Short

เรื่องสั้นร้านกาแฟ 19: Grappa

posted on 14 Nov 2015 18:47 by ffmanblue in Short

          จิโน่สอดส่ายสายตาไปทางซ้ายอย่างเชื่องช้าก่อนกวาดสายตาไปทางขวาจนสุดระยะที่คอหันได้ เขามองหาเซซาเร่รวมถึงบอดี้การ์ดคนอื่นซึ่งมักประจำการอยู่ในห้องไม่ห่างไปนัก น่าแปลกที่วันนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคน กลางห้องพักใหญ่โตในโรงแรมที่เปรียบดั่งป้อมปราการกลางนิวยอร์กมีเพียงเขาและดอนเบนิโตที่กำลังลองแพทเทิร์นเสื้อสูทซึ่งเป็นผ้าตัวอย่างตัดตามขนาดที่วัดได้และเย็บเป็นชุด ใช้ลองเบื้องต้นเพื่อเก็บรายละเอียด

          “เก็บปลายแขนประมาณนี้ดีกว่าจิโน่”

          บุรุษสูงใหญ่หันไปเอ่ยด้วยเสียงนุ่มเย็น ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลายังคงประดับรอยยิ้มยั่วยวนอย่างมั่นใจดั่งเพลย์บอยเช่นเดิม แม้ด้านในเสื้อแพทเทิร์นจะมีเสื้อเชิ้ตกับเวสต์สวมอยู่แต่แนวกล้ามเนื้อแน่นก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอกสูทเนื่องจากโครงร่างสูงใหญ่สง่างาม

          จิโน่ถือคลิปหนีบกระดาษเตรียมไปกลัดบอกระยะปลายแขนเสื้อด้วยมือสั่นเทา หากเป็นสมัยก่อนที่ยังใช้เข็มหมุดกลัด เขาคงเผลอสั่นจนจิ้มมือดอนเลือดออกไปหลายแผลแน่

          “แบบนี้พอดีไหมครับ”

          “อืม”

          เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มและผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เขาย้ายมาคุกเข่าเบื้องหน้าร่างที่ยืนตระหง่านเพื่อช่วยกลัดกระดุมหน้าให้บ้าง ความหลวมเล็กน้อยทำให้รู้สึกแปลกใจ

          “เอ...เอวเสื้อใหญ่ไปนะครับ หรือวันนั้นผมวัดพลาด”

          จิโน่ขยับเสื้อแพทเทิร์นอีกครั้งก็เห็นว่าหลวมไปจริง

          “ฉันคงผอมลงนิดหน่อยน่ะ”

          “อาหารที่อเมริกาไม่ค่อยถูกปากเหรอครับ”

          เด็กหนุ่มที่คุกเข่าเบื้องหน้าเงยขึ้นมองด้วยดวงตาใส ตอนนี้ในหัวเขาคิดแต่เรื่องแพทเทิร์นกับการขยับกระดุมจึงลืมไปว่าเมื่อครู่ตัวสั่นเป็นลูกกวางน้อยเพียงใด

          ดอนเบนิโตคลี่ยิ้มเอ็นดู สาเหตุแท้จริงของน้ำหนักที่ลดลงคือเขาเครียดเรื่องแฟมิลี่ลูเซียที่ยังตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัวเสียทีมากกว่า เขาเบื่อสงครามระหว่างแก๊งเต็มทีแล้ว ตอนนี้ซีเรียมีผู้อพยพมากมายและแต่ละคนก็พกทองคำมาด้วย เขาต้องการบินไปตุรกีเพื่อไปยังชายแดนซีเรียหาซื้อทองคำราคาถูกเหล่านี้แล้วให้เนโรจัดการเรื่องลูเซียแทนแต่น่าจะยาก ลูกชายของเขาใจดีเกินไป ส่วนลูกชายลูเซียก็ใจร้อนเกินไป หากเขาไม่จัดการเองมีหวังเนโรโดนลูเซียยิงตายเอาง่ายๆ

          จิโน่ถอดหมุดกระดุมที่กลัดไว้บอกตำแหน่งออกและขยับเลื่อนไปปักเข็มไกลกว่าตำแหน่งปกติเล็กน้อยเพื่อกระชับเอวให้พอดีมากขึ้น ลองกลัดดูแล้วก็พอดีสวยงาม

          “ฉันว่าไม่ต้องเลื่อนกระดุมหรอกจิโน่ ถ้าได้กินอะไรอร่อยๆ เดี๋ยวน้ำหนักก็คงเท่าเดิม”

          “อะไรอร่อยๆ ที่ว่านี่คือ...”

          จิโน่ซึ่งพยายามแกะกระดุมหมุดออกตามบัญชาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เมื่อกลัดลงตำแหน่งเดิมแล้ว ระหว่างที่เตรียมเอาแป้นเซฟหมุดติดเข้าด้านหลังจึงเงยขึ้นมองดอนด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวกับราชสีห์ที่ทอดมองลูกกวางน้อยจากบนกิ่งไม้สูงก็ทำให้จิโน่ได้คำตอบ อาหารอร่อยสำหรับเจ้าแห่งป่าจะมีอะไรดีไปกว่ากวางหน้าซื่อที่หวังจะมารับออร์เดอร์ด้วยใจสุจริตอย่างเขา อารามตกใจจึงเผลอปล่อยมือพาลให้กระดุมหมุดหลุดร่วงลงบนพื้นพรมจนต้องรีบเอื้อมไปคว้า

          “โอ๊ย!

          ความรีบร้อนทำให้จิโน่วาดมือสะเปะสะปะจนกระดุมเข็มหมุดทิ่มนิ้ว

          “เป็นอะไรรึเปล่าจิโน่”

          ดอนเบนิโตรีบคุกเข่าลงไปดูเด็กหนุ่มที่กุมมือแน่น เขาดึงมือของจิโน่ขึ้นมามองดูอย่างพิจารณา โชคดีที่คมหมุดไม่แหลมพอที่จะทะลุผ่านผิวจึงมีเพียงรอยแดงเล็กน้อยที่ปลายนิ้วเท่านั้น

          “แบบนี้เจ้าหญิงนิทราจะหลับหรือเปล่า”

          บุรุษสูงใหญ่แซวด้วยรอยยิ้ม เขาปรายดวงตาจากปลายนิ้วในอุ้งมือขึ้นมองใบหน้าจิโน่ซึ่งตกตะลึงและเขินอายจนแก้มแดงเรื่อ เด็กหนุ่มต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าที่สมองซึ่งตีกันยุ่งเหยิงจะกลับเข้าที่และประมวลผลได้ว่านิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทรามีฉากที่เจ้าหญิงออโรร่าถูกกระสวยปั่นด้ายตำนิ้ว

          “ผมไม่ใช่เจ้าหญิงนิทราแล้วนั่นก็ไม่ใช่กระสวยครับ”

          “แสดงว่าเจ้าหญิงจะหลับได้คงต้องใช้อย่างอื่น”

          เสียงทุ้มของดอนเบนิโตและดวงตาคมกริบที่เชื่อมหวานดั่งน้ำตาลพาให้จิโน่เคลิ้มลอย เขามองเห็นใบหน้าหล่อเหลาลอยเข้ามาอย่างเชื่องช้าจึงเผลอขยับตัวถอยอัตโนมัติ โซฟาหนังนุ่มเบื้องหลังกลับตีปราการให้เด็กหนุ่มสิ้นทางหนี ราชสีห์ร้ายที่คืบคลานมาใกล้ไม่ได้กระโจนขย้ำดังคาด ดอนเบนิโตปิดทางหนีด้วยสองแขนที่ตรึงสมอซ้ายขวาไปที่โซฟาหนังเบื้องหลัง ล้อมกรอบให้ร่างที่นั่งสั่นอยู่เบื้องหน้าอับจนหนทางดิ้นหนี ใบหน้าที่ระบายไรเคราเบาบางโน้มเข้าไปใกล้ซอกคอ สูดกลิ่นหอมของเด็กหนุ่มราวกับผิวนวลที่ลำคอคือผลสตรอเบอรี่สุกหวาน

          ลมหายใจอุ่นที่ซอกคอแทบทำให้จิโน่กลายร่างเป็นหิน กลายเป็นว่าแม้ดอนเบนิโตไม่ได้สัมผัสเขาแม้แต่ปลายเล็บ มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่รวยรินรดผิวกาย กลับยิ่งทำให้หัวใจของเขาสั่นระรัวยิ่งกว่าโดนแตะเนื้อต้องตัวอย่างไม่ทราบเหตุ ใบหน้าหล่อเหลาละจากลำคอระหงไปยังผิวแก้มอย่างเชื่องช้าราวกับสายน้ำอ้อยอิ่ง เพียงกระแสลมหายใจที่โอ้โลมพวงแก้มและริมฝีปาก จิโน่ก็รู้สึกราวกับเขาถูกจุมพิตอย่างวาบหวาม

