกระซิบ อีกฝ่ายก็ขบขันจนเผลอยิ้มกว้างออกมา

“เจ้านี่นะ ยังกลัวเราเจ็บอยู่อีกหรือ”

“ก็แค่กลัวว่าจะฉีกกระฉากดอกไม้งามโดยไม่ตั้งใจ”

มือใหญ่หยิบขวดเงินสลักเสลาอย่างสวยงามขึ้นมา เขาเปิดฝาเหนือจุกขวดยื่นให้พญากุมภีล์สูดกลิ่นพิศวาส เพียงแค่ผ่านเข้ามาทางฆานประสาท ร่างกายก็ราวกับล่องลอยอยู่บนสวรรค์ ผิวกายที่เคยบีดรัดกลับผลิบานเปิดรับปลายนิ้วให้รุกรานอย่างง่ายดาย

บุรุษสูงใหญ่จุมพิตผิวแก้มขาวนวล ขบกัดใบหูกระตุ้นอารมณ์ร้อนเร่า เขาไล้ปลายลิ้นรุกรานภายในใบหูสร้างกระแสซ่านเสียวจนร่างในอ้อมกอดสะท้าน เมื่อเห็นว่าผิวกายที่ผลิบานไร้แรงประท้วง อสรพิษร้ายที่บัดนี้เชิดคอสง่างามจึงบดกายรุกรานอย่างเชื่องช้าหนักแน่น

“อ...อา นี่เจ้า...แข็งขนาดนี้เลยเหรอ!

“ร้างไปนานเลยไม่ชินหรือไร”

บุรุษสูงใหญ่กระซิบ เขาแทรกกายอย่างอดทนไม่โหมโรมรันจนบาดเจ็บถึงขนาดคิดว่าความอดทนนี้ควรจะให้ทหารร้อยนายมาจัดแถวเกียรติยศเพื่อสรรเสริญเขาทีเดียว

ไกรทองพิษมองพญาอสรพิษที่รุกรานผิวกายเบื้องล่างก็ราวกับถูกอารมณ์ท่วมพัด เขายันกายขึ้นคุกเข่าเช่นร่างขาวกระจ่างเบื้องหน้า ช่วยประคองให้ออกหลวงเอนหลังลงแนบหมอนนุ่มเบื้องหลังโดยยังมีร่างขาวกระจ่างงามพิลาสคร่อมอยู่เบื้องบน

แผ่นหลังขาวสัมผัสแนวอกแน่นหนักเบื้องหลังก็ระลึกได้ถึงบาดแผลไฟลวกเมื่อครั้งก่อน ชาละวันหันไปกระซิบถามความแต่บุรุษสูงใหญ่กลับคลี่ยิ้มขบขัน

“บาดแผลคงทำให้ยอดอกเราไว้ต่อสัมผัสมากขึ้นกระมัง เพราะแผ่นหลังเจ้าที่เสียดสีมามันชวนร่านอุราเสียยิ่งกว่าที่เคยได้แนบอิง”

แม้จะอยากหันไปติงแต่พญากุมภีล์ก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อมือของไกรวาดลงไล้ลูบและดึงรั้งผิวกายขาวละเอียดเบื้องล่าง เด็กหนุ่มโน้มกายเข้ามาโอบกอดและจุมพิตริมฝีปากงามอย่างหวานซ่าน ยิ่งได้เห็นตะกรุดที่ยังคงคล้องลำคอก็ยิ่งหัวใจพองโตจนอยากจะกลืนกินผิวขาวกระจ่างให้หมดทั้งตัว ชาละวันเองก็โอบกอดผิวกายสีน้ำผึ้งที่คิดถึงมาตลอด สองมือที่ประดับแหวนทองนวดเฟ้นแผ่นหลังและบั้นท้ายแน่น เวลาเดียวกับที่ขยับสะโพกไหวทีละน้อยเพื่อบดร่างรับการรุกรานของออกหลวงเบื้องหลัง

“ชาละวัน ให้ข้าเยดเอ็งด้วยได้ไหม”

ใบหน้าไกรทองเปี่ยมด้วยอารมณ์ ยังไม่ทันขอคำตอบเด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองไปทองออกหลวงที่ยังจุมพิตลำคอขาวงามอยู่อย่างกระหาย

“ได้ไหมพี่ขาล นะ...ได้ไหม”

“ถามเมียดูสิ”

“เจ้าบ้านี่! อ...อา ไกร...”