          ดอนเบนิโตมองดูจิโน่ซึ่งเบี่ยงใบหน้าหนีจนศีรษะหนุนโซฟาต่างหมอน ร่างของเด็กหนุ่มในเขตแดนสองแขนของเขาเบียดเก้าอี้หนังเบื้องหลังจนเด็กหนุ่มแทบจะละลายเป็นเนื้อเดียวกับโซฟา ดูราวกับว่าขอให้ห่างจากเขามากที่สุดแม้เพียงมิลลิเมตรเดียวก็ยังดี ดวงตาคมกริบเห็นเช่นนั้นจึงวาวโรจน์อย่างสนุก มือใหญ่ดึงนิ้วที่ได้รับบาดเจ็บเทียบเท่าขนนกตกใส่ขึ้นมาประทับริมฝีปากราวกับจะช่วยชำระแผลให้ แลบปลายลิ้นไล้เลียนิ้วที่สั่นเทาของจิโน่ก่อนดูดดึงและกลืนกินจนลึกถึงโคน

          ดวงตาคมกริบที่สบมองจิโน่เขม็งแทบทำให้เด็กหนุ่มขาดใจ ปลายลิ้นที่กำลังปรนนิบัตินิ้วของเขา สายตาร้อนแรงที่จับจ้องเขา ล้วนราวกับจะปลุกให้ความร้อนเบื้องล่างลุกชันขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำจากอารมณ์อาบย้อมด้วยความละอาย จนเมื่อดอนเบนิโตยอมปล่อยให้ปลายนิ้วของเขาเป็นอิสระ จิโน่จึงเพิ่งสังเกตว่าลมหายใจเขาหอบรัวจากความเสน่หา

          “อย่าทำหน้าอย่างนั้นจิโน่”

          “ผมทำหน้ายังไงครับ”

          ดอนเบนิโตคลี่ยิ้ม เขาโอบร่างบางเข้ามาในอ้อมแขนอย่างอ่อนหวาน โน้มลงจุมพิตผิวแก้มเพียงบางเบาก่อนกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “เธอทำหน้าเหมือนเจ้าหญิงน้อย ฉันคงต้องกล่อมให้เจ้าหญิงตัวน้อยหลับเสียล่ะมั้ง”

          “อย...อย่าครั...”

          เสียงประท้วงถูกริมฝีปากจากบุรุษเบื้องหน้ากลืนกินหมดสิ้น ริมฝีปากลากผ่านจากผิวแก้มไปประทับจุมพิตหวานซึ้ง ดอนเบนิโตกระชับร่างในอ้อมแขนให้แนบชิดยิ่งขึ้น สองขาของจิโน่ที่โอบอยู่รอบเอวทำให้ดอนอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นไปนอนบนโซฟาเบื้องหลังอย่างง่ายดาย ปลายลิ้นสอดลึกทักทายเคลื่อนที่พลิ้วไหวราวกับมีคลื่นน้ำสัมผัสอยู่ในร่าง ดอนเบนิโตไม่ทิ้งกายลงทาบทับแนบชิด เขากลับยันกายเหนือร่างของจิโน่ที่นอนหลับตาแน่น มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่ประทับอย่างอ่อนหวานไร้ซึ่งการสัมผัสผิวกายปลุกอารมณ์จนราวกับเป็นจูบราตรีสวัสดิ์ให้เจ้าหญิงน้อยจริงๆ

          จิโน่เคลิ้มกับจุมพิตจนแทบสิ้นสติ ความตื่นกลัวในหนแรกถูกความหวานดั่งน้ำตาลโปรยปรายทั่วตัวจนหายสิ้น กลายเป็นเขาเสียเองที่รู้สึกว่าความแนบชิดเฉพาะที่ริมฝีปากน้อยเกินไป สองมือจึงวาดขึ้นสัมผัสแผ่นอกแน่นเบื้องบน สอดปลายนิ้วลอดใต้แพทเทิร์นสูทไปยังเอวบางและวาดขึ้นเกาะกุมหัวไหล่ที่หนักแน่นด้วยแนวกล้ามเนื้อ

          ดอนเบนิโตถอนริมฝีปากออกมากระซิบหยอก เขาแนบใบหน้าจนไรเคราบางเบาเสียดสีกับผิวแก้มของจิโน่ สองแขนยังคงยันร่างเหนือเด็กหนุ่มที่ทอดกายอยู่เบื้องหน้าทั้งที่สองมือของจิโน่ซึ่งสัมผัสต้นแขนแน่นตึงเบื้องบนมีแรงฉุดรั้งราวกับต้องการดึงให้บุรุษสูงใหญ่ดิ่งกายลงไปโอบกอดทาบทับ

          “เธอเชิญชวนแบบนี้ฉันจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวนะไดเรกเตอร์”

          จิโน่ซึ่งได้สติจากแรงหยอกผละมือออกมาอย่างเขินอาย เขาหันหน้าเบี่ยงไปทางอื่นแต่กลับสะดุ้งเฮือกและขนลุกซู่เมื่อริมฝีปากของดอนวาดไล้ใบหูอย่างแผ่วเบา จุมพิตดูดดึงและไล้เลียราวกับเป็นลูกกวาดหวาน จนเมื่อเสียงครวญลอดออกมาจากริมฝีปากที่พยายามกัดฟันอย่างอดทน ดอนจึงยอมหยุดและยันกายขึ้นมองด้วยดวงตาคมกริบ

          “เจ้าหญิงน้อยของฉันไม่หลับ คงเหมือนที่ฉันเองก็กำลังตื่น”

          สัมผัสร้อนแข็งเบื้องล่างจากดอนทำให้จิโน่เข้าใจได้กระจ่างว่าอะไรตื่น เขาขยับตัวหนีจากกรงทองซึ่งมีแขนของดอนขนาบข้างอย่างไร้ความหวัง เมื่อพลิกหันใบหน้าหนี บุรุษสูงใหญ่จึงทิ้งกายลงมาโอบกอดเด็กหนุ่มไว้อย่างแนบแน่น แผ่นอกที่แนบสัมผัสราวกับเนยร้อนที่หลอมละลายเข้าหากันเป็นเนื้อเดียว สองแขนแกร่งโอบตรึงร่างของจิโน่ไว้จนเด็กหนุ่มละทิ้งความคิดจะเสือกกายหนีต่อ สองขาแยกออกรับสัมผัสที่แนบชิดอย่างชัดเจนแต่เมื่อรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งและใหญ่โตเปี่ยมอำนาจดั่งราชสีห์จนน่าตะลึง ดวงตาลูกกวางน้อยจึงตื่นผวาจนน้ำตาไหลร่วง

          “ฉันอยากให้วิญญาณของฉันไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ จิโน่”

          เด็กหนุ่มรู้ดีว่าวิญญาณในตัวของดอนหมายถึงน้ำรักนั้นแล จะมีวิธีใดที่ดอนหลั่งรินสายน้ำพิศวาสให้เขาได้ดีไปกว่าแทรกกายเข้ามาและสาดซัดคลื่นน้ำอย่างท่วมท้น เพียงคิดก็ตื่นกลัวจนดวงตาฉ่ำด้วยน้ำตา

          ความร้อนแข็งเบียดสีหนักแน่นขึ้นอีกอย่างสุภาพ ดอนเบนิโตจูบซับน้ำตาของจิโน่ที่ร่วงผล็อยอย่างน่าสงสาร เขาจุมพิตผิวแก้มปลอบประโลม ลากริมฝีปากลงมายังลำคอพลางปลดกระดุมเวสต์ของเด็กหนุ่มและดึงเชิ้ตขึ้นจากกางเกง มือใหญ่วาดเข้าไปสัมผัสแนวกล้ามท้องแน่นเป็นคลื่นของจิโน่อย่างเสน่หา เด็กหนุ่มที่ขืนกายถอยหนีด้วยจริตแสนซื่อยิ่งปลุกอารมณ์ดอนเบนิโตจนกระเจิดกระเจิง เขาอยากฉีกกระชากเสื้อเชิ้ตขาวตรงหน้าออกเหลือเกิน อยากฝังเขี้ยวลงที่ลำคอยาวระหง อยากกลืนกินเนื้อแน่นหวานอร่อยของลูกกวางตัวน้อยให้อิ่มเอม

          “ดอนครับ...”

          เสียงสั่นแสนน่าเวทนากับดวงตาฉ่ำเชื่อมจุดไฟในกายของดอนเบนิโตจนลุกโชน!