เด็กหนุ่มไม่รอถาม เขาบดกายแทรกเพิ่มความร้อนแรงให้บทรักเป็นสองเท่า พญากุมภีล์ถึงกับกรีดเสียงในลำคอและสะดุ้งทั้งกาย สองแขนโอบร่างเด็กหนุ่มเข้ามากอดแน่นและจุมพิตดื่มด่ำดับความปวดร้าวแสบลึกเบื้องล่าง จนเมื่อความอึดอัดค่อยๆ บดผ่านเพิ่มขึ้น ไกรทองจึงถอนริมฝีปากออกเพื่อเปิดทางให้ชาละวันสูดกลิ่นพิศวาสให้ผิวกายผลิบานยิ่งขึ้นอีกครา

“เอ็งเจ็บหรือ”

เด็กหนุ่มกระซิบถาม แต่แม้ชาละวันจะตอบว่าเจ็บเขาก็คงไม่อาจถอนกายออกได้อยู่ดี ผิวกายร้อนนุ่มที่โอบล้อมและแรงเสียดสีกับแท่งเหล็กไหลของออกหลวงชวนให้รู้สึกสุขล้นเสียจนไม่อาจบรรยายได้ เมื่อรู้สึกได้ว่าพญากุมภีล์ผ่อนคลายยิ่งขึ้น เขาจึงค่อยเพิ่มยังหวะรุกรานสลับถอดถอนทีละน้อย

“ฮ้า...ไกร ให้เราขยับเองไหม”

พญาชาละวันที่ถูกโอบกอดจากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังขยับสะโพกอย่างเชื่องช้า ไม่นานก็รับความอิ่มเอมเท่าทวีได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้น ใบหน้าขาวกระจ่างหันไปรับจุมพิตจากออกหลวงสลับกลับหันมาดูดดื่มแลกไล้ปลายลิ้นกับไกรทอง มือใหญ่ของออกหลวงก็ยังคงเร่งเร้าดึงรั้งชักเย่อเพื่อเบี่ยงเบนความปวดแสบให้กลายเป็นความหฤหรรษ์เหลือแสน จนเมื่อรู้สึกได้ว่าอารมณ์กำลังจะสาดซัดเข้าฝั่ง บุรุษขาวกระจ่างก็กรีดเสียงครวญในลำคอและปลดปล่อยอารมณ์พวยพุ่งเปรอะเปื้อนผิวกายสีน้ำผึ้งเบื้องหน้า

ไกรทองมองเห็นสายน้ำนมที่สาดเทก็เปี่ยมอารมณ์เหลือประมาณ เขาโน้มใบหน้าขอจุมพิตจากออกหลวงและเพิ่มความร้อนแรงด้วยแรงดูดดึงหนักหน่วง เป็นจูบที่สงวนไว้สำหรับบุรุษสูงใหญ่ผู้นี้เท่านั้นเนื่องว่าเผ็ดร้อนและเจ็บแสบจนแทบฉีกกระชากหัวใจให้ขาดเป็นชิ้น

“ข้า...จะเสร็จแล้วพี่”

“เอาสิ ในกายของชาละวัน”