          เขาไม่อาจสะกดกลั้นความกระหายในเนื้อหนังมังสาหอมหวานยั่วคมเขี้ยวได้อีกแล้ว แม้ไม่กินจะไม่อดตายแต่จะให้หยุดความกระหายต่อหน้าอาหารโอชะมื้อนี้เห็นทีเขาคงขาดใจก่อนตะวันขึ้นในวันพรุ่งเป็นแน่

          ปลายลิ้นอุ่นชุ่มไล้เลียริมฝีปากดั่งราชสีห์เตรียมชิมรสลูกกวางน้อยเคลือบรสหวานของพรหมจรรย์ดั่งเกล็ดน้ำตาลไอซิ่งขาวละเอียดดั่งปุยฝ้าย

          “เป็นของฉันจิโน่ เธอจะได้ทุกอย่างที่ปรารถนา”

          ดอนเบนิโนกระซิบด้วยเสียงเจืออารมณ์ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยปรารถนาในเนื้อหนังของใครจนอารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้ เขาบดริมฝีปากจุมพิตอย่างหนักหน่วงรุนแรง ซ่านเสียวจนแทบกลืนกินทุกลมหายใจของเด็กหนุ่มในอ้อมกอด ร้อนแรงราวกับเหงื่อที่ผุดจากผิวคือเปลวไฟ เขาอยากแทรกกายเข้าไป อยากสาดเทน้ำรักบดฝังเข้าไปในกายให้หนำใจและกินเด็กหนุ่มที่น่าเสน่หาในอ้อมแขนนี้จนไม่เหลือแม้ผมสักเส้น

          จิโน่รู้สึกราวกับตัวเขาถูกกระชากขึ้นสวรรค์ด้วยความเร็วเท่าเครื่องเจ็ตที่ดิ่งสูงขึ้นฟ้า คำที่บอนนี่เคยบอกว่าลีลารักของดอนเบนิโตเผ็ดร้อนไม่เกินความจริงแม้แต่น้อย ขนาดเขาเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังไม่อาจห้ามความรุ่มร้อนในตัวที่ถูกปลุกขึ้นได้ ไม่แม้แต่จะสามารถทำใจให้รวบรวมกำลังขัดขืน

          “อา...ดอนครับ”

          เสียงเรียกชื่อหวานราวกับน้ำเชื่อม ดอนเบนิโตจุมพิตบดขยี้อย่างรุนแรงต่อเนื่องจนร่างในอ้อมกอดแทบหมดลมหายใจ สลับด้วยจังหวะเนิบนาบอ่อนใสให้ทอดอารมณ์อย่างอ่อนหวาน ชักเย่อกันราวกับรถไฟเหาะที่แล่นขึ้นสูงก่อนดิ่งตัวลงมาและทิ้งจังหวะอ้อยอิ่งพอให้ได้หายใจ เขาเลิกเสื้อเชิ้ตของเด็กหนุ่มขึ้นสูง จุมพิตยอดอกและไล้เลียราวกับเป็นขนมเลิศรส ป่ายมือสัมผัสแนวอกและหน้าท้องแน่นตึง สดับเสียงครวญครางอย่างน่ารักของเด็กหนุ่มแสนบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน

          “ดอนครับ ผม...กลัว”

          “น่ารักจริงๆ จิโน่”

          ดอนเบนิโตจูบหนักๆ จนปรากฏรอยช้ำบนหน้าอกของเด็กหนุ่มอย่างกระหาย แค่นี้ยังไม่สมใจเขาแม้เพียงเสี้ยวปรารถนาหรอก เขาต้องการยิ่งกว่านี้ ต้องการดื่มกินให้มึนเมามากกว่านี้

          “บอกสิว่าเธอเป็นของฉัน”

          เพียงคำบัญชาก็หนักแน่นราวกับถูกตีตราด้วยเหล็กร้อนเผาไฟ จิโน่สั่นสะท้านในอ้อมกอดที่ราวกับโซ่เหล็กตรึงร่างจนหมดทางหนี ทั้งกลัวและวาบหวามเหลือล้นจนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะยินยอมเป็นมื้อค่ำให้ราชสีห์ผมดำที่มีดวงตาเหี้ยมลึกเปี่ยมเสน่ห์ หรือจะดิ้นรนจนถึงแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อหนีจากการถูกคมเขี้ยวฝังกายจนหมดสิ้นความเป็นชายไปตลอดกาล

          “ดอนครับ ได้โปรดอย่า...”

          เสียงสั่นเครือเป็นคำตอบว่าจิโน่เลือกทางหลังแต่ดูเหมือนราชาแห่งค่ำคืนนี้จะไม่ปล่อยให้อ้อยหวานที่ตกอยู่ตรงหน้าเลยผ่านไปโดยง่าย

          “อย่าปฏิเสธฉันจิโน่”

          คำหวานเปลี่ยนเป็นคำบัญชา

          จิโน่รู้สึกได้ถึงสัญญาณอันตรายอย่างที่สุดไม่ใช่ต่อความเป็นชายของเขาเท่านั้น ดอนเบนิโตฆ่าเขาได้! ชายคนนี้พร้อมจะลั่นกระสุนใส่เขาหากเขาไม่ยินยอมและขืนใจร่างไร้วิญญาณของเขาจนกว่าอิ่มเอมแน่ๆ

          น่ากลัวมากกกกกก...จิโน่ซึ่งจินตนาการเลยเถิดหวีดร้องในใจ

          “เมตตาผมเถอะครับดอน...ฮึก”

          “อย่ากลัวฉันเลยเจ้าหญิงน้อย ฉันไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก”

          “แต่ผม...”

          “เป็นของฉันจิโน่ ฉันจะให้เธอทุกอย่าง”

          “...แต่นั่นไม่ใช่คำบอกรักนะครับ”

          บุรุษสูงใหญ่ที่เครื่องติดรุนแรงถึงกับหยุดชะงัก!

          ราวกับถ่านแดงร้อนถูกน้ำเย็นจัดสาดโครมจนมอดดับ สมองที่ร้อนฉ่าเมื่อครู่กลับเย็นเฉียบจนสติกลับคืน

          ท่าทางหยุดนิ่งจนน่าตกใจทำให้จิโน่เริ่มเสียดายชีวิต เขาก็แค่พูดไปตามที่คิดเท่านั้นเพราะต่อให้เขาเป็นเพลย์บอยแค่ไหนแต่ไม่มีวันยอมนอนกับคนที่ไม่รู้สึกรักหรอก พวกสาวนักเที่ยวไฟแรงที่มาจีบเขาจึงอย่าหวังจะได้เขาไปเชยชม หนุ่มหล่อรวยอย่างเขาไม่หื่นกระหายกามารมณ์ถึงขนาดเป็นใครก็ได้หรอกนะ แต่นี่...นี่คือดอนเบนิโต กราซโซ มาเฟียชื่อดังของอิตาลี และดูหื่นกระหายกามารมณ์สุดๆ เสียด้วย

          “...ดอนครับ”

          จิโน่เอ่ยทำลายความเงียบ

          ดอนเบนิโตผละกายออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาเดินไปทางห้องน้ำอย่างเชื่องช้าทำให้จิโน่สติแตกจนจินตนาการว่าดอนอาจจะไปหยิบปืนในห้องน้ำมายิงเขาทิ้งแน่ คิดแล้วก็รู้สึกอยากตบปากตัวเองขึ้นมาเหลือเกิน นี่เขาจะต้องมาตายจริงๆ เหรอเนี่ย

          หลังจากนั่งรออยู่หลายวินาทีก็ไม่เห็นว่าบุรุษที่น่าสะพรึงกลัวจะออกมา เสียงน้ำจากฝักบัวอาบน้ำที่โปรยลงบนพื้นทำให้จิโน่สบายใจขึ้นนิดหนึ่งว่าดอนคงเผลอปลดปล่อยอารมณ์จนเรียบร้อยแล้วทั้งที่ยังไม่ได้รุกรานเขาจึงได้ไปอาบน้ำล้างตัวเสียก่อน แต่อีกใจหนึ่งก็เผื่อไว้ว่าดอนอาจจะเปิดน้ำฝักบัวเพื่อให้เสียงปืนถูกเสียงน้ำกลบก็ได้

          เมื่อรอเท่าไรก็ไม่เห็นว่าดอนเบนิโตจะออกมา เด็กหนุ่มจึงยันกายลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนย่องตรงไปทางห้องอาบน้ำ เขาแอบแง้มบานประตูและเห็นร่างเปลือยเปล่าของดอนเบนิโตหันหน้าเข้าฝา บั้นท้ายแน่นและกล้ามแขนรวมถึงหัวไหล่น่าประทับใจจนอยากชวนไปถ่ายแบบคอลเลกชั่นชั้นในชายของกีตอนเหลือเกิน ฝักบัวเหนือศีรษะเทสายน้ำร่วงกราวลงมาและเป็นน้ำเย็นจัดเสียด้วยเพราะจิโน่รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่มากระทบใบหน้าเขา

          ดวงตาของดอนเบนิโตจ้องตรงลงไปยังปลายเท้าแต่ภาพที่เห็นคือภาพในหัวที่ไม่อยากนึกถึง “นั่นไม่ใช่คำบอกรักหรอกนะ” เป็นคำตัดพ้อเล็กๆ ที่เขาเคยได้ยินจากปากภรรยาคนเดียวของเขา เบียนก้า เขาพูดคำว่ารักกับคู่นอนทุกคนอย่างง่ายดายแต่กับเบียนก้าเท่านั้นที่เขาไม่เคยพูดคำนี้กับหล่อนเลย สำหรับเขาคำว่ารักมันช่างเป็นคำลวงโลกไม่ต่างอะไรกับน้ำหวานที่ใช้ล่อผีเสื้อแสนสวยมาติดกับ ได้เชยชมความงามแล้วก็หักปีกผีเสื้อใจง่ายเหล่านั้นทิ้งอย่างไม่แยแส เขากลัวเหลือเกินว่าหากใช้คำรักหลอกล่อให้เบียนก้าดีใจ หล่อนก็จะกลายเป็นหนึ่งในผีเสื้อใจง่ายที่เขาหักปีกทิ้งอย่างไร้ค่าสักวัน เบียนก้าสำคัญสำหรับเขาเกินกว่าที่จะเสี่ยง หล่อนคือคนเดียวที่เขาอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยในบั้นปลาย สตรีที่ภักดีต่อเขาเสมอ เลี้ยงดูลูกๆ ของเขาและดูแลกิจการในบ้านเป็นอย่างดี หวังให้หล่อนอยู่กับเขาในวันที่เขาสิ้นลมแต่กลายเป็นเขาที่ต้องมองหล่อนนอนอยู่ในโลงศพใต้พื้นดินเย็นเฉียบเสียเอง

          เสียงน้ำหยุดลง หยดน้ำที่ร่วงจากเส้นผมสีดำสนิทปรกใบหน้าดูราวกับสายน้ำตา ดอนเบนิโตเชิดใบหน้าเดินออกมาจากห้องอาบน้ำอย่างสง่างาม เขามองเห็นจิโน่ยืนถือผ้าเช็ดตัวให้ก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

          “ขออภัยไดเรกเตอร์ ฉันแต่งตัวไม่สุภาพเท่าไร”

          ดอนเบนิโอเอ่ยปากอย่างนุ่มนวล จะให้ถูกต้องเรียกว่าไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า

          ท่าทางกลับมาเป็นสุภาพบุรุษของดอนเบนิโตทำให้จิโน่เบาใจลงมาก เขาคิดไว้แล้วว่าดอนอาจจะกินอาหารไม่อร่อยจนอารมณ์เสียจึงมาลงกับผู้ชายน่ากินอย่างเขาแบบนี้ ความเกรี้ยวกราดหมายจะรับประทานเขาคงเพราะความหิวเป็นเหตุนั่นเอง คิดแล้วก็พาให้สบายใจมากขึ้น

          บุรุษสูงใหญ่รับผ้าเช็ดตัวมาซับหยดน้ำตามลำตัวที่มีแนวกล้ามเนื้องดงามจนชวนให้ใจเต้น จิโน่พยายามพาสายตาตัวเองให้ไปตกอยู่ที่เพดานบ้าง โซฟาบ้าง เพื่อไม่ให้ไหลลงไปต่ำกว่าระดับสะดือมากนัก แวบหนึ่งเขาเห็นส่วนสัดที่ควรจะหดติ้วเมื่อโดนน้ำเย็นกลับมีขนาดน่าประทับใจอย่างน่ากลัว หากโตเต็มที่เห็นทีว่าเขาคงอดจะอิจฉาไม่ได้แน่

          “ดอนคงหนาว ผมถือวิสาสะอุ่นบรั่นดีไว้ให้แล้ว ดื่มหน่อยไหมครับ”

          “ฉันไม่ควรรบกวนแขกอย่างเธอเลย”

          “ผมต่างหากที่รบกวนท่าน”

          จิโน่กลับหลังหันและเดินเกร็งจนแขนกับขาข้างเดียวกันแกว่งไปพร้อมกัน เด็กหนุ่มมุ่งตรงไปยังตะเกียงสำหรับอุ่นบรั่นดีที่ติดไฟทิ้งไว้ ลักษณะเหมือนขาตั้งแก้วบรั่นดีให้เอียง 45 องศา ข้างใต้มีตะเกียงน้ำมันจุดไฟพอให้เปลวลุกโดนแก้วบรั่นดี เด็กหนุ่มหมุนแก้วให้เปลวไฟอุ่นจนทั่วแก้วก่อนดึงออกมาและแหย่ปากแก้วไปยังเปลวไฟ เปลวสีส้มลุกท่วมบรั่นดีในแก้วราวกับกำลังจะดื่มเปลวไฟ แกว่ง 2-3 ครั้งจนบรั่นดีอุ่นจึงใช้มือปิดปากแก้วเพื่อให้ไฟดับ

          “ไฟจะลวกมือเธอนะ”

          ดอนเบนิโตในชุดคลุมอาบน้ำเอ่ย เขายื่นมือไปดึงแขนของจิโน่ออกมาพอดีกับไฟในแก้วดับลงในที่สุด บุรุษสูงใหญ่จุมพิตหวานนุ่มที่ฝ่ามือร้อนของจิโน่จนอีกฝ่ายเขินอาย ครั้งนี้ไม่มีการโอ้โลมต่อ เมื่อเห็นว่าผิวกายของเด็กหนุ่มเย็นลงแล้วจึงยินดีปล่อยมืออย่างง่ายดาย

          “ขอบคุณครับ”

          “ระวังหน่อยจิโน่ ไม่ว่ามันจะร้อนหรือไม่เธอก็ไม่ควรเล่นกับไฟ”

          จิโน่ถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อแวบหนึ่งสายตาอ่อนโยนของดอนเบนิโตกลับวาววาบราวกับยมทูตที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อหากเผลอหยอกล้อกับไฟโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้

          ดอนเบนิโตเดินตรงไปนั่งรออยู่ที่โซฟาอย่างสงบพลางใช้ผ้าขนหนูซับหยดน้ำจากเส้นผมไปด้วย จิโน่จึงถือแก้วบรั่นดีตรงเข้ามายื่นให้ด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความตื่นกลัวไว้ได้อย่างแนบเนียน

          “ผมไม่สันทัดเรื่องเครื่องดื่มพวกนี้เท่าไร ดอนชอบดื่มบรั่นดีเหรอครับ”

          “เธอเรียกมันว่าบรั่นดีแสดงว่าคงไม่สันทันจริงๆ”

          “ไม่ใช่บรั่นดีเหรอครับ”

          จิโน่ระบายความสงสัยบนใบหน้า บุรุษที่แกว่งแก้วในมือเพื่อสูดกลิ่นหอมจึงคลี่ยิ้มนุ่มอย่างเอ็นดู

          “มันคือบรั่นดี แต่จะให้ถูกต้องตามแบบอิตาเลียนควรจะเรียกมันว่าแกรปป้า”

          “แกรปป้า?