เสียงทุ้มกระตุ้นให้อารมณ์ของเด็กหนุ่มทะยานพุ่ง เขาสาดเทน้ำรักท่วมท้นภายในจนหมดสิ้นก่อนถอนกายออกมานอนแผ่หอบหายใจอย่างสิ้นแรง เช่นเดียวกับออกหลวงที่โอบร่างงามไว้แนบกาย เขาเร่งเร้ารุนแรงราวกับโหยหิวสัมผัสมาเนิ่นนาน เมื่อใบหน้างามหันมาประทับริมฝีปากโอ้โลมเบื้องหลัง บุรุษสูงใหญ่ก็รับจุมพิตร้อนซ่านปลดปล่อยความปรารถนาได้ในที่สุด ออกหลวงซึ่งยังคงค้างคาร่างกายไว้ภายในถึงกับสะท้านไปทั้งตัว จะมีครั้งใดอีกที่การร่วมรักทำให้เขาอิ่มล้นได้ถึงเพียงนี้

“เสร็จแล้วก็ออกไปเสียที”

พญาชาละวันหันไปติง อีกฝ่ายจึงยอมถอนกายออกไปนั่งพัก แม้จะพยายามสงบลมหายใจที่หอบรัวแล้วแต่ก็ไม่อาจเก็บใบหน้าให้เรียบนิ่งเช่นเดิมได้ด้วยว่าอารมณ์ถูกตีกระเจิงเสียจนต้องใช้เวลาจึงจะสมานกลับมาได้เหมือนเดิม

ผิวกายเปลือยเปล่าขาวกระจ่างของร่างที่คุกเข่าบนพื้นงามราวกับไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้บนโลกมนุษย์ พญากุมภีล์หันหลังลงไปมองบั้นท้ายและวาดมือลงบดปลายนิ้วเพื่อเปิดทางให้สายน้ำไหลอาบลงยังต้นขา ใบหน้าแดงเรื่อและเสียงครวญเครือรวมกันเป็นภาพตรึงตาเสียจนทั้งไกรทองและออกหลวงไม่อาจละสายตาไปได้ เมื่อชาละวันเงยหน้าขึ้นมาเห็นก็รีบชักมือออกและลงไปนั่งขัดสมาธิเชิดหน้าอย่างสง่างามราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่

“เจ็บก้นมั้ยเอ็ง”

ไกรทองหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดผิวกายขาวละเอียดให้ อีกฝ่ายก็ยอมอยู่นิ่งให้ดูแลอย่างยินดี

“ก็...นิดหน่อย”

ออกหลวงถึงกับอมยิ้ม

“ยิ้มอะไรออกหลวง!

ชายหนุ่มหันไปฉุนใส่ อีกฝ่ายก็ยังคงคลี่ยิ้มอย่างขบขันเช่นเดิม

“เราได้เลื่อนเป็นหลวงขาณคีรินทรบดีแล้ว”

“ข้าก็เปิดสำนักหมอจระเข้แล้วนะ อ้อ! ตะเภาทองคลอดลูกของเอ็งแล้ว เป็นลูกแฝดชื่อชลกับคีรี ลิงค่างบ่างทโมนกันทั้งคู่”

พญาชาละวันถึงกับพูดไม่ออก หัวใจเต้นรัวจนสูบฉีดโลหิตให้แดงเรื่อกระจายบนผิวแก้ม นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีทายาท เป็นข่าวน่ายินดีเสียยิ่งกว่าข่าวใด ว่าแต่...

“ว่าแต่ทำไมชื่อชลกับคีรี ชื่อชลมาจากนามเราก็พอเข้าใจได้ แต่คีรี...”

“ตะเภาทองมันยกให้เป็นลูกพี่ขาลเลยชื่อคีรีน่ะสิ ดังนั้นเอ็งต้องเป็นแม่ ส่วนข้าเป็นอาจารย์มัน”

ดวงหน้างามหันไปค้อนควับแต่ออกหลวงก็ยังคงยิ้มขันเช่นเดิมโดยไม่กล่าวอะไร ฝ่ายชาละวันก็ได้แต่กัดฟันกรอด

“แล้วเอ็งล่ะ ห้าปีนี้หายไปไหนมา”