          “บรั่นดีที่เหมาะกับเดนคนอย่างมาเฟียแบบฉันไงล่ะ”

          จิโน่ดูจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้อยู่ดี

          “แกรปป้า” (Grappa) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอกลักษณ์แบบหนึ่งของอิตาลี หมักจากกากองุ่นรวมถึงเมล็ดและก้านองุ่นที่เหลือจากกระบวนการทำไวน์ มีประวัติย้อนไปได้ถึงช่วงยุคกลางในยุโรป นิยมดื่มหลังอาหารเย็นหรือเหยาะเล็กน้อยในเอสเพรซโซ่ยามเช้า ความที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงมากคือราว 35-60% ในระหว่างที่ไวน์มีแอลกอฮอล์เพียง 12% และวิสกี้อยู่ที่ 50% ในยุคกลางจึงมีคนเรียกแกรปป้าว่า “เครื่องดื่มไฟ” (firewater)

          เชื่อว่าชื่อแกรปป้าเป็นคำแผลงเสียงมาจาก graspa ซึ่งคาดว่ามาจากคำอิตาเลียน graspo หมายถึงเถาองุ่น แรกเริ่มแกรปป้าเป็นผลพลอยได้จากการทำไวน์และใช้เพื่อดื่มให้อบอุ่นในช่วยฤดูหนาวเท่านั้นโดยไม่สนใจรสชาติซึ่งไม่ได้ดีเท่าไวน์ ดังนั้นคนดื่มแกรปป้าจึงมักมีภาพลักษณ์เป็นเกษตรกรที่ยากจน ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อดิ้นรนให้รอดพ้นชะตาชีวิตที่โหดร้ายไปได้ ในภายหลังแกรปป้าเป็นที่นิยมมากขึ้น การดื่มแกรปป้ามักดื่มในแก้วรูปทรงเฉพาะ มีลักษณะเป็นแก้วทรงฟลุตขนาดเล็ก ก้นกลมปากแคบช่วยให้สามารถจิบได้ทีละน้อยเท่านั้น วัตถุประสงค์ของการให้ดื่มที่ละน้อยเนื่องจากแกรปป้ามีระดับแอลกอฮอล์สูงมากจนเมาเร็วได้นั่นเอง

          ดอนเบนิโตรับแก้วมาและจิบเพียงน้อยก่อนจะผ่อนลมหายใจอย่างสบายและเอนหลังพิงพนัก

          จิโน่ซึ่งเห็นว่าได้จังหวะจึงเดินตรงไปทางห้องน้ำ เขาหยิบแพทเทิร์นสูทที่ดอนถอดทิ้งไว้มาพับเก็บใส่กระเป๋าเรียบร้อย หยิบเสื้อผ้าของดอนไปใส่ตะกร้าทิ้งผ้าให้ก่อนกลับไปนั่งบนโซฟาอีกตัวหนึ่งซึ่งไม่ไกลนัก

          “ขอโทษด้วยจิโน่ เมื่อกี้ฉันคงทำให้เธอกลัวมาก”

          ท่าทีสุภาพบุรุษนุ่มนวลผิดกับลีลาโฉดเลวเปี่ยมเสน่ห์เมื่อครู่ทำให้จิโน่แอบเคลิ้มไปนิดหนึ่ง เด็กหนุ่มยิ้มหวานและส่ายหน้าไหวๆ อย่างน่ารัก

          “ผมไม่เป็นไรครับ เป็นห่วงดอนมากกว่า เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

          “ฉันแค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ตามประสาคนแก่น่ะ”

          จิโน่ไม่ได้ตอบอะไรเนื่องจากไม่อยากต่อบทสนทนาให้ยาวไปกว่านี้ เขาทิ้งจังหวะนิดหนึ่งก่อนยืนขึ้นและดึงชายสูทให้เรียบเป๊ะอย่างสง่างามเพื่อเตรียมกล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการ

          “วันนี้ขออภัยที่รบกวนเสียนานครับ”

          ดอนเบนิโตมองดูเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอย่างเมตตา เขายื่นมือออกมาซึ่งจิโน่ก็รู้งานรีบตรงเข้ามาคุกเข่าและดึงมือของดอนมาจุมพิตด้วยความนับถือ

          “ถ้าเธอเป็นผู้หญิง...ฉันจะขอเธอแต่งงานแน่ จิโน่”

          เลือดในกายของเด็กหนุ่มแข็งเป็นหินแทบจะทันที คำนี้มีความหมายได้สองอย่าง อย่างแรกคือดอนเบนิโตอยากให้เขาเป็นผู้หญิงซึ่งไม่มีวันเป็นไปได้จึงนำหน้าประโยคด้วย “ถ้า” เพื่อบอกอย่างอ้อมๆ ว่าดอนกอดผู้ชายอย่างเขาไม่ลง อย่างที่สองคือดอนเบนิโตไม่อยากแต่งงานกับเขาเพราะเขาไม่มีวันเป็นผู้หญิงมาแต่งงานได้ด้วยแน่นอน ดังนั้นคำนี้จึงเหมือนเป็นคำปฏิเสธการรับเขาเป็นชู้รักอย่างสุภาพ...นี่เขาคิดถูกใช่ไหมนะ

          จิโน่เงยหน้าขึ้นมองร่างที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างยากเย็น ดวงตาเหี้ยมลึกที่จ้องลงมาและรอยยิ้มเปี่ยมอำนาจยืนยันว่าไม่ล้อเล่นและเขาไม่ควรเฉไฉว่าเมื่อครู่เป็นมุขล้อเล่นด้วย

          “ถ้าผมเป็น...ผู้หญิง...ผมก็ต้องดีใจ...มากๆ เลยล่ะครับ”

          จิโน่ตอบอึกอัก จะตอบว่าเสียใจที่ไม่ใช่ผู้หญิงก็ใช่ที่ แต่จะตอบว่าดีใจที่ดอนอยากแต่งงานด้วยก็ดูจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเกินไป

          “จะไม่ดื่มกับฉันสักแก้วก่อนกลับเหรอ”

          บุรุษสูงใหญ่เชื้อเชิญ ฝ่ายจิโน่ซึ่งได้กลิ่นแอลกอฮอล์ตอนอุ่นแกรปป้าก็เมาจนแทบประคองหัวให้ตรงอยู่บนคอได้ลำบากแล้วได้แต่คลี่ยิ้มอย่างเกรงใจ

          “ไม่ดีกว่าครับ ผมเป็นคนเมาเร็ว”

          ดอนเบนิโตคลี่ยิ้ม เขาโน้มใบหน้าลงจุมพิตริมฝีปากลาเด็กหนุ่มที่ยังคงคุกเข่าอยู่ ปลายลิ้นหอมกลิ่นแกรปป้าผ่านเข้าไปหยอกล้ออย่างนุ่มนวลจนจิโน่แทบอ่อนยวบไปทั้งตัว หวานจนนึกไม่ถึงว่าแกรปป้าจะหวานได้ขนาดนี้ แม้ไม่ได้ดื่มแต่ก็ชวนจินตนาการไปว่าหากสุราอุ่นไหลรินเข้ามาโอบอุ้มปลายลิ้นเขาเช่นเดียวกับที่ดอนเบนิโตเล้าโลมปลายลิ้นด้วยจุมพิตแสนพิศวาสเช่นนี้ เขาจะยอมดื่มแกรปป้าทุกวันก่อนนอนเลยทีเดียว จนเมื่อดอนถอนริมฝีปากออก ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ย้อมไปด้วยสีแดงเรื่อที่ผิวแก้มอย่างน่ารัก

          “เธอเมาเร็วจริงเสียด้วยจิโน่”

          บุรุษสูงใหญ่ยิ้มขำ เขาวางแก้วลงที่โต๊ะด้านข้างก่อนอุ้มร่างที่อ่อนยวบขึ้นมานั่งบนโซฟาเคียงข้าง

          จิโน่รู้สึกเจ็บใจที่เขาเลือกบรั่นดีผิดขวด ขวดนี้แรงจนมึนแทบยกหัวไม่ขึ้น ระหว่างที่คิดศีรษะของเขาก็เป๋ไปซบไหล่ของดอนเสียแล้ว

          “เธออ้อนฉันหรือว่าเมาอยู่จิโน่”

          “ผมเมาครับ”

          “นี่เธอเมามากเลยนี่”

          “ผมไม่รู้ว่าเมาแกรปป้าหรือเมาจูบครับ”

          จิโน่อยากเอามืออุดปากตัวเองที่พูดอะไรตามที่คิดไปเสียหมดแต่แขนเขาป้อแป้เกินว่าจะทำได้ หากตอนนี้ดอนถามรหัสบัตรเงินสดของเขา เขาต้องบอกจนหมดเปลือกแน่ๆ

          “เหรอ...ถ้าถามรหัสบัตรเงินสดจะบอกจริงๆ เหรอ”

          “เอ๋...ได้ยินที่ผมคิดด้วยเหรอครับ”

          ใบหน้าแดงก่ำและตาปรือเงยขึ้นมอง

          “อืม เธอคิดอะไรก็พูดออกมาหมดเลยล่ะ ฉันควรทำให้เธอเมามากกว่านี้สินะ”

          “ด...ดอน...”

          บุรุษสูงใหญ่ผลักร่างที่อ่อนแรงให้นั่งพิงพนักก่อนโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตอย่างอ่อนหวาน จิโน่รู้สึกเบาหวิวแทบสิ้นสติ เขารู้สึกว่าหากสวรรค์มีจริงคงเป็นสถานที่แบบนี้ อบอุ่น หวานละมุน และชวนให้เคลิบเคลิ้มเหลือเกินจนกระทั่งเผลอยื่นแขนออกไปโอบกอดร่างหนาหนักด้วยเช่นกัน

          “จูบอีกสิครับ...”

          คำวอนขอจากจิโน่ช่างน่ารักจนดอนเบนิโตห้ามรอยยิ้มไม่ได้ เขาอุ้มร่างบางที่เมามายไปยังห้องนอน วางลงอย่างถนอมก่อนบรรจงปลดเครื่องแต่งกายให้เด็กหนุ่มอย่างไม่เร่งร้อน

          “ดอนครับ”

          “หืม...”

          “คุณรักผมเหรอครับ”

          คำถามนี้ทำให้บุรุษสูงใหญ่หยุดมือ เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอและหลับตาลงครุ่นคิดราวกับสมการทางคณิตศาสตร์ที่ยากเย็น เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มที่ทอดกายเบื้องหน้าก็ไม่รอฟังคำตอบเสียแล้ว จิโน่หลับครอกไปเรียบร้อย

          ดอนเบนิโตถอดเสื้อผ้าของจิโน่ออกให้หมดก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายให้ เขาปิดไฟแล้วจึงเดินออกจากห้องนอนมานั่งยังโซฟาตัวเดิมอีกครั้ง จิบแกรปป้าอุ่นที่ยังคงกลิ่นหอมและความร้อนนุ่มไม่คลายพลางครุ่นคิดเรื่องความรักราวกับกำลังไขปริศนาจักรวาล

          แกรก

          เสียงกลอนเปิดจากหน้าประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ดอนเบนิโตปราดดวงตามองและเห็นว่าชายที่เขากำลังคิดถึงกลับมาตรงเวลาเผง

          “ยังไม่นอนเหรอครับดอน”

          เซซาเร่มาตรวจความเรียบร้อยยามดึกเช่นเคย ชายหนุ่มถอดเบลเซอร์แขวนไว้ที่หน้าประตูก่อนเดินตรงมาและแปลกใจที่เห็นกระเป๋าใส่เสื้อแพทเทิร์นวางอยู่

          “จิโน่ลืมเอากลับเหรอครับ”

          “เปล่า เขานอนอยู่ในห้องนอน”

          เซซาเร่นิ่งไปนิดหนึ่ง เขายังคงสงวนท่าทีเก็บความตกใจไว้ได้อย่างแนบเนียนบนใบหน้าหล่อเหลานุ่มนวลที่ประดับเคราซึ่งตกแต่งอย่างดี แม้จะเห็นมาตลอดว่าดอนเบนิโตถนอมจิโน่เสียราวกับลูกกวางตัวน้อยแต่ความที่ดอนกอดผู้ชายทีไรเป็นต้องไม่ปรานีปราศรัยเสมอจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากถาม

          “จะให้ผมไปเช็ดตัว...”

          “ฉันไม่ได้ข่มขืนเขาจนหมดสติหรอกน่า ที่สำคัญกว่านั้น...เขาเมาหลับ ฉันยังไม่ได้กอดเขา”

          เซซาเร่ลอบระบายลมหายใจโล่งอกที่ดอนเบนิโตไม่ลงมือรุนแรงกับจิโน่ เมื่อเดินดูความเรียบร้อยรอบบ้านจนเสร็จจึงกลับมายังโซฟาตัวเดิมอีกครั้ง เขาเห็นแกรปป้าในมือของดอนไม่พร่องไปจากตอนที่เขาเข้ามา ดวงตาของดอนก็ดูครุ่นคิดจนน่าห่วง เป็นดวงตาแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นในวันงานศพของคุณเบียนก้าไม่มีผิด

          “ดอนครับ”

          ชายหนุ่มตรงไปคุกเข่าเบื้องหน้า เขาดึงแก้วแกรปป้าออกจากมือดอนอย่างสุภาพก่อนจุมพิตหลังมือด้วยความเคารพอย่างที่สุด

          บุรุษสูงใหญ่ก้มลงมองดูเซซาเร่ซึ่งมีความภักดีให้เขาเสมอ ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไรเบียนก้าก็คือสตรีที่สมบูรณ์แบบในฐานะแม่ของลูกๆ เขา หล่อนเลี้ยงลูกทุกคนให้ภักดีกับเขาโดยไร้ซึ่งข้อแม้ กระทั่งกับลูกเลี้ยงของเขาอย่างเซซาเร่ก็ยังสอนสั่งให้สัตย์ซื่อกับเขาราวกับสุนัขเลี้ยงที่พร้อมจะตายแทนเขาได้ทุกเมื่อ

          “แกจะตายจากฉันไปก่อนเหมือนเบียนก้าหรือเปล่า เซซาเร่”

          “ผมไม่ตายด้วยมือใครนอกจากมือดอนครับ”

          คำตอบที่รวดเร็วเป็นอัตโนมัติพาให้บุรุษสูงใหญ่ขบขันในลำคอ

          “หึ...แกตอบไม่คิดเลยนะ”

          “ดอนถามเพื่อให้ผมตอบไม่คิดนี่ครับ”

          เผียะ!!

          ดอนเบนิโตสาดฝ่ามือลงที่แก้มของเซซาเร่จนหน้าหัน ชายหนุ่มที่คุกเข่าเบื้องหน้ายังคงสีหน้าไม่เปลี่ยน เขาหันกลับมาและเตรียมใจรับแรงตบรอบที่สองอย่างเต็มใจแต่ไม่มีฝ่ามือฟาดลงมาอีก ไม่มีการตบยกที่สอง ดอนเบนิโตขยำคอเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายและกระชากร่างที่แน่นหนักขึ้นมาอย่างแรง

          “คงมีแกคนเดียวที่กวนโมโหฉันแต่ยังไม่ตาย”

          เสียงบดฟันอย่างหงุดหงิดน่าสะพรึงกลัวราวกับปิศาจร้าย

          “ขออภัยครับ”

          “ที่ฉันยังไม่ตัดลิ้นแกทิ้งก็คงเพราะลิ้นแกยังทำประโยชน์อย่างอื่นได้อยู่”

          บุรุษสูงใหญ่คลี่ยิ้มเหี้ยม ดวงตาวาววับส่องประกายดั่งราชสีห์เช่นเดียวกับต่างหูเพชร 6 กะรัตที่แวววาวราวกับรัศมีมารร้ายที่น่าเสน่หา ดอนเบนิโตโน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตอย่างนุ่มนวล เพียงไม่นานก็เพิ่มความลึกล้ำรุนแรงราวกับต้องการสนองอารมณ์เดือดดาลอย่างที่สุดเมื่อครู่ บดขยี้ด้วยลีลาเผ็ดร้อนราวกับแกรปป้าติดไฟ ดูดดึงฉีกกระชากปลายลิ้นที่น่าโมโหราวกับจะกัดเสียให้ขาด

          “ยังดีที่ลิ้นแกช่วยให้ฉันจูบแกได้อยู่”

          ดอนเบนิโตยิ้มเยาะ เขาผละกายออกมาแต่เซซาเร่กลับกุมแขนอีกฝ่ายไว้แน่น

          “ดอนตัวเย็นมากเลยนะครับ”

          เซซาเร่เอ่ยถาม อีกฝ่ายก็พรายยิ้มขึ้น

          “แกก็ทำให้ฉันอุ่นขึ้นสิ”

          ดอนเบนิโตยิ้มเหี้ยมลึกด้วยอารมณ์สนุก เขาเอนหลังพิงโซฟาและจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าที่ยืนขึ้นอย่างแข็งขัน เซซาเร่บรรจงปลดกระดุมเสื้อของตัวเองออกอย่างรวดเร็วตามด้วยกางเกง มีเพียงบอกเซอร์ชั้นในราคา 200 ยูโรที่ยังเหลือติดกายอยู่ ผิวกายเบื้องล่างที่ลุกชันขึ้นเล็กน้อยจากจุมพิตเมื่อครู่เบียดดันเนื้อผ้าสีชมพูหวานดึงดูดสายตาจนผู้เป็นนายไล้เลียปลายลิ้นชื้นไปตามริมฝีปากอย่างกระหาย

          “มานี่สิเซซาเร่”

          ร่างที่นั่งอย่างราชาแยกขาออกกว้างอย่างจงใจ แนวป้ายของเสื้อคลุมอาบน้ำที่เปิดออกเผยให้เห็นส่วนสัดงดงามที่เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองตามอารมณ์อย่างชัดเจน

          เซซาเร่ตรงเข้าคุกเข่าเบื้องหน้าระหว่างสองขาที่เปิดรับราวกับบานประตูสู่สวรรค์ มือใหญ่เอื้อมปลดสายคาดเอวของดอนเบนิโตออกอย่างง่ายดาย เขาสอดมือไปตามแนวกล้ามท้องเป็นคลื่นแน่น ไซร้ไรขนสีดำสนิทแสนเสน่หาที่ทอดตัวจากแนวหน้าท้องขึ้นไปยังแผ่นอกนู่นเด่น วาดมือขึ้นไปถึงแผ่นอกแยกไปที่หัวไหล่ทั้งสองก่อนดึงร่างของผู้เป็นนายขึ้นมาและปล่อยให้เสื้อคลุมอาบน้ำที่ไหล่หล่นลงไปกองอยู่ที่โซฟาเบื้องล่าง