พญากุมภีล์หันกลับไปสบใบหน้าไกรครู่หนึ่งก่อนจะปรายตาไปทางอื่นอย่างครุ่นคิด

“เดี๋ยวก่อนนะ พวกเจ้าร่วมรักกับเราแล้วค่อยมาถามสารทุกข์สุกดิบอย่างนั้นหรือ ตั้งแต่แรกไม่คิดจะถามก่อนหรืออย่างไรว่าเราเป็นผีมาหลอกรึเปล่า”

ไกรทองยิ้มกว้าง เขาหันไปสบตาออกหลวงซึ่งบุรุษสูงใหญ่ก็ยกมือขึ้นป้องปากที่ระบายรอยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้

“ถ้าได้เยดเอ็ง ถึงเป็นผีก็ไม่เป็นไรนี่”

พญากุมภีล์ถึงกับล้มตูมลงไปนอนแผ่บนพื้นอย่างหมดแรง

ร่างขาวกระจ่างสง่างามของพญาชาละวันที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ทั้งสินและแสงอ้าปากค้าง ในอ้อมแขนคือร่างของไกรทองที่มีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากหน้าท้อง เขาวางไกรลงอย่างถนอมและสั่งการให้วิมาลากับตะเภาทองที่ตกใจจนพูดไม่ออกรีบไปเตรียมอุปกรณ์ทำแผลมา

“จ...เจ้าพี่ทำไม...”

วิมาลาเอ่ยถาม เมื่อได้ยินอย่างนั้นยิ่งทำให้สินและแสงพูดไม่ออก เขาเพิ่งเคยพบพญากุมภีล์ชาละวันเป็นครั้งแรก นึกไม่ถึงว่าจะสง่างามและองอาจราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ทั้งผิวกายที่ราวกับโปร่งแสง ใบหน้าหล่อเหลางามจนไม่อาจละดวงตาออกไปได้ และท่าทีสมเป็นขัตติยราชแห่งวงศ์กุมภีล์

ชาละวันปรายตาไปทางสองหนุ่มก่อนจะมองทางเมียโทอีกครั้ง

“นี่ผัวใหม่ของหล่อนหรือวิมาลา”

หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออกเช่นเดียวกับองครักษ์ทั้งสอง

“ออกหลวงล่ะคะเจ้าพี่”

ตะเภาทองซึ่งยังคงนิ่งสงบเอ่ยถาม พญากุมภีล์ถึงกับสะบัดใบหน้าไปทางอื่นราวกับไม่อยากตอบ เพียงเท่านี้สินและแสงก็ถึงกับใบหน้าสลด

“พวกหล่อนจงอยู่กับผัวใหม่เสีย เราอนุญาต”

พลันร่างขาวกระจ่างก็คืนกายเป็นจระเข้เจ้าตัวใหญ่ราวสองเท่าของจระเข้ทั่วไปและดำเนินหายลงไปในท้องน้ำ

ชาละวันวิ่งตรงกลับไปยังโถงที่ล่มสลายภายใน เขารีบดิ่งไปยังร่างที่นอนนิ่งอยู่ที่เดิมโดยมีโลหิตไหลนองต่างแท่นบรรทม ชายหนุ่มคุกเข่าลงดึงมือเย็นเฉียบขึ้นมากุม เมื่อรู้สึกได้ถึงชีพจนข้อมือที่เต้นแผ่วแทบสัมผัสไม่ได้ก็ปรายดวงตาสีอัมพันคมกริบไปยังแผ่นหินยักษ์ที่ตอกขาซ้ายตรึงแน่นไว้กับพื้น เพียงเสี้ยวนาที พญากุมภีล์ก็เสกดาบสีเลื่อมฟ้าเขียวคมกริบขึ้นมาในมือ เขาผูกเชือกใต้เข่าจนแน่นก่อนจะยืนขึ้นและฟาดคมดาบตัดขาซ้ายของออกหลวงอย่างรวดเร็ว ดวงตากุมภีล์ร้อนผ่าวด้วยสายน้ำตา เมื่อบุรุษสูงใหญ่หลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว ชาละวันก็รีบอุ้มร่างที่ไร้สติดิ่งตรงออกไปอย่างร้อนรน จนเมื่อส่งมอบให้กับสินและแสงที่ร่ำไห้ด้วยความดีใจท่วมท้นแล้ว พญากุมภีล์ก็หันหลังเพื่อย้อนกลับไปยังถ้ำทองอีกครั้ง

“เจ้าพี่อยู่เสียที่นี่เถิดเจ้าค่ะ!