          “ดอนจะเดินไปเองหรือให้ผมอุ้มไปครับ”

          “ฉันไม่ใช่เจ้าสาวแก”

          เซซาเร่โน้มศีรษะรับทราบ เขายันกายลุกขึ้นก่อนเดินนำไปทางห้องอาบน้ำ เปิดน้ำอุ่นลงในอ่างอาบน้ำที่มีขาตั้งเป็นอุ้งเท้าสิงโตสีทอง มือใหญ่เอื้อมไปรองน้ำวัดอุณหภูมิจนมั่นใจจึงเปิดทางให้บุรุษสูงใหญ่ที่เดินตามมาลงแช่อย่างสบาย

          “ผมนวดไหล่ให้นะครับ”

          บุรุษสูงใหญ่เดินไปหยิบน้ำมันนวดจากตู้เก็บของหลังกระจกที่อ่างล้างหน้าก่อนตรงกลับไปนั่งบนเก้าอี้ข้างอ่างอาบน้ำในทิศศีรษะของดอน น้ำมันหอมถูกเทใส่มือก่อนไล้ไปตามหัวไหล่แน่นหนัก แรงบีบนวดช่วยละลายความตึงแข็งบริเวณท้ายทอยจนดอนเบนิโตผ่อนลมหายใจอย่างสบาย

          “วันนี้แกไปไหนมา”

          ดอนเบนิโตชวนคุย เซซาเร่ซึ่งนวดคลึงอย่างชำนาญจึงพรายยิ้มขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาประสบที่ร้านน้ำชาเมื่อกลางวัน

          “ผมไปร้านน้ำชาของมิเกโลมาครับ”

          “ไปหาโทนี่เหรอ”

          “เปล่าครับ ไปดื่มน้ำชา”

          “โทนี่เป็นยังไงบ้าง”

          เซซาเร่ครุ่นคิดนิดหนึ่งทั้งที่สองมือยังคงนวดต่อ

          “ก็สบายดีเหมือนเดิมครับ”

          “แกรู้หรือเปล่าว่าทำไมโทนี่ต้องสักเต็มตัวขนาดนั้น”

          “ผมไม่ทราบครับ แต่ถ้าดอนอยากทราบ จะให้ผมไปถาม...”

          “ไม่ต้อง ฉันนึกว่าเขาจะบอกแก”

          ผู้เป็นนายเงยใบหน้าขึ้นมองเบื้องบนอย่างเชื่องช้า เซซาเร่จึงก้มลงมาในระยะที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายด้วยดวงตาสงสัย

          “ครับดอน?

          “แกรักโทนี่ใช่ไหม”

          “รักเหมือนน้องชายแท้ๆ เลยครับ”

          “แล้วฉันล่ะ”

          “รักเหมือนพ่อแท้ๆ เลยครับ”

          ดอนเบนิโตหัวเราะเบาๆ ขึ้นในลำคอ เขาวาดมือขวาลงใต้น้ำที่เริ่มสูงขึ้นมิดเอว ไล้ลูบและดึงรั้งผิวกายที่เริ่มลุกชันเบื้องล่างราวกับจะยั่วยวน ดวงตาของเซซาเร่มองดูแวบหนึ่งแต่ก็ตัดสินใจรักษาใบหน้านิ่งสงบเช่นเดิม

          “แกตอบน่ารักจนฉันมีอารมณ์เสียแล้วสิ”

          มือใหญ่ละออกจากผิวกายที่เริ่มร้อนรุ่มเบื้องล่าง เอื้อมขึ้นไปดึงคอให้ลูกเลี้ยงที่ซื่อสัตย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ไล้ปลายลิ้นโลมเลียริมฝีปากของเซซาเร่ที่ยังคงรอดูท่าทีอย่างหนักแน่นดั่งขุนเขา จนเมื่อดอนเบนิโตดูดดึงริมฝีปากชายหนุ่มเบาๆ ราวกับจะพยายามเปิดปากรูปปั้นหินที่แน่นิ่งไม่ไหวติง เซซาเร่จึงรู้งานประทับริมฝีปากจุมพิตตามบัญชา

          สองมือที่นวดสองไหล่หยุดกิจกรรมชั่วครู่ เซซาเร่ลุกขึ้นยืนเพื่อให้โน้มใบหน้าจุมพิตร่างที่เอนกายอยู่ในอ่างได้สะดวกยิ่งขึ้น เขาวาดสองมือลงไล้แผ่นอกของดอนเบนิโตที่มีแนวไรขนหน้าอกสีดำสนิทเปียกน้ำยั่วอารมณ์ นวดคลึงผ่อนคลายก่อนไล้ปลายนิ้วหยอกล้อยอดอกจนบุรุษเบื้องล่างครวญในลำคอ

          “แกนวดต่อสิ อย่าหยุด”

          ดอนบัญชาแต่มือหนึ่งกลับจ่อมจมลงในสายน้ำอุ่นบอกตำแหน่งว่าที่ต้องการให้นวดไม่ใช่หัวไหล่และแผ่นอกอีกต่อไป

          ความร้อนในอุ้งมือของดอนเบนิโตปรากฏชัดในสายตาของเซซาเร่ เขาโน้มกายลงไปจุมพิตยอดอกของดอน ไล้ตวัดปลายลิ้นปลุกอารมณ์จนยอดอกตอบสนองลุกชัน ชายหนุ่มยึดมือหนึ่งไว้ที่ขอบอ่างในระหว่างที่สอดอีกมือหนึ่งลงน้ำ โอบสัมผัสมือของดอนเบนิโตก่อนจะรวมเอาความร้อนแข็งเบื้องล่างมาดึงรั้งชักเย่อให้เสียเอง

          “อา...ใครสอนแกแบบนี้เซซาเร่”

          “ผมเห็นจากดอนคนเดียวเท่านั้นล่ะครับ”

          ดอนเบนิโตขบขันในลำคอ

          “หึ...แกมันน่ารักจนฉันอยากจูบแกจริงๆ”

          เซซาเร่ละริมฝีปากจากยอดอกและคลี่ยิ้ม เขาวาดใบหน้าขึ้นมาและจุมพิตบุรุษเบื้องล่างอีกครั้ง ปลายลิ้นเผ็ดร้อนเกี่ยวกระหวัดเป็นจังหวะเดียวกับมือใหญ่ที่เร่งเร้าปลุกอารมณ์เบื้องล่างให้ดอนเบนิโตอย่างถึงพริกถึงขิง จนเมื่อความร้อนในมือแข็งแกร่งดั่งแท่งเหล็กเผา ดอนเบนิโตจึงกระชากมือของเซซาเร่ออกเพื่อสกัดกั้นอารมณ์อย่างทันท่วงที ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนก้าวออกจากอ่างน้ำอุ่นเวลาเดียวกับที่เซซาเร่รีบหยิบผ้าขนหนูมาซับผิวกายให้ผู้เป็นนาย

          “แกทำฉันมีอารมณ์ซะแล้ว คงต้องปลุกจิโน่เสียหน่อยล่ะมั้ง”

          “ให้เขานอนต่อเถอะครับ”

          “คิดจะให้ฉันช่วยตัวเองรึไง”

          “คงเหลือทางเดียวครับ”

          ดอนเบนิโตยิ้มเหี้ยมด้วยดวงตาเคืองแค้น เขาบดฟันจนได้ยินเสียงกล้ามเนื้อขากรรไกรลั่นก่อนวาดมือตบฉาดที่ใบหน้าของเซซาเร่ซึ่งเตรียมใจไว้แล้ว

          “คุกเข่าลง หลับตาซะแล้วก็...อ้าปาก”

          ชายหนุ่มทำตามอย่างรวดเร็ว เขาคุกเข่าลงเบื้องล่างและเงยหน้าขึ้นพร้อมกับหลับตาอย่างสงบ แม้เดาไม่ถูกว่าดอนจะบังคับให้เขาใช้ปากเป็นที่ระบายความใคร่หรือจะเลาะฟันเขาทิ้งเพราะโมโหเกิดทน แต่อย่างน้อยดอนก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นการคุกคามทางเพศกับเขามาก่อน เซซาเร่เชื่อว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงไม่นาน สายน้ำร้อนก็สาดซัดอาบเปื้อนใบหน้าราวกับถูกราดรดด้วยน้ำผึ้งอุ่น

          “หึ...เห็นแก่หน้าหล่อๆ ของแกที่ทำให้การช่วยตัวเองของฉันไม่น่าเบื่อ ฉันจะยอมปล่อยจิโน่ไปก่อน”

          “ขอบคุณครับ”

          เซซาเร่ลืมดวงตาอย่างเชื่องช้า เขาไล้เลียสายน้ำที่สาดบนริมฝีปากและกลืนกินอย่างเต็มใจ ดูยั่วอารมณ์เสียจนดอนเบนิโนพรายยิ้ม บุรุษสูงใหญ่จึงคุกเข่าลงบ้าง ไล้เลียน้ำรักที่เขาสาดเทบนใบหน้าของเซซาเร่ก่อนประทับริมฝีปากราวกับส่งสายน้ำให้เซซาเร่กลืนกินให้หมดซึ่งอีกฝ่ายก็ปฏิบัติโดยดี

          ดอนเบนิโตซบใบหน้าลงบนหัวไหล่ของอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด สักพักจึงถอนใบหน้าออกมาและยิ้มอย่างเยือกเย็นลงกว่าเดิม

          “ขอบใจเซซาเร่ อารมณ์ฉันสงบลงแล้ว”

          “มิได้ครับ”

          เซซาเร่ยันกายลุกขึ้นและดึงร่างผู้เป็นนายขึ้นมาด้วยเช่นกัน

          “ฉันจะนอนแล้ว”

          “ห้องไหนครับ”

          “ไม่ใช่ห้องที่จิโน่นอนหรอก เห็นลูกกวางตัวน้อยทีไรเป็นมีอารมณ์ทุกที”

          เซซาเร่คิดตามก็เผลออมยิ้มออกมา เมื่อเห็นว่าดอนเบนิโตเข้าห้องนอนเรียบร้อย เขาจึงจัดแจงล้างหน้าล้างตาและชำระกายเสร็จสรรพ ร่างสูงใหญ่ที่มีผ้าขนหนูพันเอวไว้เดินตรงไปทางห้องนอนที่จิโน่หลับสนิทอยู่ เขาเปิดไฟโคมหัวเตียงก่อนนั่งลงและมองดูจิโน่ซึ่งหลับพริ้มแก้มแดงไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อคิดภาพลูกกวางน้อยขึ้นมาก็พาลหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู

          “โชคดีที่ไม่เป็นไรนะครับจิโน่”

          มือใหญ่เอื้อมไล้ผิวแก้มแดงอย่างเอ็นดู แต่เพื่อความมั่นใจ เซซาเร่จึงวาดมือลงใต้ผ้าห่มที่ปิดมิดถึงคอ ลากผ่านแผ่นอกเปลือยเปล่า แนวหน้าท้องแน่นพลิ้วเป็นลอนคลื่น ผ่านไรขนหยาบมือจนถึงผิวกายนอนสงบอ่อนนุ่มเบื้องล่าง เขาถือวิสาสะกระซิบขออนุญาตอย่างแผ่วเบาก่อนดึงต้นขาเด็กหนุ่มให้แยกออกและสอดปลายนิ้วสัมผัสผิวกายที่ปิดผนึกเบื้องล่าง เมื่อพบว่ายังคงสนิทแน่นไม่มีลักษณะอ่อนนุ่มหรือบวมช้ำจากสัมผัสที่รู้สึกได้จึงสบายใจว่าไม่ต้องช่วยทำแผลเหมือนครั้งโทนี่ บุรุษสูงใหญ่จึงถอนมือออกและจัดท่าทางให้จิโน่นอนหลับสบายเหมือนเดิม

          “คุณเซซาเร่ครับ”

          เสียงเล็กๆ กระซิบแผ่วเบา

          เซซาเร่หันไปมองจึงเห็นว่าจิโน่ลืมตาอย่างหรี่ปรือและอมยิ้มด้วยริมฝีปากและผิวแก้มแดงเรื่อ

          “ครับจิโน่”

          “วันนี้คุณไม่อยู่ ผมกลัวแทบแย่”

          “ดอนไม่ทำอะไรรุนแรงกับคุณหรอกครับ ไม่ต้องกลัว”

          มือใหญ่เอื้อมไปลูบศีรษะเด็กหนุ่มอย่างนุ่มนวล เขาโน้มใบหน้าลงจุมพิตผิวแก้มแดงเหมือนครั้งที่จูบราตรีสวัสดิ์บอนนี่ในวัยเด็ก แต่เมื่อจะถอนกายออกมากลับถูกจิโน่รั้งตัวไว้ด้วยสองแขนที่โอบรอบลำคอ

          “จิโน่?

          “นอนกับผมนะครับ”

          “แต่ว่า...”

          “นะครับ ผมกลัวดอนมาฆ่าผมตอนผมหลับ”

          ใบหน้าของจิโน่ดูกลัวอย่างจริงจังเสียด้วย

          เซซาเร่หัวเราะเบาๆ ขึ้นมาในลำคออย่างขบขัน จิโน่คงเมาจนคิดอย่างไรก็พูดมาอย่างนั้นเสียหมด เขาจึงลุกขึ้นถอดผ้าขนหนูเปียกออกผึ่งที่ปลายเตียงก่อนเดินกลับมาเลิกผ้าห่มและลงนอนเคียงข้าง ดึงร่างบางที่รุ่มร้อนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้ามานอนหนุนต้นแขนของเขาต่างหมอน ยินยอมให้ใบหน้าร้อนผ่าวซบแผ่นอกและกอดเขาต่างหมอนข้าง

          “ราตรีสวัสดิ์ครับคุณเซซาเร่”

          จิโน่เงยขึ้นจูบแก้มอีกฝ่ายก่อนลงไปนอนหลับอย่างสงบ น่าเอ็นดูเสียจนเซซาเร่ต้องโน้มลงไปจุมพิตผิวแก้มร้อนเพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์อีกครั้งก่อนจะหลับไปอย่างสบายใจเช่นกัน

          สวัสดีค่ะ ^_^

          ที่จริงครึ่งแรกของตอนนี้เคยแปะอยู่ตอนท้ายของตอนที่ 18 แต่ความที่ตอนที่ 18 จะยาวเกินไปเลยต้องปัดมาเป็นตอนใหม่ยกตอนเลยค่ะ ไม่ได้มีเนื้อเรื่องอะไรนอกจากเซอร์วิสแฟนคลับดอนกับเซซาเร่ล้วนๆ เขียนดราม่าหนักมาหลายตอนเลยต้องเบาๆ ให้พักสมองกันหน่อยค่ะ (แต่คงเลือดกำเดาซึมๆ กันบ้าง)

          ใกล้ๆ ปลายเดือนนี้ Blueฯ จะได้ไปดูโขนอยู่วันนึงค่ะ กะว่าถ้าดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจจะได้กลับมาเขียนรามเกียรติ์อีกรอบแต่ก็จะกลายเป็นพักเรื่องนี้ไว้เสียแทน สมองทำงานได้ทีละเรื่องจริงๆ ค่ะ เปลี่ยนโหมดภาษาไม่ทันเดี๋ยวจะตีกันยุ่งไปหมด ตอนเขียนเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แบบเผลอๆ ก็มีภาษาวิจิตรโผล่มาบ้าง อ่านแล้วมันไม่ให้บรรยากาศแบบอเมริกันหรืออิตาเลียนเท่าไหร่เลยต้องปรับเปลี่ยนบ้างให้เหมาะสมค่ะ คิดแล้วก็อยากกลับมาเขียนรามเกียรติ์จริงๆ ต้องเปิดพจนานุกรมราชาศัพท์ตอนเขียนกันเลยทีเดียวค่ะ

          ช่วงนี้ท่านนักอ่านอาจจะได้เห็นภาพประกอบของ Blueฯ ออกอยู่เรื่อยๆ นะคะ ที่จริงไม่ใช่ภาพประกอบหรอกค่ะ บางทีเขียนแล้วอารมณ์มันติดเลยต้องพักมือมาวาดรูปหน่อย พอต่ออารมณ์ได้ก็จะเขียนต่อค่ะ พอเขียนนิยายเป็นแล้วดีใจมากตรงที่เนื้อเรื่องมันยาวและเร็วกว่าวาดการ์ตูนเยอะเลยค่ะ เนื้อเรื่องไม่กี่สิบหน้านิยายเมื่อก่อนต้องวาดเป็นร้อยหน้าทีเดียว เหนื่อยมากแต่ก็สนุกดีนะคะ พบกันตอนต่อไปค่ะ ช่วงนี้เนื้อเรื่องไม่คืบหน้าเลยเพราะเราเน้นเสียเลือดค่า!