ตะเภาทองวิ่งตรงไปฉุดแขนชายหนุ่มไว้ หล่อนคิดจะบอกเรื่องครรภ์ที่เกิดแต่ชาละวันแต่ยังไม่ทันได้เอ่ย ชายหนุ่มก็ดึงมือหล่อนออกด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล

“เราคือจระเข้เจ้า คือราชาแห่งถ้ำทอง ต่อให้ใช้เวลาอีกร้อยปีก็จะเรียกคืนศักดิ์ศรีวงศ์กุมภีล์แห่งเมืองพิจิตรให้ได้”

“แต่ว่า...”

“ฝากดูแลไกรกับออกหลวงด้วย เรา...”

พญากุมภีล์ไม่อาจเอ่ยต่อไปได้ ใบหน้างามมีสายน้ำตาอาบสองแก้มจนต้องเบือนหน้าหนีเพื่อปิดบังความเจ็บร้าวในใจ ร่างขาวกระจ่างสง่างามดำเนินตรงไปคืนกายเป็นจระเข้เจ้าผิวเกล็ดสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงเป็นสีเลื่อมฟ้าเขียวสง่างามก่อนถูกกลืนหายไปในท้องน้ำ ปิดตำนานการต่อสู้ระหว่างหมอจระเข้จากนนทบุรีและพญากุมภีล์ชาละวัน

สวัสดีค่า ^_^

            ขอบคุณท่านที่แวะไปจองนิยายของ Blueฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานะคะ Sweetlimited 50 ชุดหมดใน 3 นาทีแรกค่ะ เล่มอื่นๆ ก็ใช้เวลา 3-5 ชั่วโมง รอบหน้าเปิดจองวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 58 เวลา 8.00น. ที่ http://scarletpublishing.lnwshop.com/ นะคะ เชิญแวะไปอุดหนุนค่ะ รอบนี้ที่ต่างจากรอบที่แล้วคือจะมี Sweetฯ แยกเล่มขาย และมีเล่ม limited Sweet’s Muscat de Beaumes ค่ะ ฝึกกดกันนะค๊า

            และแล้วไกรทองก็มาถึงตอนจบค่ะ ท่านที่หวังให้ออกหลวงตายก็น่าเสียดายที่คุณพี่เขาอึดเหลือเกิน ให้ตายไปอาจจะดีกว่า (เพราะไม่ต้อง 3P) แต่สุดท้ายก็อยู่กัน 3 คนแช่มชื่นค่ะ ผลัดๆ เลี้ยงลูกแล้วกันค่ะ สำหรับท่านที่ซื้อไกรทองหนังสือ จะมีตอนพิเศษต่อท้ายเป็นตอนที่ลูกชาละวันโตเป็นหนุ่มอายุ 16 ปีแล้ว จะเนื้อหอมได้เท่าพ่อหรือเปล่าโปรดติดตามได้ค่ะ

            เรื่องที่จะมาลงต่อเป็นผลงานปัดฝุ่นใหม่ BSB club แบบว่า...เข้าฤดูงานชุกน่ะค่ะ มันชุกขึ้นทุกปีจนไม่มีเวลาสร้างแรงบันดาลใจเลยค่ะ อย่าว่าแต่แรงบันดาลใจเลย หาเวลาพักผ่อนก่อนดีกว่าค่ะ ความเป็นคนทำงานเร็วและไม่ค่อยเกี่ยงงานเลยทำให้ชีวิตทั้งดีและเหนื่อยค่ะ พบกันใหม่เรื่องหน้านะคะ ^_^